ตอนที่104 แก้ไขดวงชะตา
“อยู่นานแค่ไหนนั้นยังตอบคุณตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะอีกสามเดือนค่อยประเมินดวงชะตาของคุณอีกที” ซูเวยยิ้มลึกลับพลางตอบกลับอย่างจริงจัง
นั่นเป็นเพราะว่าดวงชะตาของเขาเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่วงวิกฤติเร็วขึ้นซึ่งอาจเป็นผลจากการที่เธอเสนอวิธีช่วยเหลือเขาเพราะเป็นการฝืนชะตาอย่างแท้จริงแต่โชคดีที่เขามาหาเธอก่อนเวลา ทำให้ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนี้จำเป็นต้องรอเวลาอย่างน้อยสามเดือนจึงจะตอบได้ว่าเคราะห์ร้ายของเขานั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ซ่งลี่หมิงขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำตอบจากซูเวยเขากำลังชั่งใจว่าควรเชื่อถือวิธีแก้ไขดวงชะตาของเขาตามคำบอกของซูเวยดีหรือไม่พอนึกถึงคำทำนายของนักทำนายคนอื่นที่พ่อและตนเคยไปรับบริการมา นักทำนายคนอื่นต่างไม่มีวิธีแก้ไขดวงชะตาของเขาแต่อย่างใดซึ่งแตกต่างจากซูเวยที่บอกกับเขาทางอีเมลอย่างชัดเจนว่าสามารถช่วยเหลือได้ทำให้เขาตัดสินใจมาหาซูเวยที่บ้าน
ซูเวยยิ้มเล็กน้อยพลางรอให้ซ่งลี่หมิงตัดสินใจอย่างใจเย็นเธอเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเขาจำเป็นต้องชั่งใจตัวเองเพื่อตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตเป็นการเดิมพันกับชีวิตของเขาเองที่จะเลือกทางเดินชีวิตในอนาคต ซึ่งเธอไม่สามารถตอบเขาได้อย่างชัดเจนเช่นกันว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดแต่อย่างน้อยต้องผ่านระยะสามเดือนไปก่อนจึงจะคำนวณดวงชะตาของเขาใหม่อีกครั้งได้
“ตกลงแล้วผมต้องทำอะไรบ้าง?” ซ่งลี่หมิงนั่งครุ่นคิดอยู่สักพักจึงตอบกลับซูเวยอย่างมั่นใจ
ซูเวยยิ้มพอใจที่เขาเลือกแนวทางที่ตนวางแผนไว้ทำให้เธอพูดถึงการปฏิบัติตัวของเขาระหว่างอยู่ที่นี่ว่า “ดีค่ะคุณต้องพักอยู่ที่บ้านหลังเล็กพร้อมกับทำความสะอาดบ้านเอง ทำอาหารเองซักเสื้อผ้าและดูแลทุกอย่างด้วยตัวคุณเอง ไม่สามารถให้ใครอยู่ช่วยเหลือได้ระหว่างวันให้คุณไปช่วยยายเก็บสมุนไพรในป่า ตอนเย็นอ่านหนังสือพร้อมกับนั่งสมาธิฝึกฝนจิตใจให้สงบ”
“อ๊ะ!ต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ?”ซ่งลี่หมิงอุทานด้วยความตกใจที่พบว่าตนเองจะต้องใช้ชีวิตเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่สำคัญคือต้องทำงานบ้านและทำอาหารเอง สร้างความกังวลใจให้กับเขาเป็นอย่างยิ่งพอเหลือบตามองซูเวยที่ส่งยิ้มน้อยๆให้เขาเหมือนกับยืนยันคำพูดของเธอที่ไม่สามารถต่อรองได้อีกทำให้เขาลอบถอนหายใจอย่างจำยอมรับสภาพเพื่อหวังให้ดวงชะตาของเขารอดพ้นจากเคราะห์ร้ายที่รุนแรงถึงชีวิตครั้งนี้ได้
