ตอนที่ 44 เพื่อนสนิท
“คุณหนูขอรับ”
“อ้าว จินฟางเองหรอกหรือเจ้ามีธุระอันใดหรือไม่” เมื่อเพ่ยอิงหันกลับมามองแล้วเห็นว่าเป็นจินฟางจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณหนูพอจะมีเวลาว่างคุยสักประเดี๋ยวหรือไม่ขอรับ” จินฟางเอ่ยถามออกมาอย่างลังเล
“อ่อ ตอนนี้ข้าก็ว่างอยู่นะเจ้ามีธุระอันใดก็กล่าวถามข้ามาได้เลย”
“ถ้าเช่นนั้นไปคุยกันที่ตรงใต้ตhนไม้ต้นนั้นเถิดขอรับ” จินฟางชี้ไปทางใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านที่มีทั้งเก้าอี้และโต๊ะวางเอาไว้อยู่
“เจ้ามีอะไรจะกล่าวก็ว่ามาเถิด” เมื่อทั้งสองคนเดินมานั่งที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ข้างบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพ่ยอิงก็เอ่ยถามขึ้นมา
“เอ่อ…คือว่า มันออกจะพูดยากสักหน่อย”
“อย่างไรกันแน่ ไหนเจ้าลองกล่าวออกมาก่อน”
“จะที่ข้าได้มาทำงานที่นี่ได้เดือนกว่า ๆ แล้ว มันก็มีหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ข้าสงสัยไม่น้อยเลยทีเดียว”
“เจ้าสงสัยอะไรเล่า ถามข้ามาได้เลย”
“อย่างพวกจักรยาน ที่พักคนงานที่ทำออกมาคล้าย ๆ ตึก ไหนจะมีห้องน้ำที่ได้ทำฝักบัวเอาไว้อีก ท่อส่งน้ำที่เอามาใส่ในแปลงผักก็และอีกหลาย ๆ อย่างที่คุณหนูทำ ข้าจึงสงสัย...”
จากคำพูดของจินฟางนั้นทำให้เพ่ยอิงทำตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะตัวเธอเองก็สงสัยในตัวของเขาไม่น้อยเช่นกันแต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยถามเลยสักครั้ง เพราะเอาแต่ยุ่ง ๆ กับงานที่กำลังทำอยู่ตลอด
อีกทั้งเธอก็ไม่ค่อยได้อยู่ตามลำพังกับเขาเสียสักเท่าไรด้วย จะอยู่กันก็ตอนที่มีคนเยอะ ถ้าจะให้ถามออกไปตอนที่มีคนอื่นร่วมฟังอยู่ด้วยมันก็ไม่เป็นการดีสักเท่าไรนัก
วันนี้เมื่อจินฟางเป็นคนมาหาเธอด้วยตัวเองอีกทั้งยังจุดประเด็นที่เธอสงสัยอยู่แล้วขึ้นมาอีก วันนี้ก็ถือโอกาสคุยกันให้รู้เรื่องไปเสียเลยดีกว่า
เพราะที่ผ่านมาจินฟางก็ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างให้เธอแปลกใจไม่น้อยเช่นกัน
“คือ คุณหนูเชื่อเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นของโลกนี้หรือไม่ขอรับ”
จินฟางกล่าวออกมาอย่างอ้อมค้อม
“เรื่องมหัศจรรย์หรือ อย่างเช่นตายแล้ววิญญาณข้ามมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นหรือไม่” เพ่ยอิงถามออกไปทันทีที่จินฟางกล่าวออกมาเช่นนั้น
ซึ่งตอนนี้เธอก็เริ่มมั่นใจขึ้นมาเกือบจะเต็มสิบส่วนแล้วว่าจินฟางจะเป็นคนที่มาจากโลกเดียวกันกับเธอ เพราะไม่มีผู้คนที่นี่รู้จักตึกกันอย่างแน่นอน
“ใช่ขอรับ” จินฟางตอบรับออกมาอย่างทันควัน
