กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 ความภาคภูมิใจ

            “ทำไมถึงเป็นพวกเจ้า?”

            “ทำไมเจ้ายังสบายดี?”

            หลัวเลี่ยและชงจ้านหยวนพูดขึ้นพร้อมกัน

            หลัวเลี่ยจำทุกคนที่อยู่ตรงนี้ได้ที่นี่ไม่มีคนจากหอเซียวเหยาเลย ความจริงข้อนี้ทำให้หลัวเลี่ยอารมณ์เสียมากเขาคิดว่าประสิทธิภาพการทำงานของหอเซียวเหยาต่ำเกินไปแล้ว

            ตอนแรกเขาคิดว่าหอเซียวเหยาจะจัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็วดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ผ่านชั้นที่ลึกที่สุดของคุกกลืนอสูรโดยเร็วที่สุดแต่จนถึงตอนนี้คนจากหอเซียวเหยาก็ยังไม่มา

            หลัวเลี่ยพึมพำกับตัวเองเขารอพบคนจากหอเซียวเหยา แต่คนที่พบเจอตอนนี้กลับเป็นเจ้าพวกนี้เสียได้

            ชายคนที่มีความแค้นกับเขา

            “เจ้ามีสมบัติวิเศษที่สามารถต้านทานความเย็นของคุกกลืนอสูรได้”ชงจ้านหยวนคาดเดาได้ในทันที เพราะเขาก็มีไข่มุกวิเศษอยู่บนกวานที่มีหน้าที่ป้องกันความเย็นน้ำ และไฟ ดังนั้นเขากับหลานฉายหลิงจึงไม่กลัวความหนาวเย็นที่ส่งมาจากคุกกลืนอสูรเช่นกันทว่าคุณสมบัติของไข่มุกนี้ก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมนัก หากจ้านหยวนเข้าไปในคุกกลืนอสูรลึกกว่านี้สักสิบถึงสิบสองจั้งไข่มุกนี้ก็ไม่อาจต้านทานความหนาวเย็นได้แล้ว และมันอาจถูกแช่แข็งจนแตกสลายได้

            ซึ่งต้นกำเนิดของความเย็นในคุกกลืนอสูรคือต้นไผ่น้ำแข็ง

            แต่ตอนนี้ต้นไผ่น้ำแข็งหายไปแล้ว ทว่าชั้นน้ำแข็งที่ยังคงมีอยู่ตั้งแต่แรกทำให้ความหนาวเย็นตรงทางเข้าไม่ได้ลดลงมากนัก

            หลัวเลี่ยไม่ปฏิเสธ แม้ว่าลูกแก้วอัคคีณานของเขาจะแตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้วตั้งแต่ตอนที่แพนด้าน้อยปั้นตื่นขึ้น แต่ที่เขายังยืนอยู่ตรงบริเวณทางเข้าได้โดยไม่หนาวล้วนเป็นเพราะพลังภายในของเขา

            เพราะเขาเลื่อนขั้นสู่ผู้ฝึกตนระดับหกแล้ว ดังนั้นพลังแห่งการต้านทานสิ่งต่างๆจึงแข็งแกร่งมากขึ้น

            “ชงจ้านหยวน เจ้าจะมาหัวเราะเยาะข้าหรือ”หลัวเลี่ยปรับความคิดของเขาอย่างรวดเร็ว

            “ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเจ้าจะทำไม”ชงจ้านหยวนเย้ยหยัน “แม้ว่าเจ้าจะมีตำแหน่งอ๋องสองตำแหน่ง แต่แล้วอย่างไรเล่าสุดท้ายเจ้าก็อยู่ในกำมือของข้า ที่ข้าจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด”

            หลัวเลี่ยตะคอกอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นคนสั่งการเรื่องทั้งหมด?”

            ชงจ้านหยวนยืดอกขึ้น “เป็นข้าเอง”

            หลัวเลี่ยเบือนหน้าไปมองผู้อาวุโสรอง แต่ก่อนที่เขาจะอ้าปากพูดผู้อาวุโสรองที่อยากประจบประแจงก็พูดขึ้นก่อนว่า “นายน้อยบอกว่าเจ้ามีความผิด ก็หมายความว่าเจ้ามีความผิด”

            “ท่านช่างเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์เสียจริง”หลัวเลี่ยเยาะเย้ย

            ผู้อาวุโสรองมองมาที่หลัวเลี่ยอย่างเย็นชาจากนั้นก็หันไปหาชงจ้านหยวนด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “เป็นเกียรติของข้าที่ได้เป็นสุนัขของนายน้อย”

            “ฮ่าๆ…”