“ตกลงผมจะทำตามที่ซูเวยบอกไว้”ซ่งลี่หมิงพยักหน้าตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ต้องปฏิวัติการใช้ชีวิตประจำวันอย่างพลิกกลับเช่นนี้จากเดิมที่เขาเคยเป็นคุณชายและมีคนรับใช้คอยทำงานบ้านให้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเองทุกอย่างทำให้เขารู้สึกกังวลและหนักใจ แต่ทว่าเขาได้ตัดสินใจออกไปแล้วจึงต้องยอมรับสภาพของตนเอง
ซูเวยเห็นว่าซ่งลี่หมิงเข้าใจหน้าที่ของเขาแล้วเธอหันหน้าไปพูดกับยายที่นั่งอยู่ข้างๆโดยยายมีสีหน้ากังวลใจว่า “ยายคะบ้านหลังเล็กของเราก็ให้เขาอยู่ในห้องนอนเก่าของหนูแล้วกัน ส่วนเรื่องงานเก็บสมุนไพรนั้นยายก็ใช้งานเขาได้เต็มที่เลยนะคะ”
“จะดีหรือเวยเวย?”เกาอิงจับใจความสำคัญของเรื่องราวและเข้าใจที่ไปที่มามากขึ้นแล้ว เธอถามหลานสาวด้วยความแปลกใจเพราะไม่คิดว่าการแก้ไขดวงชะตาของคนๆหนึ่งจะเกี่ยวพันมาถึงตนเองด้วยเช่นนี้สร้างความลำบากใจให้กับเธอยิ่งนัก
“หากยายอยากสร้างกุศลด้วยการช่วยเหลือคนๆหนึ่งหนูว่ายายทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยถ่ายทอดความรู้ที่ยายมี รวมทั้งแนะนำการใช้ชีวิตให้กับเขาจะช่วยทำให้ดวงชะตาเขาดีขึ้นได้นะคะ” ซูเวยบอกยายอย่างใจเย็นเนื่องจากดวงชะตาของยายสามารถค้ำจุนและช่วยเหลือซ่งลี่หมิงทางอ้อมได้เป็นการสร้างกุศลเพื่อทำให้คนๆหนึ่งกลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาย่อมดีกว่าการสร้างกุศลใดๆทั้งปวง
ครั้นเกาอิงได้ยินคำอธิบายจากหลานสาวที่ชัดเจนทำให้เธอยิ้มพลางตอบรับอย่างเข้าใจและยินดีว่า “ยายเข้าใจแล้ว งั้นยายจะช่วยดูแลเสี่ยวหมิงให้เองหวังว่าเสี่ยวหมิงจะอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุขนะ”
ท้ายประโยคเกาอิงหันหน้าไปพูดกับซ่งลี่หมิงด้วยความเมตตาทำให้ซ่งลี่หมิงผ่อนคลายความเคร่งเครียดลงและยิ้มอย่างยอมรับความเป็นจริงตรงหน้าตนเองซึ่งเป็นหนทางที่เขายิมยอมพร้อมใจด้วยตัวเอง
……….
จากนั้นซ่งลี่หมิงเดินออกไปหาคนสนิทของตนเองที่รออยู่ลานหน้าบ้านโดยไม่ได้เข้าไปภายในบ้านด้วยเขามองเห็นท่าทางเหมือนสบายอกสบายใจของคนสนิทที่เดินช้าๆสำรวจบริเวณรอบลานกว้างหน้าบ้านอย่างสบายอารมณ์
“อาหม่าเป็นอะไร?กลับบ้านได้แล้ว ผมจะอยู่ที่นี่คนเดียว มีอะไรจะโทรไปหาเอง” ซ่งลี่หมิงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่คนสนิทของตนเองไม่สนใจตัวเขาที่เดินออกมาจากบ้านซูเวยเขาจึงบอกให้คนสนิทกลับบ้านโดยตรง