“หรือว่าเจ้าก็เป็นคนที่ข้ามมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่น!” เธอถามออกไปอย่างดีใจ เพราะตอนนี้เธอจะได้มีเพื่อนที่มาจากโลกเดียวกันสักที
“หรือว่าคุณหนูก็เช่นกันหรือขอรับ”
“ใช่ ข้ามาจากโลกที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก ต่าง ๆ มากมายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากยุคสองพันยี่สิบ แล้วเจ้าเล่า” เธอเอ่ยอธิบายออกมาให้จินฟางฟังอย่างตื่นเต้น ซึ่งจินฟางเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
“ข้าก็มาจากยุคสองพันยี่สิบเช่นเดียวกัน ข้ามาจากประเทศไทย”
จินฟางก็กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น
“ข้ามาจากประเทศจีน ข้าเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าจะรู้จักเสื้อผ้าแบรนด์ Lee Ing หรือไม่”
“หรือว่าเจ้าคือ… ลี่ อิงอิง ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Lee Ing” จินฟางถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ” เพ่ยอิงถามออกไปอย่างดีอกดีใจที่มีคนรู้จักเธอเช่นนี้ แสดงว่าทั้งสองคนมาจากโลกเดียวกันและยุคเดียวกัน
“มีใครไม่รู้จัก ลี่ อิงอิง เจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่เพิ่งจะเปิดตัวได้แค่สองปี ก็สามารถตีตลาดเสื้อผ้าจนเป็นที่รู้จักของทั้งคนในประเทศและต่างประเทศบ้างเล่า”
“ข้าดีใจจริง ๆ ที่มีคนที่มาจากโลกเดียวกันเช่นนี้”
“แล้วเจ้าไม่อยากรู้บ้างหรือว่าข้าเป็นใคร”
“อยากรู้สิ เจ้าเป็นใครมาจากไหนรีบ ๆ เล่ามาเร็วเข้า”
“เจ้าต้องคาดไม่ถึงแน่ ๆ ...” จินฟางกล่าวออกมาแค่นั้นแล้วหยุดไป
“เจ้ารีบเล่ามาเร็วเข้า” เพ่ยอิงคาดคั้นออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ข้าคือ...”
“ข้าคือ...ไม่สิฉันคือ ‘กาวิน’ ไงจำได้ไหมอิงอิง”
“นายคือวินที่พ่อของนายทำธุรกิจส่งออกอะไหล่รถยนต์รายใหญ่และเปิดสวนสนุกอยู่ที่ฮ่องกงใช่ไหม” เพ่ยอิงเบิกตากว้างถามขึ้นมาทันที เพราะกาวินที่เธอรู้จักนั้นมีอยู่แค่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“ใช่ ฉันดีใจจริง ๆ ที่เธอยังจำฉันได้ ทั้งที่หลังจากเรียนจบไปเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย”
“แล้วนี่นายตายได้ยังไงถึงได้ข้ามมิติมาอยู่ร่างคนอื่นแบบนี้” เมื่อเพ่ยอิงถามขึ้นมาเช่นนั้นแล้ว กาวินก็ได้เล่าเรื่องของตัวเองให้เธอฟัง
*กาวิน…*
กาวินเป็นเพื่อนสนิทของอิงอิงที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยที่เรียนมัธยมปลายที่ประเทศไทย จนกระทั่งจบมัธยมปลายแล้วทั้งคู่ก็ได้เลือกไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งทั้งกาวินและอิงอิงก็ต่างไปเลือกเรียนสาขาที่ตัวเองชอบ แต่ก็ยังมีนัดเจอกันอยู่บ่อย ๆ
