ทางด้านผู้นำเผ่าสงครามยี่หาญเจี่ย เขาส่ายหัวขึ้นมาน้อยๆ ไม่เข้าใจความคิดของเด็กหนุ่ม ในกรอบสายตาของเขา เท่าใดนักในยามนี้ ‘เหตุใดอี้เฉิน ต้องไปวิหารเยือกแข็ง ที่อยู่ของราชินีน้ำแข็ง เสวี่ยชิงหนานด้วย’ ก่อนเขาจะกล่าวพูดพึมพำออกมาน้อยๆ “เจ้าคงจะไม่ก่อเรื่อง ขึ้นมาอีกกระมังอี้เฉิน” ครั้นเห็นเด็กหนุ่มรีบร้อนที่จะสืบฝีเท้า ไปดินแดนทางเหนือสุด
ยิ่งพวกเขาสืบฝีเท้า เดินทางข้ามผ่านนครใหญ่ ไปหลายสิบแห่ง เข้าไปยังใจกลางเขตทางเหนือสุด ความเหน็บหนาวยิ่งทบทวี จนอายหนาวเย็น เริ่มส่งผลต่อกายา ของพวกเขา จนต้องเอาเสื้อคลุมกันหนาวขึ้นมาสวมใส่
การเดินทางของอี้เฉิน เขาไม่มีหยุดพักแม้แต่น้อย ใช้เวลาไปร่วมวันเศษ ก่อนพวกเขา จะมาอยู่หน้าเมืองหลวง ทวีปเหมันต์ตงเหล่ยที่เป็นเขตใจกลาง ทางเหนือสุดของดินแดน ติดกับเขตป่าพฤกษาชาติ ที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ทว่าอี้เฉินกลับประหลาดใจไม่น้อย แม้ดินแดนแห่งนี้จะเหน็บหนาว ทว่าภายใน เขตป่าพฤกษาชาติกลับส่องสว่าง ขึ้นมาพร่างพราว ราวกับแสงเหนือออโรร่า ประหนึ่งว่ามีเปลวเพลิงที่ลุกท่วม อาบย้อมไปทั่วผืนป่า
ผู้นำเผ่าสงคราม นี่หาญเจี่ย กล่าวพูดขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นอี้เฉินจ้องมอง ไปที่ไกลสุดลูกหูลูกตา อย่างไม่วางตา “ผู้คนที่พึ่งเคยมายังเขตทางเหนือสุด ล้วนต้องจับจ้อง ไปยัง เขตป่าพฤกษาชาติ ซึ่งมันไม่แปลกตาสำหรับที่นี่ ..อี้เฉิน เจ้าบอกธุระที่มายังสถานที่แห่งนี้ ได้แล้วกระมังจะได้ไม่เสียเวลาข้า”
ระหว่างที่รอ เข้าไปภายในเมืองหลวง อี้เฉินเอ่ยเสียงเนิบช้า กล่าวตอบออกมาอย่างไม่มีปิดบัง “ข้ามาหาสตรีนางหนึ่ง นามว่าหลินเฟย”
“หืม! หลินเฟย ที่เจ้าว่าไม่ใช่บุตรสาวบุญธรรมของ ราชินีน้ำแข็งเสวี่ยชิงหนาน เช่นนั้นหรืออี้เฉิน”
อี้เฉินพยักหน้ารับคำ ทว่าผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย หน้าบูดบึ้งไม่น้อย พอจะรับรู้ว่า วิหารเยือกแข็ง ไม่ต้อนรับคนนอกมาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ จักรพรรดิในอดีตยังเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว แล้วอี้เฉินจะเข้าไปได้อย่างไรเล่า
ทว่าจู่ๆ สายตาของทหารผู้หนึ่ง ที่เป็นหัวหน้าคุมทางเข้า จะปรายตามองมา ที่กลุ่มของอี้เฉิน อยู่หลายครั้งหลายครา ราวกับไม่แน่ใจ ก่อนทหารจวนอ๋องอู่ จะเดินสืบฝีเท้าเข้ามาทักทาย ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย “ขออภัย ท่านใช่ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ยหรือไม่ ข้าเคยติดตาม อ๋องอู่ไปอยู่หลายครา จึงพอจะคลับคล้ายคลับคลา ใบหน้าท่านอยู่ไม่น้อย”
ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย พยักหน้า ไม่คิดว่าจะพบเจอ คนจวนอ๋องอู่ที่นี่ “อ๋องอู่ เป็นอย่างไรบ้างเขาสบายดีใช่หรือไม่?”
