ภาพความรุ่งเรืองของเมืองหลวงที่อยู่ตรงหน้าเป็นภาพที่ต้องทำให้ทุกผู้คนที่มาเยือนยังที่แห่งนี้ต้องตกตะลึงไปเพราะความสวยงามอลังการ แต่ในสายตาดูเอลแล้ว การมายังที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของเขาพอสมควร เมื่อยามที่ต้องก้าวย่างเข้ามาจิตใจเขาจะรู้สึกห่อเหี่ยวแทนที่จะเป็นความรู้สึกยินดีและตื่นเต้นดังเช่นคนอื่นๆ สำหรับเขาแล้ว ที่แห่งนี้มันมีแต่กลิ่นอายแห่งความอึดอัดและน่าอดสูแฝงอยู่ ตามบันทึกโบราณของตระกูลที่สืบทอดกันมาเฉพาะหัวหน้าตระกูล บันทึกนั้นถูกเขียนโดยบรรพบุรุษรุ่นแรกๆ ใจความของบันทึกนั้นกล่าวว่า ในอดีต เทพผู้คุมกฎทั้ง 4 ได้ประทานพลังของตนให้เหล่ามนุษย์ โดยเลือกสรรจากบุคคลที่มีชะตาต้องกันตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่อเกิดมาจะมีพลังติดตัวที่พิเศษเฉพาะตัว และจะผงาดขึ้นเมื่อสามารถทะลวงคอขวดจนได้รับการอวยพรแห่งทวยเทพ ในครานั้นมีเด็ก 4 คนที่ถือกำเนิดขึ้น แม้ทั้งสี่จะเป็นผู้สืบทอดพลังแห่งเทพเช่นเดียวกัน แต่เมื่อถึงจุดแตกหักมันก็กลายเป็นมหาสงคราม สงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ของเผ่าพันธุ์เดียวกัน เกิดเป็นขั้วอำนาจ 4 ฝ่าย ในมหาสงครามครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายสิบปี ผู้คนทั้งทหารและคนธรรมดาล้มตายกันนับไม่ถ้วน เมืองหลายแห่งล่มสลาย ผู้กำชัยชนะในสงครามครั้งนี้คือตระกูลเคนเนลท์ ตระกูลที่ได้รับการสืบทอดพลังจากเทพอาชาสวรรค์ สัญลักษณ์ธงของตระกูลคล้ายกับเทวรูปที่ประดิษฐานบนเขากลางเมืองในท่าเทพอาชาที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บทสรุปในสงครามครั้งนั้นส่งผลให้ตระกูลเคนเนลท์สถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาและปกครองทวีปแห่งนี้จากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานร่วมห้าพันปี ทรัพยากรที่รวบรวมมาจากทั่วทั้งจักรวรรดิส่งผลให้กองกำลังของเมืองนี้ยิ่งใหญ่และผู้ฝึกพลังของราชวงศ์ผู้มีสายเลือดแห่งเทพยังคงรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ได้เฉกเช่นในอดีต แต่ชะตากรรมของอีก 3 ตระกูลที่พ่ายแพ้ในมหาสงครามครั้งนี้ต้องโดนกดหัวลงรับชะตากรรม ทายาทรุ่นต่อมาของพวกเขาไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับราชวงศ์ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรมและอยู่ภายใต้การปกครองเพื่อรักษาสายเลือดของตระกูลต่อไป จากบันทึกของตระกูลฟลูตันเล่มนี้สามารถอ่านได้เฉพาะหัวหน้าตระกูลก็เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่ทายาทรุ่นหลังจะต้องรับรู้ให้รู้สึกเจ็บแค้นและน้อยเนื้อต่ำใจ แต่จงภาคภูมิใจในพลังเฉพาะตัวที่ตนมี ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องทำให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน อย่างน้อย ความลับนี้ก็ต้องมีคนในตระกูลที่รับรู้ความเป็นมาและสืบทอดให้หัวหน้าตระกูลรุ่นต่อไป
“ท่านดูเอล เอาอีกแล้วนะ มาเมืองหลวงทั้งที่ท่านก็น่าจะยืดอกเดินอย่างภาคภูมิสิ ยังไงครั้งนี้เราก็เป็นอาคันตุกะของนครหลวงนะ ข้าเห็นมาที่นี่ทีไรสีหน้าเหมือนคนป่วยทุกที”
