ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    ปู่โทลคีน

    .”สวัสดี...หนุ่มน้อย....เจ้าคงเป็นเพื่อนของหลายชายข้า...ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าโทลคีน!” 

     

    เสียงแหบแห้งราวกับคนหอแห้งมา 10 ปีพูดออกมาอย่างเชื่องช้าแต่ไม่ติดขัดและผิดเพี้ยนชัดทุกถ้อยคำ เสียงแหบแห้งแสนชวนหิวน้ำมาจากใบหน้าต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่บนบ้านชั้นสองของสมิธ

     

    “ข้าได้เล่าทุกลายระเอียดให้บาร์คทุกตนได้ฟังแล้ว ซึ่ง...ผลสรุปก็ดั่งที่เจ้าเห็น มีเพียงปู่ข้าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อข้าและอยากจะพิสูจน์มันด้วยตัวเอง” กรีนชิลดพูดออกมาด้วยอารมณ์ที่เบื่อหน่ายต่อเผ่าพันธุ์ตัวเองที่ยังทำตัวสบายราวกับอยู่ในทุ่งสวรรค์และยังคงทำตัวเป็นรักความสงบโดยไม่สนสิ่งรอบข้างอะไรทั้งนั้น

     

    “ยินดีที่ได้รู้จักครับ แต่ว่าช่วยหดขนาดตัวลงหน่อยได้ไหมครับ?...” สมิธเองก็ยินดีที่ได้รู้จักบารึเพิ่มอีกตนเช่นเดียวกัน แต่ก่อนอื่นขอให้คุณปู่ลดขนาดตัวลงก่อนได้ไหมเพราะไม่เช่นนั้นการใช้ชีวิตในเมืองมันจะลำบากเอามาก ๆ

     

    “โฮ่! โฮ่! ได้สิ ได้” โทลคีนยินยอมทำตามสมิธบอกเพราะตัวมันเองอยู่โลกมาหลายพันปีย่อมรู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร

     

    โทลคีนลดขนาดตัวลงจนความสูงพอ ๆ กับสมิธ แถมโทลคีนยังต้องใช้ไม้เท้าเพื่อคอยค้ำร่างกายอีกด้วย ความชรานี้ไม่มีข้อยกเว้นจริง ๆ แม้แต่บาร์คเผ่าพันธุ์ต้นกำเนิดของโลก

     

    “นายมาพอดีเลยฉันมีอะไรอยากให้นายลองสักหน่อย ตามมา…” กรีนชิลดมาได้จังหว่ะพอดีเพราะเขาตั้งใจว่าหลังตื่นจะเร่งไปทำปุ๋ย เขาไม่อยากปล่อยเนื้อไว้นานไม่เช่นนั้นมันจะมีกลิ่นและอาจทำให้ประสิทธิภาพของปุ๋ยลดลง

     

    “ฟาร์มของเจ้าวิเศษเป็นอย่างมากสมิธ สรรเสริญแด่เทพีมิทธรี!...แล้วบนภูเขานั้น” โทลคีนรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นฟาร์มเต็ม ๆ ของสมิธ พืชที่ปลูกอยู่นับว่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาเพราะมันทั้งแปลกใหม่แล้วยิ่งตัวมันที่ผ่านโลกมาแล้วห้าหลักตัวมันยังไม่เคยเห็นพืชลักษณะนี้หรือมีพลังงานอย่างนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ตัวมันแปลกใจมากที่สุดคือบางสิ่งที่อยู่บนภูเขาเนื่องจากบนนั้นมันสัมผัสไดถึงพลังงอันคุ้นเคยได้

     

    “บนนั้นมีเพื่อนบ้านอยู่ครับในตอนนี้ คุณปู่ลองไปเยี่ยมดูสิ เพื่อนบ้านคนนั้นอาจเป็นคนรู้จักของปู่ก็ได้” สมิธเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณเฟอร์รีน่าจะรู้จักกับปู่โทลคีนไหม

     

    ซึ่งคุณปู่โทลคีนก็ไปจริงแถมไปตอนนี้เลยหลังจากจบคำพูดของสมิธ...

     

    “เจ้าให้ข้ามาดูเนื้อเละ ๆ พวกนี้เนี้ยนะ” กรีนชิลดถามสมิธด้วยความแปลกใจ

     

    “เจ้าช่วยดูดน้ำใต้ดินใส่ถังนี้หน่อย” สมิธยังไม่ตอบเพราะเขาอยากให้กรีนชิลดดูด้วยตาตัวเอง

     

    กรีนชิลดดูดน้ำจากใต้ดินเคิมใส่ถังตามที่สมิธบอก หลังจากน้ำเต็มถังแล้วสมิธก็นำเนื้อเละ ๆ เหล่านั้นมาผสมเข้ากับน้ำก่อนจะเริ่มคนให้เข้ากันเท่าที่ทำได้เพราะอย่างไรเนื้อที่บดด้วยเครื่องมือพื้นๆ ก็ไม่มีทางผสมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำได้ราวกับชงกาแฟซองอะไรทำนองนั้น เมื่อคนได้ในระดับพึ่งพอใจแล้ว

     

    “เอาสิกรีนชิลดนายลองดูดน้ำพวกนี้เข้าร่างดู” สมิธอยากจะรู้แล้วสิว่าผลลัพธ์ของปุ๋ยจะเป็นไปตามที่เขารู้ไหม เพราะบอกตามตรงว่าเขาไม่เคยใช้ปุ๋ยนี้มาก่อนเขาเพียงแค่ได้ข้อมูลมาจากคนอื่นอีกที แม้สมิธจะไม่มีความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับปุ๋ยตัวนี้แต่เขามั่นใจเตม 100% ว่าไม่สงเสียต่อกรีนชิลดและพืชแน่นอน หากมันไม่ได้ผลมันก้เป็นแค่น้ำผสมเนื้อเละ ๆ เพียงเท่านั้น

     

    “ก็ได้วะ! ถ้าข้าเป็นอะไรขึ้นมาเจ้าเตรียมตัวไว้เลย...” กรีนชิลดทำใจอยู่พักหนึ่งก่อนเลือกที่จะเชื่อใจสมิธ มันเอามือลงไปจุ่มน้ำที่ผสมเข้ากับเนื้อตัวอะไรสักอย่างจากนั้นมันก็ทำการดูดซับในทันที

     

    อืมมมม! แปลก ๆ รสชาติแปลกมากจริง ๆ อืม แต่สดชื่นแบบแปลก ๆ หืมมมม อะไรกันความรู้สึกนี้ โว้ว โว้ว โว้ว พลังงานอะไรกัน พลังงานบริสุทธิ์กำลังไหลเวียนไปทั่วร่าง มันก็ยังแปลกอยู่ดี แต่รู้สึกดีเป็นบ้าพลังงานธรรมชาติพวกนี้ อ่าห์ ดีเหลือเกิน อ่าห์ โคตรดี!!!

     

    “ยอมเยี่ยมไปเลยสมิธ ประสบการณ์ในนรก 30 ปีของนายไม่สูญเปล่าจริง ๆ” กรีนชิลดสรรเสริญสมิธเลยที่สามารถทำน้ำแปลกประหลาดสุดมหัศจรรย์นี้ได้ มันทั้งดีและแปลกในเวลาเดียวกัน

     

    “ยอมเยี่ยมเลยใช่ไหม! ถ้างั้นต่อไปถึงเวลาพวกนายแล้ว” เมื่อสมิธเห็นว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเขาจึงรีบเติมปุ๋ยใส่บัวรดน้ำชนิดน้ำแล้วนำไปรดกับพืชที่ปลูกในทันที

     

    [อารมณ์ : สุดยอด] > [อารมณ์ : แย่มาก]

    [อารมณ์ : แย่มาก] > [อารมณ์ : วิเศษ]

    [อารมณ์ : วิเศษ] > [อารมณ์ : สับสน]

    [อารมณ์ : เศร้าเสียใจ] > [อารมณ์ : เปล่งประกาย]

     

    “กรีนชิลดนายเห็นนั้นไหม เห็นอารมณ์ของต้นไม้ไหม!?”

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย ที่คุณอ่าน