อิงอิงนั้นเลือกเรียนสาขาวิชาการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อที่เรียนจบมาแล้วจะได้ทำตามความฝันของตัวเองโดยการเปิดร้านขายเสื้อผ้าและมีแบรนด์เป็นของตัวเอง
ส่วนกาวินนั้นได้เลือกเรียนทางด้านสาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อที่จะได้ไปสานต่อธุรกิจของที่บ้าน
ซึ่งหลังจากที่กาวินเรียนจบไปแล้วก็ได้เข้าไปช่วยงานที่บริษัทของพ่ออย่างเต็มตัว หลังจากที่ได้ทำงานมาได้ถึงสองปีพ่อของเขาก็เริ่มไว้ใจให้เขาจัดการงานหลาย ๆ อย่างภายในบริษัทด้วยตัวเอง อีกไม่เกินห้าปีพ่อของเขาก็น่าจะวางมือให้เข้ามาดูแลบริษัทแล้ว
แต่แล้ววันหนึ่งกาวินได้เห็นข่าวว่าอิงอิงเพื่อนสนิทตอนสมัยเรียนของเขาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต กาวินที่ได้เห็นข่าวนี้จึงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเพื่อนสนิทของเขาจะจากไปไวเช่นนี้
วันต่อมากาวินจึงนั่งเครื่องบินกลับประเทศไทยเพื่อไปกล่าวคำอำลาเพื่อนของเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะรู้ข่าวมาว่าครอบครัวของอิงอิงจัดงานศพให้ที่ประเทศไทย
แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขณะที่เขากำลังขับรถกลับบ้านหลังจากไปงานศพของอิงอิงมาแล้ว ได้มีเหตุการณ์ตำรวจกำลังไล่จับผู้ร้ายเกิดขึ้นบนถนน เขาเห็นท่าไม่ดีจึงได้รีบหักรถเลี้ยวหลบเข้าข้างทาง แต่ก็ดันมาโชคร้ายในระหว่างที่โจรยิงปะทะเข้ากับตำรวจ อยู่ ๆ ก็ได้มีกระสุนปืนจากฝั่งตำรวจหรือผู้ร้ายก็ไม่ทราบยิงเข้ามาทางรถของเขาพอดี แล้วก็ช่างแม่นยำราวกับจับวางทำให้กระสุนทะลุหน้าอกด้านซ้ายของเขาเข้าหัวใจทำให้เขาเสียชีวิตคาที่
แล้วหลังจากนั้นเขาก็ฟื้นขึ้นมาในสถานที่แปลกประหลาดที่ผู้คนแต่งตัวย้อนยุคราวกับอยู่ในหนังจีนโบราณ แต่ที่แปลกไปกว่านั้น คือ เขาอยู่ในกรงขัง แล้วในขณะที่เขากำลังจะโวยวายอยู่นั้น ก็ได้มีความทรงจำของคนคนหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
คนคนนั้นมีชื่อว่าจินฟางเป็นลูกชายของขุนนางในจวนจวนหนึ่ง ซึ่งด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวท่านพ่อของเขาจึงได้คอยสรรหาเหล่าสมุนไพร ยาเพิ่มพลังปราณ หรือแม้แต่หินที่มีพลังวิญญาณท่านพ่อก็หามาให้เขาบ่มเพาะพลังปราณได้
ซึ่งจินฟางเป็นคนที่มีพรสวรรค์อยู่พอสมควรเหล่าทรัพยากรที่ท่านพ่อหามาให้นั้นไม่เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เขาเอาแต่เก็บตัวเพื่อบ่มเพาะพลังปราณจึงไม่ค่อยออกมานอกจวน ทำให้ไม่ได้เป็นที่รู้จักของผู้คนนัก
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่จินฟางกำลังดูดซับพลังวิญญาณจากหินที่มีพลังวิญญาณอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้มีทหารของทางการพากันเข้ามาจับกุมทุกคนในจวน พร้อมกับแจ้งสาเหตุมาว่า ขุนนางจินหย่งมีความผิดแอบลักลอบค้าเกลือโดยที่ไม่ผ่านทางราชสำนักมาเป็นเวลากว่าห้าปี
