เมื่อผู้อาวุโสหยางประกาศว่าการประมูลในวันนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้วผู้คนในหอซ่อนมังกรต่างก็พากันทยอยกันลุกขึ้นยืนแต่ละคนยังรู้สึกไม่พอใจกับการประมูลกระบองเหล็กก่อนหน้านี้
ดังนั้นเมื่อทุกคนยืนขึ้น ต่างก็มองเป็นสายตาเดียวกันไปยังเย่เฉินอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“ข้าจะไปเอากระบองเหล็กเจ้ากลับไปก่อน” เย่เฉินเหลือบมองไปดูผู้คนรอบบริเวณจากนั้นจึงทอดสายตามองไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง จากนั้นจึงหันมามองหมีสอง“ตอนออกไป ระวังข้างหลังให้ดี”
“ไม่มีปัญหามีลุงสองของข้าอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ?”เจ้าหมีสองโบกมือ และวิ่งมุ่งเข้าไปในฝูงชน จนหายไปในชั่วพริบตา
หลังจากเจ้าหมีสองออกไปแล้วเย่เฉินก็เดินไปยังห้องโถงด้านหลังของหอซ่อนมังกร
มีผู้คนมากมายที่มาร่วมการประมูลสินค้าหนึ่งในนั้นคือ อู๋ฉางชิง
เมื่อเห็นเย่เฉินสีหน้าของอู๋ฉางชิงก็เคร่งขรึมมาก น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นไปถึงกระดูก “เจ้าหนุ่มข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงการมาท้าทายสำนักเจิ้งหยางของข้า”
“การประมูลราคามีความเป็นธรรมผู้ที่ให้ราคาสูงกว่าก็ต้องได้ไป ผู้อาวุโสไม่ต้องการจะจ่ายเงินเรื่องนี้จะต้องมาตำหนิข้าด้วยหรือ?” เย่เฉินหัวเราะเยาะ
“หวังว่าเมื่อการประมูลเสร็จสิ้นปากของเจ้าจะยังเก่งอยู่แบบนี้นะ” อู๋ฉางชิงสะบัดเสื้อคลุมและเดินจากไป
“เจ้าคิดว่าข้าจะให้โอกาสเจ้าไหม?” เย่เฉินพูดอย่างเยือกเย็นพลางมองไปยังอู๋ฉางชิงที่กำลังจากออกไปจากนั้นก็หันหลังกลับเดินไปยังห้องโถงด้านหลัง
เมื่อเห็นเย่เฉินผู้อาวุโสเก๋อที่นั่งอยู่บนฟูกก็จ้องมองทันที “เจ้าหนุ่มน้อยวันนี้กำลังของเจ้าไม่น้อยเลยนะ!”
“ท่านล้อข้าเล่นแล้ว”
ผู้อาวุโสหยางไม่ได้ถามอะไรอีกและหยิบกระบองเหล็กสีดำออกมา เย่เฉินจึงหยิบถุงเก็บของออกมาใบหนึ่งและส่งให้เขาอย่างเจ็บใจ ห้าแสนหินวิญญาณเป็นการทำให้เขาหมดตัวอย่างแท้จริง
“ขอบคุณผู้อาวุโส”เมื่อรับกระบองเหล็กมาแล้ว เย่เฉินก็ประสานมือแสดงความเคารพ และขณะที่กำลังจะออกไปผู้อาวุโสหยางก็เรียกเขาเอาไว้
“ช้าก่อนเจ้าหนุ่มน้อย”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็หันกลับไปทันที มองไปยังผู้อาวุโสหยางด้วยความงุนงง “ผู้อาวุโสท่านมีเรื่องอะไรหรือ?”
“ข้าก็ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่มีคนตามหาเจ้าเห็นว่ามีเรื่องอะไรเล็กน้อย” ผู้อาวุโสหยางกล่าวอย่างอบอุ่นพูดจบก็ยื่นแขนออกมาและทำท่าทางเชื้อเชิญ “เชิญด้านใน!”
