เสียงรถที่แล่นมาแล้วหยุดตรงหน้าบ้านไม่สามารถเรียกความสนใจของมัทรีให้วางมือจากงานที่ทำอยู่ได้เนื่องจากเธอรู้ว่าตัวเองนั้นไม่ได้นัดใครเอาไว้และไม่ค่อยมีใครไปมาหาสู่บ่อย ๆนอกจากคนส่งหนังสือที่มักจะโทรมาบอกล่วงหน้าก่อนเสมอหญิงสาวกำลังนับกล่องหนังสือที่แพ็คเสร็จเมื่อวานและตั้งใจจะยกไปใส่รถไว้เพื่อนำไปส่งที่ไปรษณีย์ในเช้าวันจันทร์จนกระทั่งมีเสียงเรียกดังขึ้น
“มัทมัทครับ อยู่หรือเปล่า”
หญิงสาวละมือจากงานที่ทำก่อนจะเดินออกไปดู และพบว่าเป็เทพทัต
ชายหนุ่มสวมกางเกงยีนสีซีดเสื้อยืด รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังเหมือนกับเมื่อวาน ยืนกอดอกวางท่ารอราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นซึ่งมัทรีรู้ดีว่านี่เป็การยืนในท่าปกติของเขาแต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่าคือตัวเธอเองที่มองว่าชายหนุ่มทำอะไรก็ดูดีไปหมด
“ผู้กองมีธุระอะไรหรือเปล่าคะหรือว่าลืมอะไรไว้” หญิงสาวถามงง ๆก่อนเขาจะกลับเมื่อวันวานก็ไม่ได้นัดแนะอะไรกันไว้นี่นา
“ไม่มีทั้งธุระแล้วก็ไม่ได้ลืมอะไรครับ แค่แวะมาหาเพื่อนไปกินข้าวด้วย”
มัทรีใช้นิ้วโป้งชี้เข้าหาตัวเองพลางเลิกคิ้วเป็เชิงถาม
“มัทเหรอคะแล้วเพื่อน ๆ ที่สถานีไปไหนหมด”
“เบื่อขี้หน้าพวกนั้นครับเห็นกันอยู่ทุกวัน”
“ต๊าย!ผู้กองปากคอเราะราย ”
“นี่มัทจะไปกับผมไหม”เขารวบรัดเหมือนเด็กเอาแต่ใจ โดยไม่ถามสักคำว่าเธอว่างไหม
“ไปถึงไหนคะไกลไหม” หญิงสาวลังเล ใจหนึ่งอยากทำงานให้เสร็จส่วนอีกใจอยากรู้ว่าชายหนุ่มนึกคิดอย่างไรจึงได้มาชวนเธอซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว มันก็ไม่ต่างจากการชวนออกเดทนั่นละ
“ไม่ไกลครับมาเถอะไม่หลอกไปขายแน่นอน” เขาพูดราวกับว่าเธอนั้นหลอกง่ายเหมือนเด็ก
“หน้าตาอย่างมัทเนี่ยนะคะยังกับว่าจะมีคนซื้อ” หญิงสาวยกมือชี้หน้าตัวเองอีกครั้ง แล้วหัวเราะขำ
“คนอื่นไม่ซื้อก็ดีครับผมจะได้ไม่มีคู่แข่ง” ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆพร้อมกับหลิ่วตาให้เธอในแบบที่มัทรีคาดไม่ถึงว่าคนอย่างเขาจะทำเป็
“งั้นรอสักครู่ได้ไหมคะมัทขอล้างหน้าล้างตาแป๊บหนึ่ง” หญิงสาวรีบหาทางเลี่ยงไปด้วยความขัดเขินไม่นึกว่าจะมีคนมาขายขนมจีบให้ถึงบ้าน
มัทรีเดินเข้าไปในบ้านเพียงห้านาทีแล้วกลับออกมาพร้อมกับย่ามใบโปรดเธอไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเห็นว่าชุดที่สวมอยู่ซึ่งเป็ชุดกระโปรงแขนกุดยาวแค่เข่าสีกรมคอปกแบบกลีบบัวสีขาวนั้นไม่ได้น่าเกลียดอะไรแค่หยิบเข็มขัดเป็โซ่เส้นเล็ก ๆ มาคาดเอวห้อยชายไว้ด้านหนึ่งก็เพียงพอที่จะออกไปนอกบ้านได้แล้วหญิงสาวไม่ชอบแต่งหน้าอยู่แล้วจึงแค่ทาแป้งฝุ่นบาง ๆ กับลิปมัน