ซึ่งโทษของการค้าเกลือเถื่อน คือ จะยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่มีแล้วต้องจำคุกเป็นเวลาสองเท่า จากระยะเวลาที่แอบลักลอบค้าเกลือเถื่อน หรือคนที่เพิ่งจะทำได้แค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนโทษขังคุกก็เริ่มที่สองปีเช่นเดียวกัน
จึงทำให้ขุนนางจินหย่งมีความผิดโทษฐานค้าเกลือเถื่อน ทำให้เกลือทั้งหมดจึงถูกยึดไปเป็นของหลวง และรวมถึงทรัพย์สินภายในจวนทั้งหมด
ส่วนเหล่าทาสและคนงานภายในจวนก็พาไปขายที่ตลาดค้าทาสให้หมดและเงินที่ขายได้ก็จะตกเป็นของหลวงเช่นเดียวกัน
ส่วนขุนนางจินหย่งนั้นถูกปลดออกจากการเป็นขุนนางแล้วให้รับโทษโดยการจำคุกเป็นเวลาสิบปี
ซึ่งสาเหตุที่จินฟางถูกจับมาขายเป็นทาสนั้นมีสาเหตุมาจากเพราะเหล่าทหารของทางการคิดว่าเขาเป็นคนงานในจวนด้วยเช่นกัน เพราะในเมืองหลวงนี้ไม่แปลกถ้าจะในจวนจะมีทาสที่ฝึกปราณ
และด้วยความ ที่จินฟางเองก็ฝึกปราณถึงระดับสีฟ้า ทหารที่มาจับกุมก็มีผู้ฝึกปราณมาแค่สามคน และหนึ่งในนั้นก็มีระดับเทียบเท่าเขา จินฟางจึงคิดต่อสู้และหลบหนี
แต่ด้วยความที่จินฟางเอาแต่ดูดซับพลังวิญญาณเพื่อถักทอเส้นปราณ จึงไม่ได้ฝึกวิชาการต่อสู้สักเท่าไรนัก หลังจากที่ต่อสู้ได้แค่เพียงไม่นานเขาไม่เพียงสู้ไม่ได้แต่เขาก็โดนทำให้บาดเจ็บปางตายแล้วก็นำไปขายเป็นทาสรวมกับคนงานและทาสคนอื่น ๆ และด้วยความที่จินฟางบาดเจ็บสาหัสเกินไปจึงทำให้เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและได้เสียชีวิตลงไปภายในกรงขัง
จนกระทั่งได้มีวิญญาณของชายหนุ่มที่มาจากต่างโลกต่างมิติมาเข้าร่างแทน ซึ่งวิญญาณดวงนั้นก็ คือ วิญญาณของกาวินนั่นเอง
หลังจากที่กาวินฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ได้รับความทรงจำมากมายของจินฟางจนทำให้เขาปวดหัวจนสลบไป ก็ทำให้เขาได้รับรู้ว่าหลังจากที่เขาตายไปก็ได้ข้ามมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่น
แต่ไหน ๆ ก็ให้เขาได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว เหตุใดโชคชะตาถึงทำให้เขาได้มามีชีวิตอยู่ในร่างของคนที่เพิ่งจะถูกจับตัวมาขายเป็นทาสเช่นนี้กันเล่า
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเกิดความไม่ยอมขึ้นมา จึงคิดจะหาทางให้หลุดพ้นออกไปจากการเป็นทาสนี้ให้ได้
ซึ่งในวันที่เขาโดนนำตัวขึ้นไปประมูลนั้นเขาก็จงใจทำตัวเย่อหยิ่งเพื่อที่จะได้ไม่มีใครประมูลเขาไปนั่นเองแต่เขากลับคิดผิดยังมีคนที่ต้องการประมูลเขาอยู่ดี