เมื่อเห็นดูเอลสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีมาคัสก็ชวนคุยตามประสาสหาย ตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางไปยังที่พักรับรอง ที่พักที่ทางนครหลวงจัดไว้ให้อยู่ภายในเขตชั้นในของราชวงศ์ คณะอาคันตุกะของแต่ละเมืองต่างได้รับการจัดสรรปราสาทเป็นที่พักรับรอง ซึ่งแค่ที่พักรับรองของที่แห่งนี้ ความยิ่งใหญ่สวยงามของมันมากกว่าปราสาทหลักของเมืองกลอเซนซะอีก วันรุ่งขึ้นคือวันพิธีที่จะมีการสถาปนารัชทายาท ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้คือเจ้าชายกาเซล ทายาทสายหลักองค์เดียวของจักรพรรดิ แม้นองค์จักรพรรดิจะมีทายาทมากกว่าสิบ เจ้าชายกาเซลกลับเป็นทายาทสายตรงแค่คนเดียวที่เกิดกับองค์จักรพรรดินี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นในการแต่งตั้งรัชทายาทในครั้งนี้
“พวกท่านรู้รึเปล่าว่าทำไมองค์ชายกาเซลถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาททันทีเมื่ออายุเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ทั้งที่การแต่งตั้งรัชทายาทของราชวงศ์แต่ละครั้งจะมีการจัดประลองและจะเลือกจากผู้ที่ชนะการประลองในครั้งนั้น”
เจ้าเมืองกลอเซนเอ่ยขึ้นกับทั้งสอง มาคัสและดูเอลต่างหันมามองหน้ากันโดยไม่รู้จะตอบว่าอะไร พวกเขาก็สงสัยเช่นกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
“เป็นเพราะองค์ชายกาเซลมีพรสวรรค์เหนือล้ำยิ่งกว่าคนอื่นๆ ทำให้องค์จักรพรรดิตัดสินใจเลือกที่จะแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอย่างไม่ต้องมีการแข่งขันใช่หรือไม่”
มาคัสคิดอยู่สักครู่จึงตอบออกไปตามความคิดของตน เจ้าเมืองมองหน้าเขาแล้วส่ายหัวเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ไม่ใช่หรอก ที่ได้รับเลือกนั้นเพราะมีการยืนยันมาแล้วว่า องค์ชายกาเซลมีพลังสายเลือดของเทพอาชาสวรรค์ที่บริสุทธิ์กว่าคนอื่น พูดง่ายๆ คือองค์ชายได้รับการถ่ายทอดสายเลือดจากท่านเทพอาชาสวรรค์โดยตรง เป็นผู้สืบทอดรุ่นแรกและเป็นผู้ที่ได้รับร่างสถิตอาชาสวรรค์ในตำนานอีกด้วย!”
“จริงหรือเนี่ย! อย่านี้ก็เรื่องใหญ่น่ะสิ!”
มาคัสอุทานขึ้นอย่างแทบไม่เชื่อรูหู ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดพลังจากเทพโดยตรง นี่เป็นเรื่องที่เกินจะคาดคิดของเขาไปไกลโข เขาหรือกระทั่งคนอื่นๆ แทบทั้งอาณาจักรต่างรู้ว่าสายเลือดของจักรพรรดิเป็นผู้สืบทอดพลังแห่งเทพตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ แต่นึกไม่ถึงที่จะมีผู้ที่เกิดมาพร้อมกับได้รับการถ่ายทอดพลังจากเทพโดยตรงด้วย นอกจากมาคัสแล้ว ดูเอลยืนเงียบ แต่คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปม ในทวีปนี้มีไม่กี่คนที่รู้ว่ามีผู้สืบทอดสายเลือดของเทพถึง 4 ตระกูล แต่คนทั่วไปรู้แค่ว่าพลังที่ถ่ายทอดของตระกูลพวกเขาเป็นแค่พลังเฉพาะตัวเท่านั้น และด้วยวันเวลาอันยาวนานก็แทบไม่มีใครรู้เกี่ยวกับมหาสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อนด้วยซ้ำ ในระหว่างที่เจ้าเมืองกับมาคัสกำลังคุยกันเรื่องนี้ ดูเอลยืนคิดคาดเดาคำตอบเรื่องนี้จนปวดหัว ถ้ามีผู้สืบทอดพลังแห่งเทพรุ่นแรกปรากฏตัวออกมาแล้ว งั้นก็แสดงว่ายังมีอีก 3 คนที่อยู่ที่ใดที่หนึ่งในทวีปนี้สินะ แต่เหตุใดเทพอาชาสวรรค์จึงเลือกที่จะถ่ายทอดพลังสายเลือดของตนให้กับตระกูลเดิมล่ะ? ถ้าเป็นแบบนี้คนอื่นๆ ที่มีสายเลือดเทพตนอื่นไม่ถูกสั่งกำจัดตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นภัยในคราวหลังหรอกหรือ? ดูเอลเดินออกจากห้องโถงเข้าไปยังห้องพักตนเอง เขาเดินวนคิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา หรือทางราชวงศ์ไม่สนใจการคงอยู่ของผู้สืบทอดคนอื่น? เพราะกำลังของจักรวรรดิมิใช่จะสั่นคลอนได้ง่ายๆ ที่นี่คือ 1 ใน 10 ขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เด็กเพิ่งเกิดสองสามคนจะมาสั่นคลอนได้ยังไง แค่คิดก็รู้สึกขำแล้ว ถ้าเป็นไปตามนั้นนี่มิใช่โอกาสของเขาหรอกหรือ?