            ชงจ้านหยวนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

            หลานฉายหลิงก็หัวเราะอย่างพึงพอใจเช่นกัน

            “นายน้อยท่านต้องการให้ข้าสั่งสอนเขาหรือไม่ แม้คนของข้าจะร่ายเวทสะกดพลังให้เขาแล้วแต่เขาก็ยังสามารถต้านทานความเย็นของคุกกลืนอสูรได้ดังนั้นสมบัติวิเศษที่อยู่ในมือของเขาต้องล้ำค่ามากอย่างแน่นอนเช่นนั้นหากข้าน้อยทรมานเขา แล้วนำสมบัติวิเศษนั้นมาให้ท่านจะดีหรือไม่”ผู้อาวุโสรองกล่าว

            ดวงตาของชงจ้านหยวนเป็นประกายเขาสนใจสมบัติวิเศษที่สามารถต้านทานความเย็นของคุกกลืนอสูรได้ “อย่าทำร้ายเขา”

            “ขอรับ”

            ผู้อาวุโสรองต้องการลงมือกับหลัวเลี่ยอย่างรุนแรงมานานแล้วเพื่อระบายความโกรธของเขา แต่เขากลับทำไม่ได้ เพราะด้วยคำสั่งที่ได้รับมาจากชงจ้านหยวนอย่างเข้มงวดก่อนหน้านี้ว่าห้ามให้หลัวเลี่ยได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

            เขาเข้าใจว่าทำไมชงจ้านหยวนถึงกังวลหากหลัวเลี่ยได้รับบาดเจ็บอาจเป็นเพราะเรื่องนี้จะทำให้หลิวหงเหยียนโกรธเคืองได้ อีกทั้งตอนนี้ไม่อาจรู้ได้ว่ามือขวาของหลิวหงเหยียนอย่างเสวี่ยปิงหนิงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หากเกิดปัญหาขึ้นกับหลัวเลี่ยอีกคน คงยากที่จะคาดเดาทิศทางของเรื่องราวในอนาคตได้

            เป้าหมายของสองพ่อลูกตระกูลชง คือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติโดยบีบให้หลิวหงเหยียนตัดสินใจสละราชสมบัติด้วยตนเอง

            “ชงจ้านหยวน พวกเรามาคุยกันเถอะ”หลัวเลี่ยมีคำถามมากมาย

            “ได้” ชงจ้านหยวนพูด“เจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ว่าข้าใส่ร้ายเจ้าได้อย่างไร”

            หลัวเลี่ยส่ายหัว เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ แต่สิ่งที่เขาสงสัยจริงๆคือเรื่องที่เกี่ยวกับตรามังกรเงินเซียวเหยา

            “ข้าแค่อยากรู้เรื่องหนึ่ง” หลัวเลี่ยพูด “ท่านระงับเรื่องที่ตรามังกรเงินเซียวเหยาถูกลูกน้องของท่านทำลายได้อย่างไรทำไมผู้รับผิดชอบหอเซียวเหยาสาขาแคว้นเป่ยสุ่ยถึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของหอเซียวเหยา”

            “เพราะเกาช่วงที่เป็นผู้รับผิดชอบหอเซียวเหยาสาขานี้เป็นพี่ชายที่ดีของข้าและข้ามีบุญคุณเพราะเคยช่วยชีวิตเขาไว้ สำหรับเขาแล้ว เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายดายมาก”ชงจ้านหยวนอดไม่ได้ที่จะภาคภูมิใจ สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้เป็นจังหวะที่ถูกสวรรค์ลิขิตมาโดยแท้เดิมทีแผนการที่ได้วางไว้อย่างรอบคอบต้องใช้เวลาถึงสองเดือน ไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้อาจกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อพวกเขาสองพ่อลูกได้ แต่เพราะรู้เรื่องก่อน ทำให้เขาสามารถพลิกเกมจากที่เสียเปรียบกลับมาเป็นได้เปรียบ

            หลานฉายหลิงพูดแทรก “นี่เพราะสวรรค์อยู่ข้างชงจ้านหยวนของข้าเสมอเจ้ายอมรับชะตากรรมของตัวเองเถอะหลัวเลี่ย ว่าเจ้าไม่มีทางเทียบเคียงจ้านหยวนของข้าได้”นางหยิบตรามังกรเงินเซียวเหยาออกมา และโบกไปมาสองครั้ง “ดูนี่สินี่คือตรามังกรเงินเซียวเหยาที่เจ้าทำให้ข้าอับอายในหอเซียวเหยาก่อนหน้านี้ข้าก็คิดว่ามันคือสิ่งมีค่าอะไร ก็แค่ตราอันหนึ่งที่หากจ้านหยวนของข้าต้องการเกาช่วงก็จะหามาให้ทันทีแต่เจ้ากลับคิดว่ามันเป็นสิ่งวิเศษที่สามารถช่วยชีวิตตัวเองได้แต่สำหรับพวกเราแล้วมันไม่มีค่าสักนิด เจ้าช่างน่าขันยิ่งนัก”

            ที่แท้เรื่องก็เป็นเช่นนี้

            เกาช่วง!