จู่ๆผู้อาวุโสหยางก็สุภาพขึ้นอย่างมาก ทำให้เย่เฉินถึงกับประหลาดใจ
“เข้าไปเถอะ! มีคนรอเจ้าอยู่” ผู้อาวุโสเก๋อแสดงรอยยิ้มที่ใจดีออกมาอีกครั้ง
แม้ว่าจะกำลังตกใจแต่เย่เฉินก็เดินตรงเข้าไปตามทางที่ผู้อาวุโสหยางชี้ เขารู้ว่าในหอซ่อนมังกรการจะเข้าไปหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาพูดแล้วจะต้องทำตาม แต่ในตอนนี้เขาก็ยังเดินเข้าไปด้วยตัวเอง
จากประตูของห้องโถงด้านหลังเมื่อเดินเข้าไป จึงพบว่าที่นี่คือด้านหลังของห้องโถงนั่น ตรงนี้มีสวนเล็กๆ อยู่
สวนแห่งนี้เหมือนเป็นอีกอาณาเขตหนึ่งมีแสงสว่างจ้ากระจายไปทุกทิศทาง และยังประดับไปด้วยดอกไม้วิญญาณเต็มบริเวณเสียงน้ำไหลอันน่าฟังดังขึ้นมาทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจกับความพิเศษของหอซ่อนมังกรใครจะไปนึกว่าในตลาดมืดอเวจีจะมีสวนเล็กๆ เช่นนี้อยู่ด้วย
“สหายน้อยเชิญทางนี้” ขณะที่เย่เฉินกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ก็มีเสียงที่อ่อนโยนดังมาจากศาลาตรงกลางสวน
เมื่อมองไปตามเสียงที่ได้ยินเย่เฉินก็ถึงต้องกับผงะอีกครั้ง ชายที่นั่งอยู่ในศาลาผู้นั้นเหมือนจะเป็นชายชราคนเดียวกันกับที่นั่งอยู่ข้างเขาในงานประมูลวันนี้?
“เขาเป็นคนของสำนักเทียนเสวียนหรือ?” นี่คือความคิดแรกที่เกิดขึ้นในหัวของเย่เฉินไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่สามารถมาปรากฏตัวอยู่ในสวนด้านหลังของหอซ่อนมังกรได้และคงจะไม่สามารถทำให้ผู้อาวุโสหยางถึงกับเกรงใจจนมีท่าทีสุภาพเช่นนี้
“เข้ามาสิ!” ผู้อาวุโสชุดม่วงได้ทักทายเย่เฉิน
เย่เฉินเดินตรงเข้าไปยังศาลาโดยไม่คิดอะไร เขาทำความเคารพผู้อาวุโสชุดม่วงอย่างสุภาพ “ผู้น้อยคารวะผู้อาวุโส”
“ไม่ต้องมากพิธีนั่งลงเถอะ!” ผู้อาวุโสชุดม่วงยิ้มแม้ว่าจะดูเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่เขากลับไม่มีความเย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อยทำให้เย่เฉินคิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นเพียงชายชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเรียกผู้น้อยมาด้วยเหตุอันใด”เย่เฉินมองไปยังผู้อาวุโสชุดม่วงด้วยความงุนงง
“ข้ามีเรื่องจะเชิญให้เจ้ามาช่วย”
“เชิญ..เชิญให้ข้าไปช่วยนะหรือ?” เย่เฉินตกตะลึง ในใจก็แปลกใจเป็นอย่างมาก ที่สำนักเทียนเสวียนที่สง่างามจะมาขอความช่วยเหลือจากเขา
“ถ้าจะพูดให้ชัดๆข้าต้องการความช่วยเหลือจากอัคคีเที่ยงแท้ในร่างกายของเจ้า”ผู้อาวุโสชุดม่วงมองไปยังเย่เฉินอย่างมีนัย
ได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็ขมวดคิ้ว คนที่รู้ว่าเขามีอัคคีเที่ยงแท้ มีเพียงเจ้าอ้วนหมีสองเท่านั้นเขาเชื่อว่าตัวเองปกปิดเอาไว้อย่างดี
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินมีท่าทีเคลือบแคลงผู้อาวุโสชุดม่วงก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “สหายน้อยโปรดวางใจ ไม่ได้มีเรื่องอะไรใหญ่โต”
เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะหากไม่วางใจแล้วจะเป็นอย่างไร ที่นี่เขาซึ่งเป็นผู้อยู่ขั้นรวมพลังคนหนึ่งที่แท้จริงแล้วไม่มีความมั่นใจอะไรเลยผู้อาวุโสชุดม่วงไม่ต้องลั่นไกใช้กลใดๆ ก็ทำให้เขาเกรงมากแล้ว
“และแน่นอนมันก็ไม่ได้เป็นการใช้เปล่า ข้ามีค่าตอบแทนให้เจ้าอย่างเหมาะสมหรือหากว่าเจ้ามีความต้องการอะไร ก็สามารถเสนอมาได้”ผู้อาวุโสชุดม่วงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
เมื่อพูดถึงตรงนี้เย่เฉินก็ไม่อาจจะเก็บเอาไว้ได้ จึงพูดออกไปเพื่อไม่ให้เสียโอกาส
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆกระแอมขึ้นหนึ่งครั้ง ลูบปลายจมูก แล้วพูดขึ้นว่า “ข้าต้องการเงิน”
เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อเหล็กดำและเหล็กหล่อดำใครจะไปนึกว่าจะต้องมาหมดเนื้อหมดตัวเพื่อกระบองเหล็กนั่น และยังมีหนี้นอกอีกจำนวนสามแสนของเจ้าหมีสองอีกตอนนี้เขาได้กลายเป็นคนที่ขาดแคลนเงินอย่างมาก
โดยปกติแล้วเขาย่อมต้องไม่บอกไปว่าต้องการเงินเท่าไร
ประการที่หนึ่งอันที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการเท่าไร
ประการที่สองเขายกอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้อาวุโสชุดม่วง อย่างไรก็ตาม ข้าต้องการเงินเจ้าอยากจะให้มากก็ให้มาก อยากจะให้น้อยก็ให้น้อย แต่หากไม่ให้ข้าก็ไม่กล้าจะมีความคิดเห็นใดๆ
อีกด้านหนึ่งผู้อาวุโสชุดม่วงกำลังถือถ้วยน้ำชาเอาไว้ และจิบเบาๆเมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ได้พูดอะไร เขาก็มองไปทางเย่เฉินทันที “เอาแบบนี้หรือ?”