“อ๊ะ!คุณชายใหญ่ ผมกำลังเดินสำรวจดูว่าพื้นที่เป็นยังไงอยู่ครับ แปลกจริงๆที่ในลานบ้านมีอากาศเย็นสดชื่นแตกต่างจากนอกรั้วมากเลยนะครับอ้าว! คุณชายจะอยู่ที่นี่คนเดียวได้ยังไงครับ?” อาหม่าสะดุ้งตกใจที่จู่ๆมีเสียงดังขึ้นข้างตัว เขาจึงบอกสาเหตุที่ทำให้เขาเพลิดเพลินจนไม่ทันสังเกตว่าเจ้านายมาอยู่ใกล้ๆแล้วพอได้ยินคำสั่งจากเจ้านายน้อย ทำให้เขาส่งเสียงอุทานด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเขาเข้าใจดีว่าเจ้านายน้อยคนนี้เกิดมาโดยมีคนดูแลให้สะดวกสบายมาตั้งแต่เกิดหากอยู่ที่นี่คนเดียวโดยไม่มีคนรับใช้จะอยู่ได้อย่างไร ทำให้เขาเกิดความกังวลขึ้นมาทันที
“ผมคงอยู่ได้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อ้อ! เรื่องที่ผมมาอยู่ที่นี่บอกให้พ่อรู้เท่านั้น ห้ามบอกเจี่ยเมยเด็ดขาดเข้าใจไหม?” ซ่งลี่หมิงถอนหายใจเล็กน้อยพลางตอบกลับคนสนิท พร้อมทั้งกำชับให้คนสนิทบอกที่อยู่ของเขากับพ่อเท่านั้นส่วนพี่สาวและน้องสาวนั้นให้ปิดบังข้อมูล เขาไม่ต้องการให้เพื่อนสนิทของน้องสาวรับรู้และตามมารบกวนตนเองได้
อาหม่านิ่งอึ้งชั่วขณะก่อนที่จะพยักหน้าและส่งเสียงตอบรับคำสั่งอย่างเข้าใจแต่ยังมีความกังวลว่า“ครับคุณชาย ผมเข้าใจแล้ว อย่าลืมโทรหาผมนะครับ” เขารับปากเจ้านายน้อยอย่างเข้าใจในสถานการณ์ร้ายแรงที่เจ้านายกำลังเผชิญอยู่
จากนั้นอาหม่ายกกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมที่ซ่งลี่หมิงเตรียมมาโดยที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ใช้งานจริงเขายกกระเป๋าเข้าไปในบ้านหลังเล็กโดยการนำของจิวมู่ตาน เป็นบ้านเดิมของเกาอิงที่ซูเวยบอกกับยายให้ช่างและคนงานทำการปรับปรุงให้แข็งแรงมากขึ้นโดยที่ไม่ทำลายเพราะบ้านหลังนี้เป็นความทรงจำที่สำคัญของเกาอิงรวมทั้งทำเลของตัวบ้านไม่ได้บดบังความโอ่อ่าของบ้านใหม่แต่อย่างใด
ส่วนอาหม่าขับรถออกจากลานกว้างหน้าบ้านอย่างไม่ยินยอมนักเขารู้สึกประหลาดใจที่ภายในบ้านมีบรรยากาศเย็นสดชื่นซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศภายนอกอย่างลิบลับถึงแม้ว่าจะมีการปลูกต้นไม้น้อยใหญ่ในบริเวณโดยรอบ แต่ทว่าไม่น่าที่จะช่วยให้อากาศภายในบ้านเย็นสดชื่นได้มากขนาดนี้
ด้านซ่งลี่หมิงพอเขาเดินเข้าไปในห้องนอนเก่าของซูเวยแล้ว เขากวาดสายตามองห้องนอนขนาดเล็กแต่ทว่ามีเครื่องนอนชุดใหม่ที่ดูเหมือนเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะเขาถอนหายใจอย่างจำยอมรับสภาพของตนเองที่จะต้องปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในชนบทโดยเฉพาะพื้นที่ป่าใกล้ชิดภูเขาเช่นนี้
“หวังว่าการแก้ไขดวงชะตาของฉันแบบนี้จะทำให้ฉันรอดพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งหลายนะ” ซ่งลี่หมิงพูดกับตัวเองอย่างปลงในชีวิต
..........