ทหารจวนอ๋องอู่ รีบกล่าวตอบประสานมือคำนับอย่างไว “ท่านอ๋องสบายดีขอรับ ไม่ทราบว่า ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย มีที่พักหรือยัง ดูท่าท่านจะเร่งเดินทางมาไม่น้อย ถึงกับพาผู้ติดตาม มาแค่หยิบมือ” แม้แต่คนอื่นๆ ที่รับรู้ว่า คนใหญ่คนโตมายืนต่อแถว ต่างก็พากันถอยห่าง จากพวกอี้เฉินในทันใด
ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย เขาหัวเราะออกมาก้อง “ฮ่าๆ เจ้าช่างพูดถูก ใจข้าไม่น้อย เช่นนั้นข้ารบกวนเจ้าด้วยแล้วกัน”
อี้เฉิน กล่าวแค่นเสียง ชิ! เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมาทันใด ไม่ค่อยพอใจ คำพูดที่ทหารจวนอ๋องอู่ กล่าวพูดเท่าใดนัก “ใครกันเป็นผู้ติดตามของเจ้ากัน” แม้น้ำเสียงอี้เฉินจะกล่าวไม่ดังมากนัก ทว่ามันก็ทำให้ห่างคิ้ว ผู้คนที่ได้ยิน ต่างก็กระตุกกันขึ้นมาถี่ยิบ ส่งให้บริเวณโดยรอบ ตึงเครียดขึ้นมาทันใด
“เจ้า! เจ้า!”ฝ่ามือพวกเขา ยกชี้หน้าอี้เฉินพร้อมสายตาเอาเรื่อง
ก่อนผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย เขาโบกฝ่ามือห้ามปรามทหารจวนอ๋องอู่ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้า เมื่อเห็นใบหน้าอี้เฉิน บูดเบี้ยวจนไม่น่ามอง ก่อนพวกเขา จะเดินสืบฝีเท้า เข้าไปภายในเมืองหลวง แวะเข้าพัก ภายในจวนอ๋องอู่
ครั้นเมื่อพวกเขาแยก ไปพักที่ใครที่มัน ผู้นำเผ่าสงคราม ยี่หาญเจี่ย บอกกล่าวอี้เฉินออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับเป็นการกล่าวเตือน “หากไม่จำเป็น เจ้าอย่าได้เผย ฐานะตนเองดีกว่าอี้เฉิน ..ส่วนเรื่องเจ้าจะติดต่อสตรีนางนั้นอย่างไร สุดแท้แล้วแต่ปัญญาของเจ้าแล้วกัน”
อี้เฉินพยักหน้า ทว่าสายตามีความดึงดัน ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย ก่อนสืบฝีเท้าไปยังเขตวิหารเยือกแข็ง ทว่ามีกลุ่มเหล่าผู้อาวุโส หน้าวิหารเยือกแข็ง คุ้มกันทางเข้าไว้อย่างแน่นหนา ราวกับว่าไม่อยากให้ผู้ใดเข้าไป แม้ผู้คนรอบๆ จะเดินกันขวักไขว่ ทว่าก็ไม่มีผู้ใด กล้ากล้ำกราย เฉียดกาย เข้าไปใกล้บริเวณทางเข้า วิหารเยือกแข็งแม้แต่น้อย ทำให้อี้เฉินถอนหายใจออกมายาว
“ข้ามาถึงนี่แล้ว จะให้ข้ายอมแพ้ได้อย่างไร” ครั้นอี้เฉินกล่าวพูดพึมพำขึ้นมา เขาย่างก้าวสามขุม ไปยังทิศทางวิหารเยือกแข็งในทันใด ทำให้หมู่ชน ที่เดินกันขวักไขว่ หันปรายตา ไปมองอี้เฉินด้วยสายตาคมกล้า เป็นตาเดียว “ไอ้บ้านั้นมันคิดจะทำอะไรกันแน่ คิดจะลองดี กับคนของวิหารเยือกแข็ง เกรงว่ามีกี่ชีวิตก็คงไม่พอ”
ผู้อาวุโสชราขั้นเซียนสวรรค์ ผู้ทำหน้าที่คุ้มกันปรายตาไปมองอี้เฉิน ด้วยสายตาลึกล้ำ เมื่อได้ยินน้ำเสียงอี้เฉิน ส่งตรงเข้ามาภายในโสตประสาท พวกเขา “ข้ามาหาหลินเฟย โปรดพวกท่าน ส่งคำพูดของข้า ไปถึงนางได้หรือไม่? ..ข้าจะอยู่ภายในจวนอ๋องอู่ อีกสักระยะหนึ่งก่อนที่จะจากไป”