“ไม่ว่ายังไงข้าต้องตามหาผู้ที่มีร่างสถิตวิหคเพลิงให้เจอให้ได้”
ดูเอลพึมพำกับตนเอง แผนการฟื้นฟูตระกูลของเขาเริ่มถูกวาดขึ้นในหัว เขานั้นมีทั้งลูกชายและลูกสาว ผู้สืบทอดก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ถึงยังไงตระกูลของเขาก็มีภาษีมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เพราะในกายมีสายเลือดวิหคเพลิงอมตะเช่นกัน แม้จะเจือจางแล้วก็ตามที ยังไงทายาทที่ออกมาต้องมีสายเลือดเข้มข้นและบริสุทธิ์มากกว่าใครอื่น ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ แม้ว่าลูกของตนต้องอยู่ในฐานะต่ำสุดก็ตาม ถ้าให้กำเนิดทายาทจากสายเลือดตรงได้อะไรก็ไม่สำคัญทั้งนั้น เมื่อคิดได้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของดูเอลขึ้นมา
เจ้าเมืองของ 8 เมืองใหญ่ต่างรู้กันหมดว่าที่เรียกบุคคลระดับสูงจากทั่วทั้งทวีปมาก็เพื่อให้เข้าร่วมพิธีแต่งตั้งรัชทายาท แต่เหตุผลจริงๆ คือการประกาศเรื่องสายเลือดขององค์ชายกาเซลต่างหาก เมื่อทุกคนรับทราบ สถานะของราชวงศ์จะสูงและมั่นคงขึ้นไปอีก ทั้งยังเป็นการประกาศอย่างนัยๆ ว่า ไม่มีพลังเทพองค์ใดจะเหนือกว่าเทพอาชาสวรรค์ ตามที่จริงนอกจากแกรนด์แล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าเทพผู้คุมกฎทั้ง 7 ได้ดับสูญลงไปแล้ว และผู้ที่สืบทอดพลังสายเลือดไม่ใช่ 4 คน แต่เป็น 7 คน! เพราะพลังของเทพอีก 3 ตนไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยไม่มีใครรู้ถึงเรื่องนี้ และกว่าทางราชวงศ์จะรู้ว่ามีผู้สืบทอดพลังสายเลือดมากกว่า 4 คนก็ต้องรอให้กาเซลทะลวงคอขวดไปพบกับเทพอาชาสวรรค์ เปกาซัสก่อนจึงจะรู้ถึงข้อนี้ เพราะในปัจจุบันมีแค่แกรนด์ที่ก้าวข้ามกำแพงนี้ไปได้เป็นคนแรก ทั้งการพบกับเทพโดยตรงนั้นต้องเป็นผู้สืบทอดรุ่นแรกเพียงเท่านั้น ข้อจำกัดนี้เองที่แม้ว่าจะเป็นจักรพรรดิองค์ไหนก็ไม่เคยพบเจอกับเทพอาชาสวรรค์เลยนอกจากบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง
5 วันต่อมา
...ที่ราบในเขตหมู่บ้านนักล่า...