            หลัวเลี่ยจะจำชื่อนี้ไว้

            ถ้าเกาช่วงรู้ว่าชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงเอ่ยชื่อเขาออกมาตรงๆเกาช่วงคงลอบก่นด่าแล้วแม้ว่าดูเหมือนเกาช่วงจะไม่สนใจเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยา แต่ในความเป็นจริงมันตรงกันข้ามเขายังกังวลมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มาดูหลัวเลี่ยเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเชื่อมโยงมาถึงตัวเองให้มากที่สุด

            แต่ตอนนี้กลับถูกคนสองคนนี้พูดออกมาอย่างหมดเปลือกเพราะพวกเขามั่นใจในตัวเองเกินไป

            เหตุการณ์นี้เหมาะกับประโยคที่ว่าไม่กลัวคู่แข่งที่เป็นเทพ กลัวก็แต่เพื่อนร่วมทีมที่เป็นควาย

            หลัวเลี่ยคิดว่าเกาช่วงเดินเกมพลาดแล้ว

            คอยดูเถอะหากคนจากสำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยามา เขาจะต้องบอกเรื่องนี้ออกไปแน่

            “ชงจ้านหยวนเจ้าสังเกตเห็นข้อบกพร่องในแผนของตัวเองหรือไม่” หลัวเลี่ยกล่าว

            “แผนของข้าไม่มีข้อผิดพลาด” ชงจ้านหยวนกล่าวอย่างมั่นใจ

            หลัวเลี่ยกล่าวว่า “ดูเหมือนจะไม่มีข้อบกพร่องแต่ในความเป็นจริงเจ้าลืมสิ่งหนึ่งไป นั่นคือภพจิตมังกรถ้ามีคนเข้าสู่ภพจิตมังกรผ่านตราหยกเชื่อมวิญญาณ แล้วพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยา”

            ชงจ้านหยวนแย้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดว่า “ข้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้วแต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ผู้คนในแคว้นเป่ยสุ่ยไม่รู้จักตรามังกรเงินเซียวเหยาแม้แต่ผู้อาวุโสรองก็ไม่รู้จักและยังเหยียบย่ำมัน แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น”

            “อืม นี่ก็สมเหตุสมผลบวกกับที่เจ้าสามารถควบคุมเสวี่ยปิงหนิงไว้ได้อีก แต่เจ้าลืมฝ่าบาทแล้วหรือไม่ว่าพวกเจ้าสองพ่อลูกจะก่อเรื่องแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจที่จะควบคุมฝ่าบาทได้ดังนั้นนางอาจจะพูดออกไปก็ได้ หรือแม้ว่านางจะไม่ได้พูด แต่ในเวลาที่เกิดเรื่อง ตรงประตูของหอเซียวเหยามีผู้คนเดินผ่านเข้าออกตลอดเวลาใครจะรู้ว่ามีผู้ใดรู้จักอีกบ้าง” หลัวเลี่ยกล่าว “ข้าเชื่อมั่นว่าจะมีคนเปิดโปงเรื่องนี้และอีกไม่นานจะมีคนจากสำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยามาตรวจสอบอย่างแน่นอน”

            “เป็นไปไม่ได้ สวรรค์เข้าข้างข้า เรื่องจะไม่มีวันเป็นอย่างที่เจ้าหวังแน่”ชงจ้านหยวนกล่าว

            หลัวเลี่ยลอบหัวเราะเบาๆจริงอยู่ที่ตัวเขาไม่ได้โชคดีขนาดนั้น แต่เขาก็สามารถจัดการเรื่องนี้เองได้แม้ในใจจะรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยว่าทำไมหลิวหงเหยียนถึงไม่เคลื่อนไหว หากพูดตามตรง แม้ว่าหลิวหงเหยียนจะไม่สะดวกออกหน้าจัดการเรื่องนี้โดยตรงแต่นางก็สามารถรายงานเรื่องนี้ผ่านภพจิตมังกรได้

            หลังจากที่เขาเพิ่งพูดไปว่า ชงจ้านหยวนไม่ใช่ลูกรักของสวรรค์เขาก็เห็นชายหนุ่มวัยยี่สิบควบม้ามาจากระยะไกลอย่างเร่งรีบ

            “ใครกัน”ผู้อาวุโสรองรับบทเป็นลูกสมุนที่ซื่อสัตย์

            ชายหนุ่มตะโกน “หลีกทางไปให้พ้นข้าคือเกาช่วงจากหอเซียวเหยา!”

             

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน