ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 169 ผมไม่ใช่เพลย์บอย

    ลั่วหยางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารตั้งแต่เนิ่นๆ สัญชาตญาณตอบสนองของเขาจึงทำงานรวดเร็วดุจสายฟ้า ร่างสูงเอี้ยวหลบไปทางขวาฉับพลัน เสี้ยววินาทีนั้น จานเซรามิกใบเล็กก็พุ่งแหวกอากาศเฉียดไหล่ซ้ายไปเส้นยาแดงผ่าแปด

    มือมืดที่ปาจานใส่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉ่าเจียนซื่อจี ตอนนี้เธอกับซุนซ่างเซียงนั่งประจันหน้าอยู่ในห้องน้ำชา สายตาของหญิงสาวยากูซ่าจ้องเขม็งมาทางเขาขุ่นขวางราวกับแม่เสือพร้อมตะปบเหยื่อ

    จานเซรามิกพุ่งไปกระแทกผนังด้านหลังจนแตกกระจายเสียงดังเพล้ง ลั่วหยางไม่ได้ปรายตาหันไปมอง เขาเดินล้วงกระเป๋าตรงเข้าประตูห้องน้ำชาพลางเลิกคิ้วถามหน้าตาย "คุณหนูซื่อจี เล่นบ้าอะไรของคุณเนี่ย"

    เฉ่าเจียนซื่อจีแค่นเสียงเย็นเยียบ "นายมัวแต่คุยสายกับใคร ทำไมนานขนาดนี้"

    "คุยกับแฟน" ลั่วหยางตอบตามตรง

    สิ้นคำตอบ เฉ่าเจียนซื่อจีก็ตวัดข้อมือฉับพลัน จานใบเล็กอีกใบพุ่งทะยานแหวกอากาศพุ่งเป้าเข้าใส่หน้าลั่วหยางอย่างโหดเหี้ยม

    ระยะห่างแคบลงบวกกับความเร็วที่เพิ่มเป็นเท่าตัว ทว่าลั่วหยางเตรียมรับมือไว้อยู่แล้ว เขายื่นมือออกไปคว้าหมับกลางอากาศ หยุดจานเซรามิกที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงไว้ในกำมือได้อย่างแม่นยำ

    เฉ่าเจียนซื่อจีลอบตื่นตะลึงในใจ เอ่ยปากถามเสียงแข็ง "ความเร็วมือระดับนี้... แกไปฝึกมาจากไหน"

    เจอคำถามนี้เข้าไป ลั่วหยางถึงกับใบ้กิน ตอบไม่ถูกไปชั่วขณะ

    "ลั่วหยางซัง เชิญนั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวฉันชงชาให้นะคะ" ซุนซ่างเซียงรีบแทรกขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด เธอประคองกาน้ำชาเหล็กหล่อขึ้นมารินอย่างนุ่มนวล

    "ขอบคุณครับ" ลั่วหยางพยักหน้ารับตามมารยาท ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามสองสาว

    เฉ่าเจียนซื่อจีจิกกัดด้วยความหมั่นไส้ "ซ่างเซียง หมอนี่มันผู้ชายหลายใจสันดานเสียชัดๆ ทำไมเธอถึงยังต้องไปทำดีกับมันอีก ถ้าเป็นฉันนะ ฉันจะเอาดาบฟัน..." พูดไม่ทันจบ เธอก็ชักดาบสั้นที่เหน็บเอวออกมาจริงๆ พอคมดาบโผล่พ้นฝักครึ่งหนึ่งก็ชะงัก แล้วกัดฟันขู่ฟ่อ "...ฉันจะสับกระเจี๊ยบน้อยของมันให้ขาดกระจุยเลยคอยดู"

    ลั่วหยาง "..."

    ยัยบ้านี่คงไม่รู้จักของดีอย่างแตงกวาสินะ ถึงได้เอากระเจี๊ยบเหี่ยวๆ มาเปรียบเทียบหน้าตาเฉย แต่ไม่ว่าจะเป็นกระเจี๊ยบหรือแตงกวา สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือยัยผู้หญิงคนนี้มีพฤติกรรมรุนแรงขั้นวิกฤต ทางที่ดีวันหลังเขาควรจะรักษาระยะห่างจากเธอไว้บ้างน่าจะปลอดภัยกว่า

    ซุนซ่างเซียงประคองถ้วยชาอุ่นๆ ด้วยสองมือ นำมาวางตรงหน้าชายหนุ่ม ร่างบอบบางโน้มตัวลงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสุภาพเรียบร้อย "ลั่วหยางซัง เชิญดื่มชาค่ะ"

    ลั่วหยางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย "ขอบคุณครับ"

    เฉ่าเจียนซื่อจีพ่นลมหายใจออกจมูกเฮือกใหญ่ สีหน้าบ่งบอกถึงความขัดใจที่เพื่อนรักหลงผู้ชายจนหน้ามืดตามัว "ซ่างเซียง เธอนี่มันอาการหนักเกินเยียวยาแล้วจริงๆ"

    ซุนซ่างเซียงแย้มยิ้มบาง "ลั่วหยางซังยังไม่เคยเอาเท้ามาก้าวขึ้นเรือของฉันเลยนะคะ แล้วจะไปหาว่าเขาเหยียบเรือสองแคมได้ยังไง"

    ลั่วหยางลอบซาบซึ้งใจที่หญิงสาวช่วยพูดแก้ต่างให้ แต่มุกอ่อยเบอร์แรงขนาดนี้เขาเองก็ไม่กล้ารับมุกเหมือนกัน

    เฉ่าเจียนซื่อจีตวัดสายตาขวางขุ่นใส่เขา ก่อนจะแค่นเสียงแข็ง "ผู้ชายตาถั่วแบบนี้ไงล่ะ ถึงยิ่งไม่สมควรให้เธอไปเสียเวลาทำดีด้วย"

    ซุนซ่างเซียงตีแขนเพื่อนรักเบาๆ แฝงแววปราม "ซื่อจี อย่าหยาบคายสิคะ"

    "พอรู้ว่าไอ้หมอนี่มีแฟนอยู่แล้ว ฉันก็คันไม้คันมืออยากจะสับมันให้เละจริงๆ" เฉ่าเจียนซื่อจีกระแทกเสียง

    ลั่วหยางกระแอมแก้เก้อ รีบหาทางเปลี่ยนประเด็นเอาตัวรอด "เอ่อ ที่บอกว่าจะให้ดูแฟ้มประวัติของผู้พันเพซี่คนนั้นล่ะครับ อยู่ไหนเหรอ"

    ความจริงเขารู้อยู่เต็มอกว่าซองเอกสารวางแหมะอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ที่แกล้งทำเป็นถามก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้พ้นตัวเท่านั้น การที่ถูกสาวรอยสักจ้องเล่นงานแกล้งกัดไม่ปล่อยแบบนี้ เขาไม่ได้รู้สึกถือสาหาความอะไร เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่อยากออกโรงปกป้องเพื่อนสนิทก็เท่านั้น อีกอย่างเรื่องเมื่อคืนเขาก็ยังติดหนี้บุญคุณก้อนโตเธออยู่ ท่ามกลางสถานการณ์เฉียดตาย ผู้หญิงตัวคนเดียวกลับกล้าถือปืนบุกฝ่าดงกระสุนเข้าไปช่วยเขาอย่างไม่คิดชีวิต ด้วยเหตุผลแค่นี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางโกรธเฉ่าเจียนซื่อจีลงแน่นอน

    แต่ใครจะไปคิดว่าเฉ่าเจียนซื่อจีจะสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงยั่วกวนประสาท "ทับอยู่ใต้ก้นฉันนี่ไง ถ้าแน่จริงก็เอามือมาล้วงไปสิ"

    ลั่วหยาง "..."

    "ซื่อจี ถ้าเธอยังเล่นไม่เลิก ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ" ซุนซ่างเซียงเม้มปากทำหน้างอน

    เจอไม้นี้เข้าไป บอดี้การ์ดสาวถึงกับต้องยอมล่าถอย เธอหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาแล้วโยนแหมะลงตรงหน้าลั่วหยางอย่างไม่แยแส

    ลั่วหยางหยิบซองมา ดึงกระดาษข้อมูลข้างในออกมากวาดสายตาอ่าน พลางเอ่ยเข้าเรื่อง "ที่เมื่อกี้ผมปลีกตัวไปคุยสายนาน ก็เพราะไอ้หลัวเจวี๋ยซิงมันโทรมาหาผมอีกรอบ"

    "มันว่าไงบ้าง" ความสนใจของเฉ่าเจียนซื่อจีพุ่งเป้าไปที่เรื่องงานทันที

    ลั่วหยางสรุปใจความสำคัญจากสายของหลัวเจวี๋ยซิงให้ฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอูซวี เขาปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมให้หลุดลอดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

    เฉ่าเจียนซื่อจีขมวดคิ้วมุ่น "ไอ้หมอนี่ระวังตัวแจเลยแฮะ แต่มันก็มั่นหน้าเกินไปหน่อยมั้ง ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายตามล่าหมายหัวนายแท้ๆ แต่กลับมาวางกับดักหลอกให้นายเดินไปรนหาที่ตายซะเองเนี่ยนะ"

    "นั่นก็เพราะมันรู้ซึ้งแล้วไงคะว่าลั่วหยางซังแข็งแกร่งแค่ไหน" ซุนซ่างเซียงวิเคราะห์ "การบุกมาถึงถิ่นเรามีความเสี่ยงสูงเกินไป ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย มันคงไม่กล้าผลีผลาม เลยต้องงัดสารพัดแผนมาล่อให้ลั่วหยางซังออกไปติดกับ" เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้า "ในเมื่อสถานการณ์บีบมาแบบนี้ ฉันก็นึกวิธีเด็ดๆ ออกวิธีหนึ่งแล้วค่ะ"

    ลั่วหยางเลิกคิ้วด้วยความสนใจ "วิธีอะไรเหรอครับ"

    ซุนซ่างเซียงคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ "แผนนี้ลั่วหยางซังต้องยอมร่วมมือกับฉันสักหน่อยนะคะ"

    "ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว คุณลองว่ามาสิครับ ให้ผมทำยังไง"

    ซุนซ่างเซียงขยับตัวเข้ามาใกล้ "เราควรเป็นฝ่ายเปิดเกมรุก ล่อเสือออกจากถ้ำค่ะ เอาแบบนี้... เราสองคนควงกันไปเดินช็อปปิ้งที่ชินไซบาชิ ทำทีเป็นแวะดูหนัง จากนั้นก็แอบวางกำลังคนของเราดักซุ่มไว้ให้ทั่วโรงหนัง พอไอ้หลัวเจวี๋ยซิงโผล่หัวมาเมื่อไหร่ พวกเราก็รวบตัวมันทันที"

    ลั่วหยางฟังแล้วรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ แผนนี้มันดูทะแม่งชอบกล "ในโรงหนังคนพลุกพล่านจะตาย ขืนลงมือปะทะกันในนั้นมันจะไม่วุ่นวายเหรอครับ"

    ซุนซ่างเซียงยิ้มกริ่ม "เรื่องนี้คงต้องฝากซื่อจีช่วยจัดการแล้วล่ะค่ะ ขอแค่เธอออกโรงเคลียร์พื้นที่นิดหน่อย คนทั้งโรงหนังก็จะถูกสับเปลี่ยนเป็นคนของเราทั้งหมด"

    ลั่วหยางอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชื่นชมความฉลาดแกมโกงนี้ "คุณหนูซุนนี่ร้ายไม่เบา แผนล่อเสือออกจากถ้ำนี้แยบยลมากครับ" เขาปรายตามองสาวรอยสักแวบหนึ่ง "คุณหนูซื่อจี ว่าไงครับ แผนนี้ผ่านไหม"

    "แผนน่ะเข้าท่าอยู่หรอก แต่ทำไมฉันต้องออกแรงช่วยคนอย่างนายด้วย" เฉ่าเจียนซื่อจีกอดอกเชิดหน้า

    ลั่วหยางกระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ต่อล้อต่อเถียง ก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูลในมือต่อ เขารู้นิสัยยัยนี่ดี ต่อให้ทำเป็นเล่นตัวขัดคอไปอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ต้องยอมลงเรือลำเดียวกันอยู่ดี ปากแข็งไปงั้นแหละ

    "หืม ผู้พันเพซี่คนนี้ดูยังไงก็ผู้ชายทั้งแท่ง ทำไมตรงช่องเพศถึงระบุว่าเป็นเพศหญิงล่ะครับ" ลั่วหยางสะดุดตากับจุดผิดสังเกตในประวัติ

    "หมอนั่นมันเป็นพวกกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกว่า LGBT ไง" เฉ่าเจียนซื่อจีตอบเนือยๆ "นายลองพลิกไปดูรูปหน้าหลังสิ เดี๋ยวก็บรรลุเอง"

    ลั่วหยางพลิกกระดาษไปดูด้านหลังทันที รูปถ่ายครึ่งตัวของผู้พันเพซี่ปะทะเข้าเต็มสองตา ชายผิวขาวร่างยักษ์กล้ามปูสุดล่ำบึ้ก แต่ดันสวมชุดเครื่องแบบทหารหญิงรัดติ้ว ริมฝีปากหนาเตอะทาลิปสติกสีสด แถมยังเจาะหูใส่ตุ้มหูระย้า สภาพขัดหูขัดตาชวนขนลุกพิลึก

    "สภาพนี้เนี่ยนะได้เป็นถึงผู้พัน" ลั่วหยางขมวดคิ้ว แทบไม่อยากเชื่อสายตา

    "แค่นี้ทำเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปได้" เฉ่าเจียนซื่อจีแค่นหัวเราะ "ระดับผู้บัญชาการทหารของเหม่ยลี่กั๋ว หรือแม้แต่โฆษกทำเนียบขาว ต่างก็เป็นพวก LGBT กันทั้งนั้นแหละ เผลอๆ วันดีคืนดีอาจจะมีประธานาธิบดีสายรุ้งโผล่มาให้เห็นก็เป็นได้ ใครจะรู้"

    ลั่วหยางส่ายหัวถอนหายใจ อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองเบาๆ "นี่มันยุคปีศาจออกอาละวาดชัดๆ"

    เมื่อปีศาจร่ายรำผิดเพี้ยน ฟ้าดินย่อมต้องลงทัณฑ์กวาดล้าง ทว่าประโยคสัจธรรมพวกนี้ ขืนหลุดปากพูดต่อหน้าสองสาวชาวฝูซังคงไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ เขาจึงเลือกที่จะกลืนมันลงคอไป

    "สรุปว่าไงซื่อจี แผนล่อเป้าที่ฉันเสนอไปเมื่อกี้พอจะเข้าเค้าไหม" ซุนซ่างเซียงวกกลับมาถามย้ำ

    เฉ่าเจียนซื่อจีหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างรู้ทัน ก่อนจะพูดแทงใจดำ "นี่เธอคงไม่ได้ฉวยโอกาสใช้แผนนี้เป็นข้ออ้างเพื่อควงไอ้หมอนี่ไปเดตหรอกใช่ไหม"

    "ซื่อจี" ซุนซ่างเซียงแก้มแดงปลั่ง ลุกลี้ลุกลนกลบเกลื่อน "ถ้าเธอยังพูดจาเหลวไหลแบบนี้ ฉันจะไม่คุยด้วยแล้วนะ"

    เฉ่าเจียนซื่อจีกรอกตาถอนหายใจ "เออๆ ยอมแพ้แล้ว เดี๋ยวฉันสั่งลูกน้องไปดูลาดเลาก่อนว่าโรงหนังแถวไหนทำเลเหมาะที่สุด แต่มีข้อแม้เดียว... เรื่องนี้คุณซุนเหมินต้องไฟเขียวซะก่อน"

    มุมปากของซุนซ่างเซียงผุดรอยยิ้มดีใจ "เรื่องคุณพ่อเดี๋ยวฉันรับอาสาเกลี้ยกล่อมท่านเองค่ะ"

    พูดจบเธอก็แอบชำเลืองสายตาหวานเชื่อมมาทางลั่วหยางแวบหนึ่ง แน่นอนว่าจอมเวทหนุ่มตีหน้าตาย แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นรังสีความรักที่แผ่ซ่านนั้น

    จังหวะนั้นเอง ลูกน้องชาวฝูซังคนหนึ่งก็เดินมาหยุดค้อมตัวอยู่หน้าประตู เขาพ่นภาษาฝูซังรัวเร็ว ซุนซ่างเซียงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะโบกมือไล่เบาๆ ชายคนนั้นจึงโค้งตัวถอยออกไป

    "ลั่วหยางซัง เฟิงเทียนเกาชีหลางมารอขอเข้าพบคุณค่ะ" ซุนซ่างเซียงหันมาแจ้งข่าว

    ลั่วหยางพยักหน้ารับเรียบๆ "คงมารอรับการตรวจรักษาอาการป่วยนั่นแหละ เดี๋ยวผมออกไปดูหน่อยแล้วกัน"

    คล้ายกับเรื่องยอดหมอเทวะบรรพกาล ที่คุณอ่าน