ลมหนาวได้พัดพาไอเย็นมาสู่ทั่วทุกดินแดน ทั่วทั้งท้องฟ้ามีละอองหิมะโปรยปรายลงมาสู่พื้นเบื้องล่างจนขาวโพลนไปหมด ผู้คนต่างหาชุดหนาๆ ที่สามารถป้องกันและบรรเทาความหนาวให้พวกเขาได้ ที่แห่งนี้มีเสียงอึกทึกของการต่อสู้ดังต่อเนื่องกันมา 3 วันแล้ว แกรนด์กับบ็อบหลังจากฝึกฝนเฉพาะทางของตนร่วมสิบวันเสร็จก็มาฝึกฝนแบบจับคู่ต่อ ทั้งสองถอดเสื้อและฝึกฝนการต่อสู้กันกลางหิมะมา 3 วันแล้ว โดยการฝึกนี้ทั้งสองจะพักแค่ตอนกินอาหารและต้องออกมาฝึกต่อทั้งวันทั้งคืนแบบไม่หลับไม่นอนเพื่อที่จะให้รู้ถึงขีดจำกัดของตนในตอนนี้ เอเลน่าเดินออกมาเพื่อเก็บสมุนไพรที่ขึ้นในฤดูหนาว เมื่อผ่านมาทางนี้เธอจึงนั่งพักบริเวณแคมป์ไฟที่แกรนด์สร้างขึ้นไว้เป็นที่สำหรับกินอาหาร และเมื่อมาถึงก็พบครีทนั่งงัดๆ แงะๆ เหมือนกำลังประดิษฐ์อุปกรณ์บางอย่างอยู่ข้างๆ กองไฟ เอเลน่าวางอุปกรณ์ลงและนั่งลงข้างกองไฟเช่นกัน ตามจริงแล้วอากาศที่หนาวเย็นแค่นี้สำหรับเธอถือว่าธรรมดามากๆ เมื่อเทียบกับพลังที่หนาวเย็นสุดขั้วของเธอเอง เธอจึงไม่ได้รู้สึกหนาวหรือร้อนดังเช่นคนอื่น เพราะออร่าไอเย็นจากพลังน้ำแข็งที่ฉาบเคลือบผิวอย่างเบาบางทำให้อุณหภูมิที่เธอรู้สึกได้ของเย็นสบายตลอดเวลา นอกเสียจากว่าจะเจอพลังที่ร้อนพอที่จะทำลายออร่าพลังที่หุ้มไว้ได้เท่านั้น
“ทำไมเจ้ามานั่งอยู่นี่ เจ้าไม่หนาวรึไง”
เอเลน่าถามครีทที่กำลังงัดแงะอย่างวุ่นวายข้างกองไฟ
“ข้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างน่ะ ดูสองคนนี้ตีกันบางทีมันก็สนุกดี”
“ยาเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนเจ้าก็กินแล้ว ทำไมไม่ไปฝึกเหมือนคนอื่นๆ เจ้าไม่คิดว่ามันจะเสียของงั้นหรอ”
“ข้าก็กำลังฝึกอยู่นี่ไง”
“ฝึก? ฝึกยังไง ข้าเห็นเจ้านั่งเล่นไม่ก็เดินว่อนไปมาในหมู่บ้าน ไม่เห็นเจ้าได้ฝึกอะไรตรงไหน”
“นี่แหละการฝึกของข้า ข้าก็มีความลับของข้านะ ไม่เชื่อเจ้าลองถามแกรนด์ดูสิ ตอนนี้พลังของข้าใกล้จะถึงคลาส 3 ขั้นสุดยอดแล้ว”
“ห๊ะ! จริงหรอ?”
