จารึกที่ 362 : เงามืดใต้สุสานศิลา : เส้นใยวิญญาณเชื่อมร้อยหมื่นเจตจำนง
ความมืดมิดในดินแดนที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้งยังคงดำรงอยู่อย่างเงียบเชียบ ปราศจากแสงสว่างที่จะคอยชี้วัดความเปลี่ยนแปลงของห้วงเวลา รอบบริเวณเต็มไปด้วยเศษซากอุกกาบาตและเศษหินที่ล่องลอยเคว้งคว้างอย่างไร้จุดหมาย ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายอันไร้ระเบียบนั้น ป้อมปราการหมื่นอักขระได้เร้นกายอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ คลื่นความถี่จำลองที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากหุ่นศิลาทั้งร้อยตัว ทำหน้าที่เป็นม่านหมอกที่กลืนกินร่องรอยทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่น้ำหนักของเกาะลอยฟ้าที่ถูกบิดเบือนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ภายในห้องพักส่วนตัวของตำหนักประธาน แสงสลัวจากไข่มุกราตรีส่องกระทบใบหน้าอันหล่อเหลาที่ซีดเซียวของอาเจีย ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหยก อาภรณ์สีครามท่อนบนถูกถอดวางไว้ด้านข้าง เผยให้เห็นท่อนแขนขวาที่ถูกสลักเสลาด้วยเส้นสายอักขระสีเทาเงินยวง รอยปริแตกของกล้ามเนื้อที่เคยฉีกขาดบัดนี้ถูกร้อยรัดประสานเข้าด้วยกันจนสนิท ทว่ารอยแผลเป็นที่นูนขึ้นมากลับดูคล้ายรากไม้ที่ฝังลึกลงไปในชั้นกระดูก บ่งบอกถึงภาระอันหนักอึ้งที่ร่างกายซีกนี้ต้องแบกรับ
อาเจียผ่อนลมหายใจยาว เหงื่อชื้นเกาะพราวบนหน้าผาก ชายหนุ่มเพ่งสมาธิไปยังปลายนิ้วชี้ของมือขวา เขาลองเอื้อมมือไปสัมผัสกับขอบโต๊ะศิลาที่ตั้งอยู่ข้างเตียง
*แกรก... ร้าววว!*
เพียงแค่ผิวหนังของเขาสัมผัสแผ่วเบา โต๊ะศิลาที่ทนทานต่อปราณกระบี่ก็เกิดรอยปริแตกและทรุดตัวลงไปข้างหนึ่งทันที มวลธาตุอันหนาแน่นที่ไหลเวียนอยู่ในแขนข้างนี้ มีน้ำหนักและแรงกดทับที่ขัดแย้งกับสิ่งของในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง หากปราศจากการควบคุมที่ละเอียดอ่อน การกระทำธรรมดาย่อมกลายเป็นการทำลายล้างโดยไม่ได้ตั้งใจ
"หากข้ายังไม่อาจควบคุมการสัมผัสได้ ย่อมไม่อาจจับพู่กันเพื่อจารึกเส้นสายที่ประณีตได้เช่นกัน..." อาเจียพึมพำกับตนเอง ดวงตาอันลึกล้ำทอประกายแห่งการวิเคราะห์ เขาไม่ได้หงุดหงิดกับความผิดพลาด ทว่ามองมันเป็นเพียงโจทย์ปัญหาที่รอการแก้ไข
ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นมา โคจรหมึกปราณสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตา (零) ให้ควบแน่นที่ปลายนิ้ว จากนั้นเขาเริ่มตวัดวาดอักขระกลางอากาศ เป็นลวดลายที่ไม่ได้เน้นการโจมตีหรือป้องกัน ทว่าเน้นคุณสมบัติของการ 'ผลักไส' และ 'เว้นระยะ'
"ความว่างเปล่า ย่อมสร้างช่องว่างได้เสมอ..."