จนกระทั่งเขาได้นั่งเกวียนที่บรรทุกคนจนแออัดแทบจะหายใจไม่ออกมาถึงบ้านของคนที่ประมูลเขามาได้ ย้ำว่าคือบ้านไม่ใช่จวนเพราะมันมีลักษณะคล้ายคลึงกับบ้านสมัยใหม่จากโลกที่เขาจากมาเป็นอย่างมาก
ไม่คิดว่าคนที่ประมูลเขามาในราคาแพงจะพาเขามาเพื่อปลูกผักทำสวน จินฟางจึงพอจะทำใจได้บ้าง เพราะเจ้านายใหม่คงจะไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรเพราะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ยังไงก็ต้องดูกันต่อไป
จนกระทั่งเขาได้ไปพบกับโรงครัวและโรงอาหารคนงาน ที่นี่ไม่เพียงมีตะเกียบให้ใช้ ยังมีทั้งช้อนหางสั้นช้อนหางยาวและช้อนส้อม ทั้งที่โลกนี้เขาน่าจะใช้ตะเกียบกันเท่านั้น อีกทั้งยังมีถาดหลุมอีกด้วย
แต่นั่นยังไม่แปลกใจเท่ากับบ้านพักคนงานที่มันคล้ายคลึงกับตึกเอามาก ๆ ไหนจะมีห้องอาบน้ำที่มีฝักบัวนั่นอีก ซึ่งจากความทรงจำของเจ้าของร่างคนเก่ามันไม่ได้มีบ้านช่องอย่างนี้แม้แต่น้อย
จึงทำให้เขาเกิดสงสัยขึ้นมาว่าอาจจะมีคนที่มาอยู่ในโลกนี้เหมือนกับเขาเช่นกัน แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร จนกระทั่งคุณหนูเพ่ยอิงได้ทำหลาย ๆ อย่างให้เขาสงสัยว่าเธออาจจะเป็นคนที่ข้ามมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นเช่นเดียวกันกับเขา
ยิ่งจักรยานที่เธอคิดขึ้นมานั้นก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจขึ้นไปอีกหลายส่วน แต่เขาก็ไม่ได้สอบถามหรือออกตัวว่าเขาก็ข้ามมิติมาเช่นกัน เพราะว่าเขาอยู่ในสถานะทาส อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเธอมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร แต่จินฟางก็คิดว่าเธอเองคงแอบสงสัยในตัวของเขาอยู่บ้างเพราะมีบางครั้งที่เขาเห็นเธอมองมาบ่อย ๆ และบางครั้งก็มองมาอย่างจับผิดทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำตัวให้เธอสงสัยเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งวันนี้เขาตัดสินใจอย่างแน่นอนแล้วว่าจะถามไถ่ข้อสงสัยทั้งหมดให้รู้เรื่องรู้ราวกันไปเลย เพราะอย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วนั่นเอง
*จบเรื่องราวของกาวิน...*
“งั้นแสดงว่านายก็ตายไปโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำอย่างนั้นสิ”
“ใช่ แล้วทางด้านของเธอล่ะ เรื่องราวมันเป็นมายังไง” จินฟางถามเพ่ยอิงกลับมาบ้าง
“เรื่องมันก็มีอยู่ว่า...”
หลังจากนั้นเพ่ยอิงก็ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองให้จินฟางฟังบ้างโดยที่เริ่มตั้งแต่ที่เธอประสบอุบัติเหตุจนกระทั่งมาอยู่ในร่างของเด็กสาว และเรื่องราวต่าง ๆ หลังจากนั้น
“เธอยังดีกว่าฉันมากนักที่ยังมีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ฉันนี่สิแม่ก็ตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนพ่อก็เพิ่งจะมาถูกจับเข้าคุก แถมตัวเองยังถูกจับขายมาเป็นทาสอีก”
“แต่นายก็ยังโชคดีที่มาอยู่ในร่างของคนที่มีอายุสิบหกสิบเจ็ดปีอีกทั้งยังได้ฝึกปราณมาจนถึงระดับสีฟ้าแล้วด้วยอย่างนี้ ฉันนี่สิมาอยู่ในร่างของเด็กสาวอายุเพียงสิบปี อีกทั้งพลังปราณก็ยังไม่ได้ฝึกต้องมาฝึกใหม่ทั้งหมดอย่างนี้”
“แต่จากที่เธอเล่าให้ฟังเธอก็น่าจะมาอยู่ที่โลกนี้ก่อนฉันเกือบ ๆ จะสี่เดือน ถ้าให้นับมาถึงตอนนี้ก็คงจะสักหกเจ็ดเดือนแล้วแต่เธอกลับฝึกปราณได้ถึงระดับสีฟ้าขั้นต้นแล้ว นี่ถือว่าเร็วจนน่าเหลือเชื่อทีเดียวสำหรับคนที่นี่ เพราะกว่าจินฟางคนก่อนจะฝึกปราณมาถึงระดับนี้ได้ก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว”
“เป็นเพราะฉันโชคดีมากยังไงล่ะ”
“โชคดียังไงของเธอ อย่าบอกนะว่าเธอมีมิติจิตที่ในนั้นมีทรัพยากรมากมายให้ใช้น่ะ” เมื่อจินฟางกล่าวออกมาลอย ๆ เช่นนั้นแล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
“อย่าบอกนะว่าพวกหินปราณที่เธอเอามาทำเป็นหลอดไฟให้แสงสว่าง แล้วก็พวกหินที่มีพลังวิญญาณที่เธอนำมาทำตู้เย็นกับเตาไฟนั่นเธอเอามาจากในมิติจิตของเธอน่ะ” จินฟางเอ่ยถามออกมาด้วยความตกตะลึง
“นี่เจ้าบ้า จะพูดเสียงดังทำไมหา ดีนะว่าที่เรานั่งกันไม่มีคนที่ผ่านมาได้ยิน”
และอีกอย่างเธอก็ได้สร้างปราณครอบเสียงเพื่อไม่ให้หลุดรอดออกไปข้างนอกได้ตั้งแต่ที่เริ่มคุยกันแรก ๆ แล้ว เพราะเรื่องแบบนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
“โทษที ๆ พอดีลืมตัวไปหน่อย แต่ถึงจะมีคนผ่านมาแล้วยังไงเธอก็ใช้ปราณครอบเสียงที่เราสองคนคุยกันไว้แล้วไม่ใช่หรือไง” จิน ฟางถามกลับมา
“เรื่องนั้นช่างมันก่อน แต่ที่นายว่าฉันเอาหินปราณมาทำหลอดไฟกับเอาหินที่มีพลังวิญญาณมาทำตู้เย็นกับเตาไฟนี่หมายความว่ายังไงกันแน่” เพ่ยอิงถามออกไปด้วยความสงสัย
“นี่อย่าบอกนะว่าที่เธอเอามาใช้เรี่ยราดเช่นนี้ เพราะเธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร” จินฟางเอ่ยถามออกมาด้วยความตกตะลึง
“ก็มันเป็นหินที่ให้แสงสว่างกับทำความร้อนความเย็นได้นี่นา ฉันก็เลยเอามาประยุกต์ใช้แค่นั้นเอง”
“เธอบ้าไปแล้ว!! นี่ฉันจะบอกอะไรให้ว่าพวกหินปราณกับหินที่มีพลังวิญญาณในโลกนี้เขาซื้อขายกันแพงมากเพราะมันไม่ได้หาเจอกันได้ทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีใครเขาอุตริเอามาใช้ให้แสงสว่างแทนตะเกียงแบบเธอกันหรอกนะ เขาเอาไว้ดูดซับเพื่อเพิ่มระดับปราณต่างหาก”
ซึ่งตอนนี้เพ่ยอิงได้แต่นั่งอ้าปากค้างไปแล้ว ก็ครอบครัวของเธอไม่มีใครรู้เลยสักคนนี่นาว่ามันใช้ทำอะไร
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ว่าหินปราณสามารถดูดซับเข้าไปสร้างเส้นปราณได้โดยตรง ส่วนหินที่มีพลังวิญญาณเราจะต้องดูดซับเข้าไปในจุดตันเถียนก่อนแล้วจึงจะนำไปใช้สร้างเส้นปราณได้ จึงทำให้หินปราณมีราคาสูงกว่าหินที่มีพลังวิญญาณมากเลยทีเดียว”
ตอนนี้เพ่ยอิงก็ได้แต่นั่งอ้าปากค้างให้แมลงวันบินเข้าไปทำรังในนั้นหลายสิบตัวแล้วด้วยความตกตะลึงอย่างแท้จริง
นี่ขนาดเพื่อนของเธอยังรู้แล้วคนอื่น ๆ เล่า อย่างเหิงซานที่มีปราณถึงระดับสีเหลืองคงได้ดูดซับหินปราณหรือแม้แต่หินที่มีพลังวิญญาณมาไม่น้อย แล้วเหตุใดเขาถึงไม่บอกเธอกันเล่า
ด้านของจินฟางที่เห็นว่าเพื่อนของเขาจะตกตะลึงนานเกินไปแล้วจึงได้ตะโกนเรียกให้เธอได้สติขึ้นมา ส่วนด้านของเพ่ยอิงที่เมื่อโดนตะโกนใส่หูก็ทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ขึ้นมาทันที
“โอ๊ย นี่นายทำอะไรเนี่ยฉันหูหนวกแล้วมั้ง” เธอเหวออกมาและมองค้อนจิน ฟางพร้อมกับเอามือมาปิดหู
“เธอจะตกใจนานไปแล้ว”
“นายจะไม่ให้เวลาฉันตกใจบ้างหรือไงเล่า”
“พอเลยแค่นี้ฉันก็อิจฉาเธอจะแย่แล้ว ดูสิเธอโชคดีกว่าฉันเป็นไหน ๆ ที่มิติวิเศษด้วย”
“เดี๋ยวก่อน ๆ นายเองก็มีไม่ใช่เหรอจะมาอิจฉาฉันทำไมกัน” เพ่ยอิงถามออกมาด้วยความสงสัย
“มีที่ไหนกันเล่า ถ้ามีฉันก็ต้องรู้สิ”
“ก็สร้อยคอของนายยังไงล่ะ นี่ไงของฉันมีเป็นกำไลข้อมือ”
เธอกล่าวขึ้นมาพลางดึงแขนเสื้อขึ้นเพื่อให้จินฟางเห็นกำไลเถาวัลย์บนข้อมือของเธอ
“นี่มันเหมือนกับสร้อยคอของฉันเลยนี่!! ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันเป็นของวิเศษเหมือนกัน เพราะมันถอดออกจากคอไม่ได้ เวลาที่ฉันอยากจะถอดก็เหมือนมีอะไรมาถ่วงที่คออยู่ตลอดเวลา แต่ก็ผ่านมาตั้งนานแล้วฉันก็หาวิธีใช้งานมันไม่ได้จนฉันเลิกสนใจมันไปแล้ว”
“หึหึ เรื่องนี้ง่ายมาก ๆ” เพ่ยอิงกล่าวออกมาแค่นั้นแล้วก็หยุดไป
“นี่เธออย่ากั๊กกันแบบนี้นะ แล้วไอ้หน้าตาชั่วร้ายนั่นมันอะไรของเธอ รีบบอกมาเลย”
“ขอร้องฉันก่อนแล้วฉันจะเก็บไปพิจารณา”
เพ่ยอิงเอามือมากอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นพูดด้วยไปหน้าที่เธอคิดว่าชั่วร้ายที่สุด แต่เธอก็ทำได้ออกมาน่ารักเสียมากกว่า
“เธอนี่มันไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ ข่มฉันตอนสมัยเรียนไม่พอนี่ข้ามมิติมาแล้วเธอยังไม่ทิ้งนิสัยนี้อีกเหรอ”
“หรือว่านายไม่อยากรู้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็หาวิธีเอาเองเถอะ” เธอกล่าวออกมาเช่นนั้นแล้วสะบัดหน้าหนี
“ก็ได้ ๆ ฉันยอมแล้ว อิงอิงเพื่อนร้ากกกก บอกหน่อยน้า อยากให้ฉันทำอะไรก็ว่ามาฉันยอมเธอทุกอย่างแล้ว” จินฟางใช้น้ำเสียงที่คิดว่าน่าสงสารที่สุดกล่าวออกมา
“ก็ได้ ๆ เห็นแก่ที่นายขอร้องฉันถึงขนาดนี้ฉันจะบอกให้ก็ได้”
“...”
“แต่มีข้อแม้ว่า...”