“ทำเป็นตกใจไป เจ้าเองก็ฝึกบ้างไม่ฝึกบ้างยังขึ้นจนจะถึงคอขวดได้แล้ว แบบนี้มันต่างจากข้าตรงไหนกัน”
“ข้าก็มีความลับของข้าเหมือนกันล่ะน่า”
ทั้งสองนั่งคุยกันเรื่องการฝึกพลังของตน เอเลน่านั้นพลังการฝึกของเธอเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากและมากเป็นพิเศษหลังจากที่เข้าร่วมอยู่ทีมเดียวกันกับแกรนด์ เมื่อเทียบแล้ว ความสามารถของเธอแม้เทียบกับเมืองอื่น ความสามารถและความเร็วในการฝึกพลังก็ยังอยู่ในระดับท็อป ส่วนครีทแม้จะมีพลังฝึกที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับผู้ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกพลังพอๆ กับเขา แต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัวทำให้เขาลบความต่างในด้านพลังออกไปได้อย่างสิ้นเชิง
“ข้าว่าฉายาจอมเวทย์อัจฉริยะของเจ้ามันก็เท่ดีนะ ตอนเด็กๆ ข้าอยากได้ฉายาแบบนั้นอยู่เหมือนกัน”
“หึ อัจฉริยะ? มันก็แค่คำที่ผู้คนเรียกยกยอคนอื่นด้วยความอิจฉาเท่านั้น เพราะฉายานี้ทำให้ข้ารู้สึกโดดเดี่ยว เพื่อนคนอื่นๆ มองเหมือนเหมือนข้าเป็นตัวประหลาด ตัวตนที่ไม่กล้าเข้าใกล้รึไม่กล้าอาจเอื้อม มีแค่พวกสอพลอที่คอยวนเวียนประจบเพื่อหวังผลประโยชน์จากข้า ทั้งที่ข้าเองไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะรึแตกต่างจากคนอื่นแม้แต่น้อย ขนาดในทีมความสามารถโดยรวมของข้าก็ยังรั้งท้ายเมื่อเทียบกับแกรนด์ บ็อบ หรือแม้แต่เจ้าเอง คำว่าอัจฉริยะมันควรจะเป็นคำสรรเสริญบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นในแนวทางของตน ไม่ใช่จะวัดแค่ระดับพลังกับอายุ”
“อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็เรียกเจ้าว่าอัจฉริยะได้เต็มปากแล้วหนิ เจ้ากลั่นยาเพิ่มความเร็วในการฝึกพลังได้ น่าจะเรียกว่านักปรุงยาอัจฉริยะได้นะ”
“อืม อันนี้ข้าน้อมรับไว้ก็ได้นะ ทางนู้นสิ อัจฉริยะตัวจริง”
เอเลน่าชี้นิ้วไปยังแกรนด์ที่กำลังซัดกันนัวอยู่กับบ็อบกลางทุ่งหิมะ ครีทหันไปมองตามแว็บนึงก็หันหน้ากลับ เขาก็ไม่มีอะไรจะเถียงข้อนี้เช่นกัน
“แล้วจริงมั้ยที่หมอนั่นโดนไล่ออกจากตระกูลเพราะไร้พลังจริงๆ ตั้งแต่มาที่นี่ข้าก็ไม่เคยถามเขาเรื่องนี้ด้วยสิ ถามไปเดี๋ยวมันหาว่าเสือกอีก ได้ยินแต่พวกเจ้าพูดกันเรื่องนี้นี่แหละ มันเรื่องจริงรึเปล่า? ข้าแทบเชื่อไม่ลงเลยนะนั่น อีกอย่าง พวกผ่าเหล่าจนกลายเป็นธาตุสายฟ้าหายากแบบนี้ถึงจะไม่มีพลังหรือเป็นคนพิการขาแขนลีบก็ยังถือว่าพิเศษอยู่ดีไม่ใช่หรอ”
“ตอนปีที่เราทดสอบพลังเพื่อเข้าสถาบันศาสตร์การต่อสู้ เจ้าทดสอบคนละสนามอาจไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นข้าเห็นกับตา เขาไม่มีพลังจริงๆ พ่อของเขาไล่ออกจากตระกูลเพราะตอนนั้นเขาทำให้ตระกูลขายหน้าครั้งใหญ่ต่อหน้าคนมากมาย แล้วดูตอนนี้สิ ทั้งพลัง ทักษะการต่อสู้ ไหวพริบ ความรู้ความสามารถโดยรวม คงไม่มีใครเชื่อถ้าบอกว่ามีคนทะลวงคอขวดข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ได้โดยฝึกพลังมาแค่สิบปี พ่อของเขาทอดทิ้งเพราะไร้ซึ่งพรสวรรค์ ตอนนี้ข้าคิดว่าเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดด้วยซ้ำ แต่พลังที่แกรนด์ฝึกอยู่นั้นเขาไม่เคยบอกใครเลย ข้าลองถามบ็อบดูแล้ว เหมือนเขาจะไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกันนะ”
“ก็นะ ทุกคนก็มีความลับของตัวเองทั้งนั้นแหละ ใครอยากจะเผยความลับพลังตัวเองให้คนอื่นรู้ล่ะ ถ้ามันรู้ไปถึงหูศัตรูก็จบเห่สิ กลับกันเถอะ ดูทรงแล้วเดี๋ยวพวกนี้มันก็กลับแล้วมั้ง เหมือนจะล้ากันเต็มทีแล้ว”
ตามที่จริงที่แกรนด์ไม่สามารถบอกใครได้เกี่ยวกับพลังที่เขาฝึกก็เพราะว่าเขาก็ไม่รู้เกี่ยวกับพลังที่ตนเองฝึกเช่นกัน รู้แค่ว่ามันชื่อคัมภีร์มังกรเทวะอสนีบาต นอกนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ทั้งยังไม่มีตำราเป็นเล่มอย่างที่คนอื่นฝึกกัน แต่ทักษะต่างๆ นาๆ มันกลับผุดขึ้นมาในหัวเองล้วนๆ ทั้งความเฉพาะตัว ทั้งความทรงพลัง ทั้งหมดเทียบชั้นได้กับทักษะชั้นสูงทั้งหมด และแกรนด์ก็เพิ่งรู้เกี่ยวกับที่มาของพลังนี้จากปากของเทพมังกรเมื่อไม่นานมานี้เอง เอเลน่ากับครีทลุกขึ้นและเดินกลับไปที่หมู่บ้านโดยบุคคลทั้งสองที่ด้านหลังของพวกเขายังคงจดจ่ออยู่กับการต่อสู้โดยไม่รู้ว่ารอบข้างเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อมาถึงหมู่บ้านเวนไฮร์เดินมาบอกกับทั้งสองว่าตอนนี้ลาลี่ตั้งครรภ์แล้ว เมื่อครู่นี้เพิ่งจะได้รับคำยืนยันจากหมอที่อยู่ในสถานพยาบาลของหมู่บ้าน ซึ่งทั้งสองก็มีท่าทีที่ตื่นเต้นตามไปด้วย
“แหม่ ร้ายไม่เบานะเจ้า ใกล้เป็นพ่อลูกอ่อนแล้วสิ”
ครีทเดินเข้าไปแซวพร้อมกับตบไหล่เวนไฮร์ การสืบพันธุ์ของก็อบลินกับมนุษย์ลูกที่ออกมาจะเป็นก็อบลินธรรมดา แม้ว่าพ่อจะเป็นสายพันธุ์ที่สูงยิ่งกว่าอย่างฮอบก็อบลินหรือโอเกอร์ก็ตามที แต่ถ้าพ่อเป็นสายพันธุ์ที่สูงเท่าไหร่ ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่สูงกว่าเดิมเร็วขึ้นไปอีก และยิ่งเป็นเผ่าก็อบลินที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแล้ว การตั้งครรภ์ครั้งนึงจะใช้เวลาเพียงแค่ 2 เดือน และในการคลอดแต่ละครั้งจะให้กำเนิดลูกก็อบลิน 3-4 ตัวทีเดียว
“เฮ้ยนั่น แกรนด์กลับมาแล้ว ทางนี้ๆ เวนไฮร์มีเรื่องสำคัญจะบอก”
ครีทโบกมือเรียกแกรนด์กับบ็อบขณะที่ทั้งสองเดินโซซัดโซเซกลับมาเหมือนวิญญาณออกจากร่าง สภาพของแกรนด์กับบ็อบตอนนี้ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่ ที่เห็นได้ชัดคือใต้ตาของทั้งคู่ดำอย่างชัดเจน
“ห๊ะ!! เฮ้ย! จริงหรอ? ยินดีด้วยๆ วันนี้ฉลองอีกแล้ว! บ็อบ เตรียมงาน บ็อ..... อ้าวเฮ้ย”
แกรนด์เรียกหาบ็อบผู้เป็นหัวหอกในการจัดงานเลี้ยงทุกครั้ง ปรากฏว่าครั้งนี้เขานอนหมดสภาพบนพื้นไปแล้ว
“สงสัยจะเพลียมาก เอาเถอะ เดี๋ยวได้กลิ่นอาหารก็ฟื้นคืนชีพมาเองนั่นแหละ ตอนนี้ข้าเองก็ต้องขอตัวไปนอนก่อนเหมือนกัน หาคนมาแบกบ็อบกลับห้องด้วยสักสิบคนนะ”
แกรนด์เดินโซเซกลับบ้านหลังจากเอ่ยจบ ตอนนี้ความเพลียเข้าครอบงำเขาจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เมื่อถึงงานเลี้ยงในยามค่ำคืนก็ตามคาด บ็อบตื่นขึ้นมาเมื่อได้กลิ่นอาหาร แกรนด์เองก็ลุกขึ้นมาเพื่อร่วมแสดงความยินดีเช่นกัน เมื่อผ่านพ้นคืนนี้ไปทำคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่แกรนด์รู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ อยู่นิดหน่อย เขาเองคิดอยู่ครู่นึงก็เลิกสนใจแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
“หัวหน้า! หัวหน้า! มีคนบุกรุก!”