อาเจียกดอักขระที่เพิ่งวาดเสร็จ ประทับลงบนฝ่ามือขวาของตนเอง เส้นสายสีเทาเงินยวงซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวหนัง สร้างเป็นม่านพลังบางๆ ที่หนาเพียงเสี้ยวของเส้นผม ห่อหุ้มตั้งแต่ข้อมือจรดปลายนิ้ว มันทำหน้าที่คล้ายถุงมือที่มองไม่เห็น คอยกักเก็บน้ำหนักของมวลธาตุเอาไว้ภายใน และผลักไสวัตถุภายนอกออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดการสัมผัสโดยตรง
เขาเอื้อมมือขวาไปหยิบจอกชาศิลาที่เหลืออยู่อีกครั้ง คราวนี้ ปลายนิ้วของเขาไม่ได้แตะโดนผิวจอกชาจริงๆ ทว่าม่านอักขระทำหน้าที่บีบอัดอากาศธาตุให้กลายเป็นคีมจับที่นุ่มนวล จอกชาถูกยกขึ้นมาโดยไม่บุบสลาย อาเจียแย้มยิ้มบางเบา ก่อนจะกระดกดื่มน้ำชาที่เย็นชืดลงคอ
"ปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันถูกปัดเป่าไปแล้ว... ต่อไปคือเป้าหมายหลัก"
อาเจียลุกขึ้นยืน คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับอย่างทะมัดทะแมง เมื่อเขาก้าวเดินออกจากห้องพัก ตรงไปยังลานกว้างหน้าตำหนักประธาน สหายทั้งห้ากำลังยืนล้อมรอบกองแร่โลหะสีดำทมิฬที่เพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ศิลาจิตสีขาวขุ่นจำนวนหนึ่งถูกแยกวางไว้อีกด้านหนึ่ง สภาพของแต่ละคนเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและร่องรอยความเหน็ดเหนื่อย ทว่าแววตากลับสว่างไสวด้วยความหวัง
"อาเจีย! เจ้าออกมาพอดี!" เฟิงอี้หรานทักทายพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก "ขุดแร่ในสุสานนี้มันเหนื่อยยิ่งกว่าสู้กับยอดฝีมือเสียอีก พวกเราต้องระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง ต้องหลบเลี่ยงกระแสลมพายุที่พัดผ่าน และยังต้องคอยระวังเศษซากแปลกๆ ที่ซ่อนอยู่ในหินก้อนยักษ์พวกนี้ด้วย"
"แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่ามิใช่หรือ?" อาเจียเดินเข้ามาใกล้ สายตากวาดมองกองทรัพยากรอย่างประเมินค่า "ปริมาณโลหะตรงนี้ เพียงพอที่จะสร้างหุ่นศิลาได้อีกสามร้อยตัว และศิลาจิตเหล่านี้ก็บริสุทธิ์ยิ่งนัก... หลิงเอ๋อร์ เนตรดาราของเจ้าทำงานหนักเกินไปหรือไม่?"
ดรุณีน้อยในชุดสีฟ้าอ่อนส่ายศีรษะ รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้า "ข้าเริ่มคุ้นชินกับการมองทะลุความมืดมิดแล้ว ข้าสามารถแยกแยะความหนาแน่นของแร่ธาตุได้รวดเร็วขึ้น ทว่า... ยิ่งพวกเราดึงอุกกาบาตที่อยู่ลึกเข้าไปในแก่นสุสานมากเท่าใด ข้าก็ยิ่งมองเห็น 'โครงร่าง' ที่ผิดธรรมชาติซ่อนอยู่ข้างในนั้นมากขึ้นเท่านั้น"
"โครงร่างที่ผิดธรรมชาติ?" ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว "เจ้าหมายถึงสิ่งใด อสูรที่หลับใหลงั้นหรือ?"
"ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเจ้าค่ะ" เฟิงหลิงเอ๋อร์อธิบาย น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ "มันมีลักษณะคล้ายเศษซากของกำแพงเมือง... หรืออาจจะเป็นวิหารที่พังทลาย มันถูกหุ้มด้วยชั้นหินที่หนาแน่นจนกลายเป็นอุกกาบาตขนาดยักษ์ ข้าสัมผัสได้ถึงเส้นสายอักขระที่เก่าแก่ยิ่งกว่าของสวรรค์หลงเหลืออยู่จางๆ"
คำกล่าวของนางทำให้อาเจียและมู่เฉินหันมาสบตากัน ปรมาจารย์เฒ่าลูบเครายาวด้วยความครุ่นคิด "ยุคก่อนที่วิหารเทพอนันตกาลจะสถาปนาตนเองเป็นผู้กุมกฎ ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของเผ่าเซียนผู้สร้างสรรค์ หากมีเศษซากของอารยธรรมหลงเหลืออยู่ ย่อมเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่สวรรค์หวาดกลัวที่สุด"
อาเจียไม่ได้แสดงความตื่นเต้นออกนอกหน้า ชายหนุ่มตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา น้ำเสียงของเขาแฝงความรันทดที่ปรุงแต่งขึ้นอย่างแนบเนียน "วิหารเทพช่างโหดร้ายนัก... พวกเขาทำลายล้างผู้ที่มาก่อน กวาดต้อนความรู้ทั้งหมดไปเป็นของตนเอง และฝังกลบความรุ่งเรืองในอดีตให้กลายเป็นเพียงเศษฝุ่นในสุสานที่ไม่มีผู้ใดจดจำ... พวกเราผู้ถูกลบนาม ก็ต้องมาคอยคุ้ยเขี่ยเศษซากเหล่านี้ประดุจขอทานที่หิวโหย เพียงเพื่อหาเศษเหล็กมาปกป้องตนเอง"
ชายหนุ่มทอดถอนใจยาว แสร้งทำเป็นเจ็บปวดกับชะตากรรม ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้เด็ดขาดขึ้น "ทว่า... ในเมื่อสวรรค์บีบบังคับให้เราต้องเป็นผู้คุ้ยขยะ เราก็จะใช้ขยะเหล่านี้แหละ สร้างกองทัพที่พวกมันไม่อาจต้านทานได้! ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น นำโลหะเหล่านี้ส่งลงไปที่แท่นหล่อหลอมด้านล่าง อี้หราน พี่มู่หลาง พวกท่านพักผ่อนฟื้นฟูพลังเถิด การขุดแร่รอบต่อไปอาจจะตึงมือกว่าเดิม ข้าจะลงไปจัดการประกอบหุ่นศิลาและสร้างเส้นใยเชื่อมโยงคำสั่งให้สมบูรณ์"
อาเจียรับศิลาจิตสีขาวขุ่นทั้งหมดมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะใช้ความว่างเปล่าเป็นบันได ทะยานร่างลงไปสู่ลานกว้างของเตาหลอมดาราบรรพกาลที่อยู่เบื้องล่าง
ความร้อนที่หลงเหลือจากการบีบอัดมวลธาตุยังคงกรุ่นอยู่ หุ่นศิลาหนึ่งร้อยตัวแรกยืนนิ่งสงบเรียงรายเป็นแถวตอนลึก ดวงตาสีเทาเงินยวงของพวกมันหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อปราศจากคำสั่ง อาเจียก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกมัน ชายหนุ่มไม่ได้รีบร้อนเริ่มหล่อหลอมหุ่นตัวใหม่ ทว่าเขากำลังขบคิดถึงปัญหาที่ใหญ่กว่า
"ร้อยตัวสามารถเอาชนะความประมาทได้... ทว่าหากต้องรับมือกับทัพสวรรค์นับแสน หุ่นที่แยกกันโจมตีอิสระย่อมถูกบดขยี้ทีละตัว" อาเจียพึมพำ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังศิลาจิตที่ฝังอยู่กลางอกของหุ่นแต่ละตัว "ข้าต้องสร้างเส้นใยที่เชื่อมพวกมันเข้าด้วยกัน ให้พวกมันเป็นเสมือนแขนขาและอวัยวะของร่างกายเดียวกัน รับความเสียหายร่วมกัน และรวมพลังโจมตีได้ในจุดเดียว..."
