บทที่ 28 นี่เจ้ามีเพื่อนกับเขาบ้างหรือไม่?
“ใครต้องการของส่วนตัวของเจ้า เจ้าเอาของเจ้าออกมา แล้วก็เอากำไลหยกมาให้ข้า” เฉินชิงหยวนพูดอย่างตรงไปตรงมา
“...” ไม่รู้ทำไมมู่หรงเหวินซีรู้สึกว่านางถูกดูถูกอย่างมาก สายตาเหมือนจะมีไฟลุกโชน
หากไม่ใช่เพื่อที่จะมีชีวิตรอด ตอนนี้หมู่หรงเหวินซีคงชักดาบออกมาแล้วฟันเฉินชิงหยวนให้ขาดเป็นสองท่อน ระบายความโกรธในใจเสียหน่อย!
มู่หรงเหวินซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ถุงเก็บสรรพสิ่ง และเริ่มเก็บของส่วนตัวของนางเอง จากนั้นก็ส่งกำไลหยกและทรัพยากรทั้งหมดในนั้นให้เฉินชิงหยวน
เฉินชิงหยวนพอใจมาก ราวกับพ่อค้าขี้โกงที่ประสบความสำเร็จ
“แค่นี้ก็พอแล้ว!” มู่หรงเหวินซีกัดฟันแน่นพลางพูดอย่างโมโห
“ช่วงนี้ข้าจะพยายามปกป้องเจ้า ถือว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าไว้ครั้งหนึ่ง” สิ่งที่ควรเอาก็ต้องไม่ขาด บุญคุณก็ต้องไม่ขาดเช่นกัน
“เจ้าเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าไป แล้วยังจะให้ข้าจดจำบุญคุณของเจ้าอีก นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?” มู่หรงเหวินซีถามเสียงดัง
“พูดแบบนั้นไม่ได้สิ ก็ได้ ๆ เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟัง” เฉินชิงหยวนพูดอย่างจริงจัง
“หากเมื่อครู่ข้าไม่ช่วยเจ้า ป่านนี้เจ้าคงตายไปแล้ว ทรัพยากรพวกนี้ย่อมตกเป็นของข้า แต่ข้าใจดี! ใช้โอสถที่หายากยิ่งกับเจ้า รวมทรัพยากรพวกนี้เข้าด้วยกันก็ยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ! ต่อจากนี้เจ้ายังต้องติดตามข้าไปอีกระยะหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของข้าไม่น้อย เจ้าติดหนี้บุญคุณข้าสักหน่อยไม่ควรหรือไร?”
โอสถนั้นหายากยิ่งนัก แต่เฉินชิงหยวนขอมาอย่างไร้ยางอาย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ขณะที่ฟังเฉินชิงหยวนพูดเหลวไหลอยู่นั้น มู่หรงเหวินซีกลับรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วยอมอ่อนข้อให้อีกครั้ง
“ได้ ถือว่าข้าติดบุญคุณเจ้าไว้ ต่อไปข้าจะตอบแทนให้แน่”
“รู้งานดีจริง ๆ” เฉินชิงหยวนยิ้มกว้าง อดเอ่ยปากชมไม่ได้
“หญิงสาวที่ฉลาดและสวยงามเช่นแม่นางมู่หรง หาได้ยากยิ่งนัก!”
“ฮึ่ม!” มู่หรงเหวินซีคำรามเบา ๆ ขณะมองเฉินชิงหยวนด้วยสายตาเย็นชา เยาะเย้ยว่า “คนโลภมากเช่นเจ้า ข้าก็เห็นไม่บ่อยนักหรอก”
“ก็ไม่มีทางเลือก ข้ายากจนมาตั้งแต่เด็ก จะไปเทียบกับแม่นางมู่หรงได้อย่างไร”
เฉินชิงหยวนถอนหายใจเบา ๆ
“เจ้ายากจน ? สำนักเสวียนชิงถึงกับตามใจเจ้าขนาดนั้น เจ้ายังมีหน้ามาบ่นอีกหรือ?” คำพูดนี้ทำให้มู่หรงเหวินซีไม่พอใจอย่างยิ่ง นางจึงถามกลับไป
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก แม้ว่าสำนักเสวียนชิงจะปฏิบัติต่อข้าดีมาก แต่ทรัพยากรก็มีจำกัด ที่ให้ข้าในแต่ละเดือนมีแค่นั้นแหละ ไม่พอใช้หรอก! เพื่อพัฒนาตัวเอง ข้าจึงต้องขยายกิจการข้างนอกเอาเอง” แท้จริงแล้ว จนถึงทุกวันนี้ เฉินชิงหยวนเคยเสียเปรียบเพียงครั้งเดียว นั่นก็คือไป๋ซีเสวี่ยแห่งตำหนักบูรพาสุข
ตอนนั้นเฉินชิงหยวนถูกความมุ่งมั่นของไป๋ซีเสวี่ยทำให้หวั่นไหว เกิดความรักใคร่ เต็มใจที่จะเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน ทรัพยากรจำนวนมากที่ได้มาในตอนนั้นล้วนมอบให้ไป๋ซีเสวี่ยไปหมด
น่าเสียดาย สิ่งของยังอยู่แต่คนเปลี่ยนไปแล้ว
“คนไร้ยางอายอย่างเจ้า ใต้หล้านี้มีอยู่ไม่กี่คนที่เทียบได้” มู่หรงเหวินซีด่า
“ขอบคุณที่ชม”
อย่างไรก็ตาม เฉินชิงหยวนกลับไม่ทำตามแบบแผนเดิม ๆ ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ กลับยังรู้สึกสบายใจอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าหมู่หรงเหวินซีก็ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่พูดอะไรอีกเลย
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปยังเทือกเขาใกล้เคียง และหาถ้ำที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง การพักอยู่ที่นี่ทำให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญกับลมหนาวแห่งแดนมรณะ และอยู่อย่างสงบเงียบได้บ้าง
ระหว่างทาง ทั้งสองเห็นศพจำนวนมาก ซึ่งเพิ่งตายไปไม่นาน คาดว่าคงถูกวายุแห่งมัจจุราชพรากชีวิตไป
เมื่อเห็นศพเหล่านี้ ความกังวลในใจของมู่หรงเหวินซีก็เพิ่มมากขึ้น ไม่รู้ว่าคนในตระกูลตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง และจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?
พวกเขาหลบอยู่ในถ้ำ จุดไฟขึ้นมากองหนึ่งเพื่อขับไล่ความมืด
หมู่หรงเหวินซีนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ตอนแรกมีหมอกแดงสองสามสายปะปนมากับลมหนาว แต่กลับหลบหลีกตำแหน่งของเฉินชิงหยวนอย่างประหลาด และลอยไปทางอื่นแทน หากสัมผัสโดนหมอกแดง ผลลัพธ์ย่อมน่าสังเวชเป็นแน่แท้
“ช่างแปลกประหลาดจริง ๆ” มู่หรงเหวินซีบ่นในใจ แม้จะสงสัยยิ่งนัก แต่ก็ไม่ได้ถามออกมา
“พวกเราก็อยู่ที่นี่สักสองสามเดือน รอให้หมอกแดงจางหายก็ออกไปได้”
เฉินชิงหยวนคิดไปคิดมา ตั้งใจจะส่งมู่หรงเหวินซีออกไปอย่างปลอดภัย จากนั้นตนเองก็จะย่องกลับเข้าแดนมรณะอีกครั้ง ในเมื่อตนไม่ได้รับผลกระทบจากกฎของแดนมรณะ เขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ถึงเวลานั้นก็แต่งองค์ทรงเครื่องสักหน่อย ทีนี้ใครก็จำเขาไม่ได้แล้ว
“ขอบคุณท่านมากนะ” เสียงหวานดังขึ้น เพราะยามที่อยู่ใกล้เฉินชิงหยวน มู่หรงเหวินซีไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากกฎของดินแดนมรณะ กลับรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
“หากเจ้าอยากขอบคุณข้าจริง ๆ ต่อไปมีของดีก็เก็บไว้ให้ข้าสิ คราวหน้าพบกันค่อยให้ข้าก็ได้”
เฉินชิงหยวนไม่ต้องการคำขอบคุณด้วยปาก มันไม่มีความหมายอะไรเป็นแค่ลมที่ออกจากปากก็เท่านั้น
ตอนนี้ในหัวของมู่หรงเหวินซีรู้แล้วว่าไม่สามารถพูดจาสุภาพกับเฉินชิงหยวนได้ มันจะทำให้เขาได้ใจมากเกินไป
มู่หรงเหวินซีต้องการนั่งสมาธิ บำเพ็ญเพื่อรักษาบาดแผล แต่พบว่าตัวเองไม่มีหินวิยญาณสักก้อนเดียว ทำให้นางรู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที
หลังจากลังเลอยู่นาน มู่หรงเหวินซีมองไปที่เฉินชิงหยวนผู้ซึ่งนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ข้างๆ แล้วเรียกเบาๆ ว่า
“นี่!”
“มีอะไร?” เฉินชิงหยวนไม่ได้ลืมตา ท่าทางเกียจคร้าน
“หินวิญญาณทั้งหมดของข้า ข้าให้เจ้าไปแล้ว เจ้าจะให้ข้ายืมบ้างได้หรือไม่?”
หากเป็นไปได้ มู่หรงเหวินซีไม่อยากจะเอ่ยปากขอเลยแม้แต่น้อย
“หากอยากยืมหินวิญญาณก็คุยกันได้”
เฉินชิงหยวนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เวลาของการทำธุรกิจมาแล้วสินะ!
นี่คือเหตุผลที่ เฉินชิงหยวนสามารถไล่ตามทวงหนี้ได้มากมายขนาดนี้ เขาไม่ใช่พ่อค้าโกง แต่นี่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อม ๆ กับการได้ค่าตอบแทนเล็กน้อยต่างหาก
“เจ้าต้องการยืมเท่าไหร่?” เฉินชิงหยวนถาม
“หินวิญญาณ ชั้นกลางหนึ่งพันก้อน” มู่หรงเหวินซีคำนวณเวลาแล้ว อาจจะต้องอยู่ที่นี่อีกสักพัก จึงขอไปมากหน่อย
“ได้” เฉินชิงหยวนพยักหน้า “พวกเราตกลงกันก่อน ยืมไปหนึ่งพัน! ตอนคืนเจ้าต้องคืนข้าสามพันนะ!”
“เจ้าพ่อค้าเจ้าเล่ห์!” มู่หรงเหวินซีไม่พอใจ
“จะยืมหรือไม่ยืม?” เฉินชิงหยวนมั่นใจว่ามู่หรงเหวินซีต้องยืมแน่ จึงทำท่าทางเหมือนจะยืมก็ได้ไม่ยืมก็ได้
“ยืม!” หมู่หรงเหวินซีสูดหายใจลึก ๆ กลั้นอารมณ์ร้อนรนในใจ ขบกรามพยักหน้า
“น้ำลายไม่มีหลักฐาน ต้องทำสัญญากู้เงินด้วย!” พูดจบ เฉินชิงหยวนก็หยิบกระดาษ ปากกา สำหรับประทับตราออกมา
เห็นเฉินชิงหยวนหยิบอุปกรณ์พวกนี้ออกมาอย่างคุ้นเคย มู่หรงเหวินซีตกใจจนอึ้ง “เจ้านิสัยแบบนี้ ถามหน่อยเถิดว่าเจ้ามีเพื่อนกับเขาบ้างหรือไม่?”
“มีสิ!” เฉินชิงหยวนนึกถึงเพื่อนซี้สองสามคนขึ้นมาได้ทันที จึงยิ้มแป้นพูดว่า
“เจ้าอยากให้ข้าแนะนำให้รู้จักไหมล่ะ?”
“ไม่เป็นไร ไม่จำเป็น!!” มู่หรงเหวินซีเซ็นชื่อและประทับตราด้วยความจำใจ นางไม่อยากรู้จักคนอย่างเฉินชิงหยวนอีกแล้ว
“ต่อไป ข้าก็เป็นเจ้าหนี้ของเจ้าแล้ว แม่นางมู่หรง เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี ๆ นะ พอมีเงินแล้วอย่าลืมใช้หนี้ด้วย” เฉินชิงหยวนเก็บสัญญากู้เงินเข้ากระเป๋า นี่คือหลักฐาน เขาจึงไม่กลัวว่าใครจะปฏิเสธหนี้
มองหินวิญญาณชั้นกลางพันก้อนตรงหน้า มู่หรงเหวินซีร้องไห้ไม่ออก ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายสุด ๆ เพราะหินวิญญาณพวกนี้ยังมีตราของตระกูลมู่หรงประทับอยู่เลย แต่เดิมก็เป็นของนางอยู่แล้ว นางใช้หินวิญญาณของตัวเอง แต่ยังต้องเขียนสัญญากู้เงิน แถมดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสามเท่า
‘เฉินชิงหยวนการรู้จักเจ้านี่มันช่างโชคร้ายเหลือเกิน’
ด้วยความโกรธเคืองนี้ มู่หรงเหวินซีจึงเริ่มบำเพ็ญโดยใช้หินวิญญาณ พยายามซ่อมแซมบาดแผลอย่างหนัก
“ยามว่างเช่นนี้ คงต้องหาอะไรใส่ท้องสักหน่อย!”
เฉินชิงหยวนรู้วิธีใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน ชายหนุ่มหยิบตะแกรงเหล็กวางไว้เหนือกองไฟ จากนั้นก็หั่นเนื้อสัตว์ และเริ่มย่างไฟ