เย่เฉินหัวเราะเบาๆและพยักหน้า
ผู้อาวุโสชุดม่วงยิ้มขึ้นเล็กน้อยหยิบถุงเก็บของออกมาแล้วยื่นให้กับเย่เฉิน
“ขอบคุณผู้อาวุโส”เย่เฉินรีบรับเอาไว้ แต่กลับไม่ได้ตรวจสอบในทันที เพราะดูไปก็เปล่าประโยชน์ถ้าหากให้น้อยแล้วจะขอเพิ่มได้หรือ? เขาคิดเช่นนั้นและอีกอย่างก็คือเขาไม่ได้มีความกล้าอะไรมากมาย!
“เริ่มกันเลยเถอะ!”
“ได้ๆๆ”เมื่อได้ยินดังนั้น เย่เฉินก็รีบนำเหล็กดำและเหล็กหล่อดำใส่เข้าในถุงเก็บของ
ทางด้านผู้อาวุโสชุดม่วงได้ม้วนแขนเสื้อด้านซ้ายขึ้นเผยให้เห็นแขนของเขา
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ขมวดคิ้ว เป็นเพราะที่แขนของผู้อาวุโสชุดม่วงมีลักษณะเป็นสีดำหากมองใกล้ๆ อย่างละเอียด ก็จะเห็นเป็นอักขระยันต์ที่น่าแปลกปรากฏขึ้นที่ผิว
“นี่คืออะไรหรือ?” เย่เฉินเงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้อาวุโสชุดม่วง
“คาถานักเวทย์”
“คาถานักเวทย์?” เมื่อได้ยินคำนี้ เย่เฉินก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นคำที่เกี่ยวกับคาถานักเวทย์นี้ที่หอเก็บหนังสือของสำนักเจิ้งหยางเมื่อหลายปีก่อน
คาถานักเวทย์เป็นคาถาประทับตราที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งและมีเพียงเผ่านักเวทย์ในตำนานเท่านั้นที่จะสามารถทำขึ้นได้ เมื่อถูกโจมตีแล้วหากไม่สามารถควบคุมหรือเอาออกได้ทันเวลาก็จะถูกคาถานักเวทย์เข้าสู่ร่างกายกัดกินจนถึงแก่ความตาย
สำหรับตระกูลนักเวทย์นั้นมีต้นกำเนิดที่ยิ่งใหญ่มาก จัดว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่เก่าแก่และลึกลับ เผ่าปีศาจเผ่าเซียน เผ่าวิญญาณ เผ่าโบราณ เผ่ามาร เผ่าเทวะ เผ่ามังกร เผ่าอนารยชนถูกเรียกรวมกันว่า เผ่าโบราณทั้งเก้า แต่ละเผ่ามีความแข็งแกร่งเกินจะเปรียบจัดว่าสมกับการเป็นเก้าเผ่าโบราณที่ยิ่งใหญ่
เย่เฉินตกตะลึงไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าผู้ฝึกตนขั้นสูงที่มีความแข็งแกร่งมากอย่างผู้อาวุโสชุดม่วงจะถูกคาถาประทับตราของเผ่านักเวทย์เช่นนี้ด้วย
“ผู้อาวุโสอัคคีเที่ยงแท้ของข้าจะช่วยท่านยับยั้งคาถานักเวทย์นี้ได้หรือไม่?” เมื่อรู้ว่าคาถานักเวทย์มีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เย่เฉินก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ
“อัคคีเที่ยงแท้ที่ธรรมดาย่อมไม่ได้แน่นอนแต่อัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าอาจจะทำได้”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้สีหน้าของเย่เฉินก็หยุดนิ่งไป มองไปยังผู้อาวุโสชุดม่วงด้วยความประหลาดใจ“ผู้อาวุโส หรือท่านกำลังจะบอกว่าอัคคีเที่ยงแท้แบ่งออกเป็นอ่อนกับแข็งอย่างนั้นหรือ?”