การจะทำเช่นนั้นได้ในโลกเซียนดั้งเดิม ผู้ใช้มักจะใช้วิชาแบ่งแยกจิตวิญญาณ ควบคุมหุ่นเชิดด้วยเศษเสี้ยววิญญาณของตนเอง ทว่าวิธีกินพลังสมาธิอย่างมหาศาล และหากหุ่นถูกทำลาย วิญญาณของผู้ใช้ก็จะได้รับบาดเจ็บตามไปด้วย อาเจียปฏิเสธวิธีการที่เต็มไปด้วยจุดอ่อนเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง
"วิถีแห่งสูญตา คือการละทิ้งข้อผูกมัด..." อาเจียหยิบพู่กันนิรันดร์ออกมาจากความว่างเปล่า เขาชุบปลายพู่กันด้วยหมึกปราณสีเทาเงินยวง ผสมกับหยาดเลือดจากแผลที่แขนขวาเพื่อดึงเอาความหนาแน่นของรากฐานเดิมออกมาใช้ "ข้าจะไม่ใช้จิตวิญญาณของข้าไปผูกมัดพวกมัน ทว่าข้าจะใช้ 'ความถี่' เป็นตัวกลาง"
ชายหนุ่มเริ่มเดินไปตามแถวของหุ่นศิลา เขาไม่ได้วาดอักขระใหม่ทั้งหมด ทว่าเขาเพิ่มเส้นสายเล็กๆ เพียงหนึ่งเส้น ลงไปเชื่อมต่อกับศิลาจิตบรรพกาลที่หน้าอกของหุ่นแต่ละตัว เส้นสายนั้นคืออักขระ 'สะท้อนและส่งผ่าน'
"หุ่นตัวที่หนึ่ง... คือจุดเริ่มต้น" อาเจียจารึกอักขระเสร็จสิ้น เขาก้าวไปยังหุ่นตัวที่สอง "ตัวที่สอง... คือจุดรับช่วงต่อ"
การจารึกดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและประณีต อาเจียต้องคำนวณทิศทางการไหลเวียนของมวลธาตุภายในศิลาจิตแต่ละก้อน ให้สอดคล้องกันประดุจคลื่นน้ำที่ไม่ขัดแย้งกัน เมื่อเขาวาดอักขระลงบนหุ่นครบทั้งร้อยตัว เส้นสายเหล่านั้นก็เริ่มส่องแสงวาบวับเชื่อมโยงถึงกันในอากาศธาตุ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าในสัมผัสแห่งวิถีเต๋า มันคือเส้นใยสีเทาที่ร้อยรัดหุ่นทั้งร้อยตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียว
"ทดสอบการตอบสนอง"
อาเจียถอยออกมายืนห่างจากกองพันหุ่นศิลา ชายหนุ่มกำหมัดซ้าย แล้วชกออกไปในอากาศธาตุอย่างรุนแรง พลังหมัดที่แฝงปราณสูญตากระแทกเข้าใส่หน้าอกของหุ่นศิลาตัวหน้าสุดอย่างจัง!
*ตึงงง!*
เสียงปะทะดังสนั่น ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าอัศจรรย์ยิ่ง หุ่นศิลาตัวที่ถูกโจมตีไม่ได้ถอยหลังหรือเกิดรอยร้าวแม้แต่น้อย ทว่าในเสี้ยววินาทีที่แรงหมัดปะทะเข้ากับเกราะ แสงสีเทาที่อกของมันสว่างวาบ แรงกระแทกทั้งหมดถูกดูดซับและส่งผ่านไปตามเส้นใยที่มองไม่เห็น กระจายออกไปยังหุ่นศิลาอีกเก้าสิบเก้าตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที!
หุ่นทั้งร้อยตัวเกิดอาการสั่นสะเทือนเพียงแผ่วเบาประดุจสายลมพัดผ่าน แรงหมัดที่สามารถบดขยี้หินผา ถูกหารเฉลี่ยออกเป็นหนึ่งร้อยส่วน ทำให้ความเสียหายที่แต่ละตัวได้รับ แทบจะกลายเป็นศูนย์!
"การกระจายแรงรับผลสัมฤทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบ..." อาเจียแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ "ต่อไป... คือการรวมศูนย์พลัง!"
ชายหนุ่มหลับตาลง ไม่ได้ออกคำสั่งด้วยเสียง ทว่าใช้เจตจำนงส่งคลื่นความถี่ผ่านหมึกในร่างกายของเขา ไปยังศิลาจิตของหุ่นตัวหลังสุด
"ถ่ายเทกำลัง... จากเก้าสิบเก้าตัว สู่ตัวที่หนึ่ง!"
ดวงตาของหุ่นศิลาตัวหลังสุดสว่างจ้า มันส่งมวลธาตุและแรงผลักดันภายในตัวมันไปข้างหน้า หุ่นตัวที่สองรับมาแล้วส่งต่อ... พลังงานถูกส่งทอดและทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ประดุจคลื่นยักษ์ที่ก่อตัวจากก้นมหาสมุทร พุ่งตรงเข้าสู่หุ่นศิลาตัวหน้าสุด!
*ครืนนนน!*
หุ่นศิลาตัวหน้าสุดยกแขนขวาขึ้น บรรยากาศรอบตัวมันบิดเบี้ยวจากการกักเก็บพลังงานทางกายภาพที่มหาศาลเทียบเท่ากับกำลังของยอดฝีมือหนึ่งร้อยคนรวมกัน! มันชกหมัดออกไปเบื้องหน้า ไม่ได้เล็งเป้าหมายใด ทว่าคลื่นกระแทกที่พุ่งออกมาจากการชก กลับบีบอัดอากาศธาตุจนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น มิติเบื้องหน้าปริแตกเป็นรอยร้าวสีดำยาวกว่าสิบจั้ง!