แกรนด์สะดุ้งขึ้นมาด้วยเสียงปลุกนั้น เขานอนหลับลึกเสียจนไม่ได้สติและไม่สามารถสัมผัสพลังรอบข้างได้ ตอนนี้เป็นเวลาตี 3 กว่าๆ ใครที่มันกล้าบุกรุกกัน? แกรนด์สัมผัสพลังเพื่อค้นหาพลังของผู้บุกรุก เมื่อจับพลังได้พบว่ามันมาเพียงคนเดียวและยังเป็นพลังที่คุ้นเคยมากๆ ด้วย
“เฮ้ย เอาจริงดิ มันกล้าบุกมาจริงๆ หรอเนี่ย? มาเร็วชะมัด”
แกรนด์รีบทะยานออกไปข้างนอก ถ้าให้มันเข้ามาในเขตหมู่บ้านได้คงเสียหายหนักแน่ๆ เขามองไปด้านหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ป้อมหินทั้งสองที่สร้างยังไม่แล้วเสร็จถูกทำลายลงแล้ว ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านตื่นตัวและเข้าประจำที่ ชาวบ้านพากันไปรวมตัวที่ลานฝึก ส่วนเหล่านักล่าก็ตั้งขบวนป้องกันไว้
“ออกมาซะทีนะ ข้านึกว่าเจ้าจะตายไปแล้วซะอีก วันนี้แหละที่ข้าจะมาคิดบัญชี ไอ้เด็กเปรต”
“เฮ้ยๆ ตาแก่ ดูสังขารตัวเองบ้างนะ กลายเป็นไอ้แก่แขนด้วนแล้วดูจะปากเก่งกว่าเดิมอีกนี่หว่า”
แกรนด์ยิ้มพร้อมกับถากถางผู้บุกรุกที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า และมันไม่ใช่ใครอื่น มิคาเอลนั่นเอง ไหล่ข้างหนึ่งที่หายไปพร้อมกับแขนทำให้สภาพตอนนี้ของมิคาเอลหมดราศีของผู้ฝึกพลังขั้นสูงไปแล้ว ที่เห็นตอนนี้เหมือนเป็นปีศาจเฒ่าแขนเดียวซะมากกว่า เอเลน่า บ็อบและไคลน์ยืนมองดูศัตรูพร้อมกับเหงื่อที่ค่อยๆ ผุดขึ้นใบหน้า ครั้งก่อนพวกเขาได้รับรู้แล้วว่ามิคาเอลทรงพลังแค่ไหน มันอยู่คนละระดับกับพวกเขาอย่างแท้จริง แม้ว่าตอนนี้พลังจะเพิ่มขึ้นมาพอสมควรแล้วพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะมันได้ แม้ว่าแขนมันจะเหลือข้างเดียวก็ตามที แต่พวกเขายังคงสบายใจเพราะเห็นแกรนด์ยิ้มรับมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกคนก็เบาใจได้ไม่นานเมื่อเห็นสีหน้าของแกรนด์เปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นตึงเครียด ใบหน้าของเขาตอนนี้ไม่สบอารมณ์และหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“บัดซบเอ้ย!”
แกรนด์สบถออกมาอย่างไม่เก็บอาการทำให้ทุกคนดูตึงเตรียดขึ้นไปอีก
“เป็นอะไรไปลูกพี่? เกิดอะไรขึ้น?”
บ็อบถามเมื่อเห็นแกรนด์ดูเคร่งเครียด แกรนด์มีสกิลตรวจสอบอยู่ ทั้งปกติเขายังสุขุมและใจเย็น หรือว่าศัตรูมีพลังเกินที่จะรับมือไหวงั้นหรือ?
“ข้าเช็คดูดีแล้วนะ แหวนอีกสามวงที่เหลือ มันไม่ได้ใส่มาเลยสักวง!”