ซูเวยปล่อยให้ยายเป็นคนจัดการดูแลซ่งลี่หมิงตามความเหมาะสมต่อไปส่วนเธอกำลังถือกระเป๋าเป้ไปขึ้นรถครูฉงที่มาพร้อมกับครูมู่เนื่องจากครูมู่มีภารกิจกับอาจารย์ของเธอที่เมืองหลวงพอดี ทำให้ซูเวยมีครูมู่คอยพูดคุยด้วยระหว่างทางไปเมืองหลวง
ครั้นครูฉงพาซูเวยไปลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองหลวงซึ่งเป็นสถานที่แข่งขันและที่พักของเธอไปพร้อมด้วยส่วนครูฉงนั้นต้องพักข้างนอกในโรงแรมระดับสามดาวแทนเนื่องจากเป็นกฎของการแข่งขันที่นักเรียนผู้เข้าร่วมแข่งขันจะต้องพักอยู่ในหอพักที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้พร้อมทั้งอยู่ในการควบคุมดูแลของกรรมการและคณะอาจารย์ที่รับผิดชอบจัดการแข่งขัน
ซูเวยพบว่าเธอเป็นผู้เข้าแข่งขันระดับประเทศที่มีอายุน้อยที่สุดซึ่งระหว่างที่กำลังลงทะเบียนอยู่นั้น มีตัวแทนนักเรียนจากทั่วประเทศต่างพากันจ้องมองเธอด้วยความแปลกใจเป็นจุดเดียวสร้างความสงสัยให้กับนักเรียนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งที่มีเด็กอายุแค่สิบขวบมาเข้าร่วมแข่งขันด้วยมีเสียงพูดคุยระหว่างนักเรียนและครูที่พามาลงทะเบียนด้วยความแปลกใจว่า
“เอ๊ะ! ปีนี้มีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันอายุน้อยขนาดนี้เลยหรือ?”
“นี่แสดงว่าต้องเก่งมากเลยใช่ไหม? ไม่งั้นจะกล้ามาแข่งกับนักเรียนหัวกะทิแบบนี้หรือ?”
“บ้าไปแล้ว! นี่คือการแข่งขันนะไม่ใช่สนามเด็กเล่นเกมส์ของเด็กๆ”
“หรือว่าครูจะพานักเรียนมาหาประสบการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าไหม?”
“น่าแปลกจริงๆที่กรรมการให้เด็กอายุน้อยแบบนี้เข้าร่วมได้”
“ฮึ่ม!ไม่ว่ายังไงฉันจะต้องเอาชนะเด็กน้อยคนนี้ให้ได้”
“อื้อฮือ! ปีนี้คนเข้าร่วมแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์คึกคักเสียจริง”
“อยากรู้จริงๆว่าปีนี้ตัวเต็งจะสามารถคว้าชัยชนะได้ไหม?”
“อยากรู้จริงๆว่าเด็กน้อยคนนั้นจะแข่งขันกับนักเรียนที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ไหม?”
ครูฉงยืนเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจที่มีศิษย์อายุน้อยเข้าร่วมแข่งขันสร้างความอิ่มเอมใจให้กับเขายิ่งนัก เขาไม่สนใจว่าผู้คนทั้งหลายจะวิจารณ์อย่างไรเพราะเขารับรู้อยู่ภายในใจว่าซูเวยนั้นเก่งกาจแค่ไหนรวมทั้งซูเวยมีโอกาสชนะเลิศได้มากที่สุดดังนั้นเขาจึงไม่โต้ตอบกับบรรดาครูและนักเรียนที่กำลังลงทะเบียนและพูดวิพากษ์ตัวเขาและลูกศิษย์อยู่
ซูเวยแค่เลิกคิ้วพลางกวาดสายตามองผู้คนรอบตัวด้วยความแปลกใจเธอไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายอะไร แต่เธอกำลังให้ความสนใจกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในจุดลงทะเบียนซึ่งเป็นคนคุ้นเคยเก่า นั่นคือ หวางเจี้ยนหัว คู่แข่งคนสำคัญของเธอ
หวางเจี้ยนหัวชะงักหยุดเดินพลางสบตากับเด็กหญิงตัวน้อยที่เขารู้จักเป็นอย่างดีเขาไม่คาดคิดว่าจะพบเธอในการลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นหนึ่งในห้าตัวแทนนักเรียนของประเทศแล้วไปเข้าร่วมแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ระดับนานาชาติหรือโอลิมปิกในประเทศ M สร้างความสับสนและแปลกใจให้กับเขามากนัก
หวางเจี้ยนหัวเดินตรงเข้าไปทักทายและสอบถามซูเวยทันทีว่า“สวัสดีซูเวย มาร่วมแข่งขันด้วยหรือ?”
“ใช่ค่ะหวังว่าจะไม่ออมมือให้ฉันนะ” ซูเวยยิ้มเล็กน้อยพลางตอบกลับเขาอย่างท้าทาย
ซูเวยรู้สึกว่าหวางเจี้ยนหัวเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจมากที่สุดเมื่อเทียบกับตัวแทนนักเรียนคนอื่นที่กำลังลงทะเบียนอยู่อาจเป็นเพราะว่าเธอคุ้นเคยกับเขามากกว่าคนอื่นจึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเขาให้ได้ต่างจากหวางเจี้ยนหัวที่แสดงความแปลกใจและรู้สึกกระตือรือร้นกับคำท้ายของซูเวยทำให้เขาตอบกลับอย่างมุ่งมั่นว่า
“ก็ต้องลองดูว่าในสนามแข่งจริงนั้นซูเวยจะแสดงทักษะเต็มที่ไหม?” เขาคาดหวังว่าซูเวยจะเก่งกาจเหมือนกับพนันหินซึ่งจะทำให้เขาได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เป็นการฝึกฝนตนเองที่ดีอีกวิธีหนึ่งเนื่องจากที่ผ่านมานั้นเขาฝึกฝนตัวเองในเว็บไซต์มายาตลอด
จนกระทั่งสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในลำดับหนึ่งในสิบของโลกได้แล้วมีแค่สมาร์ตเอกซ์กับทริปเปิลเอสเท่านั้นที่เขาไม่กล้าท้าทายดังนั้นเขาจึงคิดว่าสามารถเอาชนะซูเวยได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไป
“แน่นอนไว้เจอกัน” ซูเวยยิ้มมุมปากอย่างสนุกสนานเธอรู้สึกว่าการแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ไม่ได้น่าเบื่อเสียทีเดียวอย่างน้อยก็มีคนคุ้นเคยให้ประลองฝีมือกัน ซึ่งช่วยสร้างความเพลิดเพลินให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี
จากนั้นหวางเจี้ยนหัวแยกตัวไปลงทะเบียนกับครูประจำวิชาของโรงเรียนที่มาลงชื่อเป็นครูผู้ฝึกสอน
ครูฉงจับสังเกตท่าทางของลูกศิษย์ด้วยความสนใจเขาแปลกใจที่พบว่าซูเวยรู้จักกับตัวเต็งหนึ่งในห้าของประเทศ เนื่องจากเขาติดตามข่าวสารการแข่งขันนี้มาทุกปีจึงรู้จักตัวเต็งทั้งห้าคน แต่ทว่าเขาไม่คิดว่าซูเวยจะรู้จักหนึ่งในห้าตัวเต็งอย่างสนิทสนมเช่นนี้ทำให้เขาสอบถามซูเวยด้วยความแปลกใจว่า “ซูเวย เธอรู้จักตัวเต็งหนึ่งในห้าของประเทศด้วยหรือ?”
“เอ๊ะ! เขาเป็นตัวเต็งงั้นหรือคะ? น่าสนใจ” ซูเวยอุทานด้วยความแปลกใจแต่เธอไม่ได้อธิบายให้ครูฉงฟังว่ารู้จักกับหวางเจี้ยนหัวอย่างไรเนื่องจากเรื่องราวระหว่างเธอและเขาซับซ้อนมากเกินไปดังนั้นซูเวยจึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามของครูฉงโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ครูฉงเห็นว่าซูเวยไม่ยอมตอบคำถามของเขาทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่เขาไม่คิดที่จะบีบคั้นให้ซูเวยต้องตอบตนเองในเวลานี้เขาคิดแค่ว่าหากซูเวยต้องการให้เขารู้ก็คงจะบอกเองเพราะน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ฉะนั้นครูฉงจึงปล่อยวางเรื่องนี้ไปก่อน
เขากำชับลูกศิษย์ด้วยความกังวลอย่างจริงใจว่า“อยู่ในหอพักร่วมกับอีกหลายคนที่ตัวโตกว่า ครูไม่รู้ว่าจะมีคนดีหรือคนเลวไหมซูเวยดูแลตัวเองดีๆด้วยนะ”