หากหมัดนี้ปะทะเข้ากับร่างของยอดเซียน ขอบเขตเซียนมนุษย์คงถูกบดขยี้เป็นเนื้อบดในพริบตา!
"ยอดเยี่ยม... นี่สิถึงจะเรียกว่ากองทัพที่แท้จริง" อาเจียลดมือลง หอบหายใจเล็กน้อยจากการใช้สมาธิอย่างหนัก การเชื่อมโยงสำเร็จแล้ว บัดนี้เขาครอบครองอาวุธที่สามารถใช้รับมือกับขุนพลของสวรรค์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ทว่า ในขณะที่อาเจียกำลังเพลิดเพลินกับผลงานของตนเอง เสียงตะโกนของเฟิงหลิงเอ๋อร์ก็ดังลั่นลงมาจากยอดหอคัมภีร์ ทำลายความเงียบงันทั้งหมด
"อาเจีย! ขึ้นมาดูนี่เร็วเข้า! โลหะก้อนยักษ์ที่ชิงเสวี่ยเพิ่งดึงเข้ามา... มันมีบางอย่างผิดปกติ!"
อาเจียขมวดคิ้ว ชายหนุ่มตวัดพู่กันสร้างมิติว่างเปล่า ทะยานร่างกลับขึ้นไปบนลานหน้าตำหนักประธานในพริบตา
สหายทั้งห้ากำลังยืนล้อมรอบก้อนอุกกาบาตขนาดยักษ์ที่สูงกว่าห้าจั้ง ผิวของมันถูกหุ้มด้วยชั้นหินสีดำสนิทที่ดูแสนธรรมดา ทว่าบริเวณที่ฉินมู่หลางใช้กระบี่ฟันเพื่อตัดมันออกจากโครงสร้างหลัก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
มันไม่ใช่แร่โลหะดาวตกที่แวววาว และไม่ใช่ศิลาจิตที่ขาวขุ่น ทว่ามันคือ 'ผนังศิลา' ที่ถูกสลักลวดลายภาพวาดโบราณ ภาพนั้นเลือนรางและแตกหักไปมาก ทว่ายังพอมองออกว่าเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีปีกนับสิบคู่ กำลังชูคบเพลิงขึ้นสู่ฟากฟ้าที่แตกสลาย และที่สำคัญที่สุด... บริเวณมุมของภาพวาด มีรอยขีดเขียนที่คล้ายกับ 'อักขระ' หลงเหลืออยู่
อาเจียเบิกตากว้าง หัวใจของเขาเต้นรัว ชายหนุ่มก้าวพรวดเข้าไปใกล้ผนังศิลานั้น มือขวาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นระริก การสั่นพ้องของหมึกดั้งเดิมในกระดูกของเขากำลังตอบสนองต่ออักขระบนผนังนั้นอย่างรุนแรง!
"นี่มัน... ไม่ใช่แค่เศษหิน..." อาเจียเอ่ยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทว่าแฝงความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบัง "นี่คือส่วนหนึ่งของ 'หอสมุด' หรือวิหารของเผ่าเซียนผู้สร้างสรรค์... สวรรค์ทำลายพวกเขาทิ้ง ทว่าไม่สามารถลบเลือนร่องรอยได้หมดจด สิ่งที่ฝังอยู่ในก้อนหินพวกนี้ คือประวัติศาสตร์ที่วิหารเทพอนันตกาลหวาดกลัวที่สุด!"
"ถ้าเช่นนั้น ในอุกกาบาตก้อนอื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไปในแก่นสุสาน ก็อาจจะมีชิ้นส่วนของความรู้พวกนี้ซ่อนอยู่อีกงั้นหรือ?" เย่ปิงอวิ๋นเอามือปิดปากด้วยความตกตะลึง
"ใช่แล้ว..." อาเจียหันกลับมามองสหายทุกคน ดวงตาอันลึกล้ำทอประกายความบ้าคลั่งแห่งการแสวงหาความจริง "เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขุดแร่เพื่อสร้างหุ่นอีกต่อไป... ทว่าเราจะ 'ขุดค้น' อดีตทั้งหมดที่ถูกฝังไว้! ความรู้เหล่านี้แหละ คืออาวุธที่แท้จริงที่จะใช้ฉีกหน้ากากของสวรรค์ผู้จอมปลอม!"