“ไปค่ะมัทพร้อมแล้ว”
“ผมนึกว่ามัทจะแต่งตัวนานกว่านี้เสียอีก”ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆ“ผมเคยได้ยินมาว่าผู้ชายบางคนต้องรอผู้หญิงของเขาแต่งตัวเป็ชั่วโมง ๆโดยเฉพาะถ้าไม่ได้นัดล่วงหน้าอย่างนี้”
“ผู้กองอยากรออย่างนั้นไหมคะแล้วบางคนที่พูดถึงเนี่ยรวมถึงผู้กองด้วยหรือเปล่า” มัทรีย้อนถามความอยากแกล้งมีมากกว่าจะสังเกตคำบางคำในคำพูดของชายหนุ่ม
“ไม่ดีกว่าครับ”เสียงทุ้มติดแหบตอบเจือความขำ
“มัทก็ว่าอย่างนั้น”
หญิงสาวปิดประตูบ้านแล้วลองหมุนลูกบิดดูอีกครั้งก่อนจะเดินตามเขาไปขึ้นรถ คราวนี้ชายหนุ่มเป็คนปิดประตูหน้าบ้านให้เธอแต่พอเห็นมัทรีมองตามเขาเลยดึงแม่กุญแจให้หญิงสาวดูอีกรอบ
“มัทชอบฟังเพลงอะไร”เทพทัตถามหลังจากสตาร์ทรถ
“ลูกทุ่งค่ะ”หญิงสาวแกล้งตอบไปโดยไม่ต้องคิด และได้รับเสียงหัวเราะตอบกลับมา
“ถ้ามัทชอบเดี๋ยวผมจะเปิดให้ฟังจริงๆ นะครับ”
หญิงสาวส่ายหน้าหวือก่อนจะให้คำตอบใหม่
“แล้วแต่ผู้กองเถอะค่ะ”
“งั้นผมไม่เปิดอยากคุยกับมัทมากกว่า”
“อ้าว...”หญิงสาวอุทานมองหน้าเขา
เทพทัตขับรถเข้าไปในหมู่บ้านแล้วพาออกสู่ถนนใหญ่ขับไปตามทางหลวงมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองก่อนจะเลี้ยวซ้ายเพียงเท่านี้มัทรีก็พอจะเดาออกว่าจุดหมายปลายทางของเขาคือที่ใดระหว่างทางชายหนุ่มก็ชวนมัทรีคุยตามที่ลั่นวาจาไว้เริ่มั้แ่เื่ส่วนตัวไปจนถึงว่าเธอมาเป็นักเขียนได้อย่างไรกระทั่งชายหนุ่มเลี้ยวรถขับไปตามถนนริมแม่น้ำซึ่งพอขับลึกเข้าไปก็เริ่มเห็นแพริมน้ำเป็ระยะ ๆ
เทพทัตจอดรถที่หน้าบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังหนึ่งแล้วหันมาบอกหญิงสาว
“ร้านนี้อาหารเขาอร่อยผมมาเคยมากินกับสารวัตรสองสามครั้ง มัทเคยมาลองชิมอาหารแถวนี้บ้างไหมครับ”
“มัทเคยไปนั่งร้านที่อยู่เลยเข้าไปข้างในค่ะอาหารพอใช้ได้แต่มีคนทำให้เสียบรรยากาศ” นักเขียนสาวยิ้มเจื่อนประสบการณ์ครั้งนั้นไม่ประทับใจเท่าไรนัก
“ผมขอเดาว่ามีคนมาทำท่าเ้าชู้กับมัท”
“ใช่ค่ะก็คนมันสวยน่ะเนอะ” ประโยคท้ายคล้ายรำพึงกับตัวเอง แต่ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆจากคนเดินนำ
สองหนุ่มสาวเดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดจากฝั่งลงไปยังแพริมน้ำที่สร้างจากไม้ไผ่หลังคามุงด้วยตับหญ้าคาซึ่งลอยเรียงซ้อนกันอยู่สองสามแถวเทพทัตเลือกแพริมสุดที่ติดกับแม่น้ำแม้จะเป็วันอาทิตย์แต่เนื่องจากไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวจึงมีคนมารับประทานอาหารและพักผ่อนบ้างประปรายจึงทำให้ได้ที่นั่งซึ่งค่อนข้างเป็ส่วนตัว
ชายหนุ่มถอดรองเท้าเข้าไปนั่งเหยียดขาบนเสื่อที่ทางร้านปูไว้ด้วยท่าทางสบายๆ ไม่เก้กังหรือขัดเขิน มัทรีลงนั่งพับเพียบตรงข้ามเขาปลดย่ามที่สะพานมาบนบ่าไว้ข้าง ๆ พอเห็นอย่างนั้นเทพทัตก็บอก
“มัทนั่งตามสบายนะครับ”
“นี่ก็สบายแล้วค่ะ”หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้มนึกเดาว่าผู้กองหนุ่มคงชินที่เห็นหญิงสาวบางคนถนัดที่จะนั่งขัดสมาธิแบบผู้ชายมากกว่า
“มัทอยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ”ชายหนุ่มพูดเมื่อเมนูถูกยื่นมาให้
“ผู้กองเคยมาผู้กองน่าจะรู้ดีกว่ามัทว่าอะไรอร่อย”
“โอเคครับแล้วเครื่องดื่มละครับ”
“แค่น้ำเปล่าก็พอค่ะ”
เทพทัตหันไปสั่งอาหารกับพนักงานเขาสั่งเบียร์สำหรับตัวเองหนึ่งขวด ซึ่งมัทรีก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร แม้ว่าลึก ๆในใจจะแย้งว่าเขายังต้องขับรถกลับ
ไม่ถึงสิบห้านาทีอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟหญิงสาวอุทานอย่างใก่อนจะเปรยว่า
“สั่งมาเยอะขนาดนี้จะกินหมดเหรอคะ”
“มัทก็ช่วยกันกินสิครับ”
เอาเข้าจริงอาหารที่สั่งมาก็หมดไม่มีเหลือมัทรีลองเชิงเขาด้วยการบอกให้ชายหนุ่มสั่งเบียร์อีกขวด
“พอแล้วครับแต่ถ้ามัทจะดื่มผมจะสั่งให้”
มัทรีส่ายหน้า
“มัทไม่ดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ”
เทพทัตหัวเราะเบาะๆ แต่ไม่พูดอะไร
พนักงานเก็บสำรับอาหารและจานชามสกปรกกลับไปเหลือไว้เพียงเครื่องดื่มที่มีเพียงน้ำเปล่ากับน้ำอัดลม
“นี่ผู้กองคิดจะจีบมัทจริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวถามชัดเจนตรงประเด็นตามนิสัยของตัวเองที่ไม่ชอบให้มีเื่อะไรค้างคาใจ
“แล้วมัทอยากให้ผมจีบไหมครับรังเกียจที่จะคบกับตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างผมหรือเปล่า”เพราะเขาเองก็เพิ่งจะรู้มาว่าหญิงสาวเป็ถึงหลานของรองผู้บัญชาการตำรวจหากนึกย้อนถึงวันที่เขาพาลูกน้องเข้าค้นบ้านที่มัทรีไม่มีท่าทางหวาดหวั่นสะทกสะท้านเพราะคุ้นเคยกับตำรวจเป็อย่างดีนั่นเอง
หญิงสาวที่ไม่กลัวตำรวจแต่พอเห็นหนังสือขาดแล้วถึงกับร้องไห้ นี่กระมังที่ทำให้เขานึกสนใจในตัวเธอครั้นนึกมาถึงตรงนี้แล้ว ชายหนุ่มก็อดยิ้มไม่ได้
“น้อยตายละค่ะใคร ๆ ก็รู้” มัทรีเผลอมองค้อนเขาโดยไม่รู้ตัวข่มความอายที่แข่งกันวิ่งขึ้นมาจนทำให้ใบหน้าซับสีเืจาง ๆตอนถามก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอถามออกไปแล้วจึงคิดได้ว่าไม่ควรเลย
ยิ่งเห็นเทพทัตหงายหน้าขึ้นหัวเราะขณะนั่งเหยียดขาสบาย ๆ เท้าสองมือไปด้านหลัง มัทรีก็ยิ่งขัดเขินเป็กำลัง
“ผมกำลังจะจีบมัทอนุญาตให้ผมจีบนะครับ” เสียงทุ้มติดแหบนั้นเอ่ยจริงจังอีกทั้งดวงตาที่มัทรีเงยขึ้นประสานสายตาด้วยนั้นก็ทอประกายวาวระยับจนหญิงสาวต้องเมินหลบ