“หืม!! เจ้าช่างใจกล้าห่อฟ้านัก ข้าไม่รู้หรอกว่า เจ้าเป็นใครถอยไปเสีย” ครั้นเหล่าผู้อาวุโสชรา ขั้นเซียนสวรรค์ ผู้ทำหน้าที่คุ้มกัน เห็นอี้เฉินไม่ยอมหยุดฝีเท้า แม้แต่ก้าวเดียว เขาส่งแรงกดดัน บีบคั้นของขั้นพลัง เซียนสวรรค์ พุ่งปราด ตรงเข้ากดข่ม อี้เฉิน ส่งให้ริมฝีปาก อี้เฉินกระอักเลือดขึ้นมาทันใด ทว่าสีหน้าแววตา ผู้อาวุโสหลายคน ต่างก็พากันประหลาดใจไม่น้อย
ครั้นเห็นอี้เฉินไม่ได้ สำแดงการป้องกันใด ใดออกมาแม้แต่น้อย ทว่าอี้เฉินกลับแค่ริมฝีปาก กระอักเลือดออกมาเท่านั้น ผู้อาวุโสผู้ทำหน้าที่คุ้มกันคนอื่นๆ ต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง “หืม!! เป็นไปได้อย่างไร ข้ากะให้เขาเข่าข้างหนึ่ง ทรุดลงกับพื้นเบื้องล่าง ไม่คิดเขาจะยืนหยัดอยู่ได้”
ฉับพลันผู้อาวุโสรอบด้าน ต่างก็ขับเคลื่อนปราณพลังของตนเอง เข้ากดดันร่างอี้เฉิน ทำให้ผู้คน ที่สัญจรผ่านไปผ่านมา ต่างก็ขาสั่นเทา กายาเย็นเยือกหนาวสั่น ด้วยความหวาดกลัว จวนจะยืนกับพื้นไม่ไหวอีกต่อไป
อี้เฉินเขากัดกรามแน่น ส่งเสียงชิ! เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมาน้อยๆ ก่อนจะถอยฝีเท้า กลับไปอย่างช่วยไม่ได้ แม้ในใจลึกๆ เขาอยากจะ ทะลวงเข้าไปภายในวิหารเยือกแข็ง จวนใจจะขาดอยู่แล้ว
ผู้อาวุโสชราท่านหนึ่งไต่ถามทันใด ที่เห็นอี้เฉินก้าวฝีเท้าจากไป “พวกเจ้าคุ้นหน้า ไอ้เด็กเวรนั้นบางไหม ทว่าเหตุใดข้ารู้สึกว่า ความเดือดดาลของมันไม่ลดลงเลยเล่า ราวกับมันไม่หวาดกลัว พวกเราแม้แต่น้อย”
ผู้อาวุโสอีกท่านส่ายหัว ทว่าใบหน้า เขายังดูหนุ่มแน่น กว่าคนภายในกลุ่มไม่น้อย บ่งบอกว่า เขาเป็นผู้อาวุโสรุ่นใหม่ที่พึ่งเลื่อนขั้นพลังเซียนสวรรค์ได้ไม่นาน “มันบอกว่าจะรอที่จวนอ๋องอู่ เกรงว่าคงจะเป็นเหล่าพวกลูกคุณหนูคุณชาย พ่อแม่ตามใจกระมังผู้อาวุโสจิน ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ก็แค่เด็กอวดดีเท่านั้น ริอ่านคิดจะมาเชยชม เหล่าไข่มุกเม็ดงาม วิหารเยือกแข็งเราสิไม่ว่า”
ผู้อาวุโสหลายๆ คนได้ยิน ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ยิ่งช่วงนี้ยิ่งชอบมีพวกกลุ่มคนลองดี อยากจะเข้ามาเกี้ยวพาราสี เหล่าไข่มุกเม็ดงาม ภายในวิหารเยือกแข็งอยู่บ่อยครั้ง
ด้านอี้เฉินเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนมุมปากออก ก่อนจะเดินสืบฝีเท้ากลับจวนอ๋องอู่ เขาไม่คิดว่าการ จะพบเจอหลินเฟยสักครา จะเป็นเรื่องที่ยากเย็นถึงเพียงนี้ เกรงว่าวิหารเยือกแข็ง อาจจะมีมรดกสืบทอดบางอย่าง ที่หลับใหลอยู่เป็นแน่
ก่อนอี้เฉินจะผ่อนลมหายใจออกมาน้อยๆ ราวกับคนที่จนหนทาง ทว่าภาพภายในเมืองหลวงที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แม้แต่เด็กวิ่งเล่น ไปตามตอกซอกซอย มันก็ทำให้อี้เฉิน ผ่อนลมหายใจขึ้นมาได้บ้าง เมื่อมานั่งร้านอาหาร ข้างทางเชยชม บรรยากาศรอบๆ บ่าที่หนักอึ้งของอี้เฉิน มันก็ราวกับผ่อนคลาย ลงไปช้าๆ ครั้นนึกถึงเรื่องสงคราม ที่เกิดขึ้นมาในยามก่อน