เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังเสวียนเทียนชิงออกจากเขตผาหินก็เดินทางมุ่งสู่เมืองทอประกายอย่างราบรื่นที่เมืองนี้เป็เขตของตระกูลเสวียนทำให้ไม่มีใครกล้ามาหาเื่เสวียนเทียนชิงนอกจากนี้ระหว่างที่ผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่ในเขตผาหินเสวียนเทียนชิงยังรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงและความเข้าใจต่อฟ้าดินมายิ่งขึ้นด้วย
ระดับขั้นของเขาตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นเบิกิญญาขอเพียงมีตัวกระตุ้นสักหน่อยก็จะทะลวงขั้นเหยียบเข้าชั้นปรมาจารย์ได้อย่างง่ายดายเื่นี้ก็เป็เื่สำคัญและยังเป็ชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้เขากลับเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยด้วย
นับั้แ่ที่เหยียบเข้าเขตผาหินตอนนี้ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้วการเดินทางของเสวียนเทียนชิงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดแม้ใน่สองเดือนนี้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทอประกายแต่การเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขากลับยิ่งทำให้เกิดแรงกดดันกับอีกฝ่ายมากขึ้น
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้เสวียนเทียนชิงไม่เคยปกปิดการเคลื่อนไหวและเื่ที่ตระกูลเสวียนในเมืองทอประกายทำนอกจากจะไม่ปกปิดแล้วพวกเขายังถึงขั้นส่งคนออกไปป่าวประกายจนทั่วด้วยซ้ำ ทั้งของวิเศษทั้งกำลังคน หากไม่มีคำสั่งมาจากเบื้องบนเกรงว่าเ้าเมืองทอประกายคงจะส่งทัพใหญ่ออกไปคุ้มกันเสวียนเทียนชิงด้วยซ้ำ!
ก็เหมือนกับที่เขตผาหินมีตระกูลเซี่ยดูแลที่เมืองทอประกายแห่งนี้ก็มีแซ่เสวียนเป็เ้าเมืองเหมือนกัน!
“เราจะอ้อมผ่านเมืองวิหคสีชาดไปหลังจากนี้จะเดินทางไกลเข้าสู่เมืองหยกขาวโดยตรง”
ภายในรถม้าคันใหญ่เสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาที่ด้านนอกรถม้ามีชิงเหนียวกับลู่หยาคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลาตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนที่เข้าเขตผาหินอีกต่อไปแล้วขบวนเดินทางของเสวียนเทียนชิงนอกจากทหารทัพหลวงที่ติดตามมาตอนนั้นยังมีทหารของเมืองทอประกายอีกสามสิบนายด้วยแม้จะนวนที่เมืองทอประกายส่งออกมาได้จะไม่เยอะแต่ทั้งสามสิบคนนี้ล้วนเป็คนของตระกูลเสวียน!
หลังจากสั่งการเรียบร้อยเสวียนเทียนชิงก็หลับตาลงอีกครั้งตอนนี้สิ่งที่ให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ที่ผ่านมาแม้ว่าเขาจะเป็อัจฉริยะทั้งยังฝึกฝนวิชายุทธ์ต่างๆในขั้นปรมาจารย์ได้แต่ก็ยังถูกข้อจำกัดทางระดับขั้นกดทับเอาไว้ยกตัวเองเช่นตอนที่สู่กับปรมาจารย์เฝิ่นแม้ว่าเขาจะใช้กระบี่สะท้อนจันทร์ได้แต่ก็ต้องอาศัยพลังของจิตกระบี่ชั้นฟ้าเป็หลักอีกทั้งพลังที่แสดงออกมาก็ยังไม่ได้ครึ่งของกระบี่สะท้อนจันทร์ของจริงเลยด้วยซ้ำ
ขั้นเบิกิญญากับปรมาจารย์นั้นต่างกันที่อิสระทางพลังจิตหากยังไม่ถึงขั้นปรมาจารย์ต่อให้จะเลิศล้ำแค่ไหนก้ไม่มีทางผสานจิตของตัวเองกับกฏฟ้าดินได้เมื่อทำเช่นนี้ไม่ได้ก็ยิ่งไม่อาจใช้วิชายุทธ์หรืออาวุธชั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพนี่คือความต่างอันใหญ่หลวงและความแข็งแกร่งของผู้ที่ถูกเรียกว่าปรมาจารย์!
เสวียนเทียนชิงเลิกเดินทางอ้อมก็เพราะมไ้าให้มีคนมารบกวนสนามรบสุดท้ายของเขาก็คือเมืองหยกขาวที่นั่นไม่เพียงเป็ฐานของตระกูลฉินแต่ยังอยู่ใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุดด้วยโดยทั่วไปแล้วมีคนไม่มากที่จะเข้าไปอยู่อาศัยในเมืองหลวงเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะเกินไปหากนับรวมคนร้อยคนก็จะมีสามสิบคนที่เลือกเมืองหลวงส่วนอีกเจ็ดสิบคนจะอยู่ที่เมืองหยกขาว!
ในรถม้าเสวียนเทียนชิงนั่งหลับตาทำสมาธิััถึงร่างกายของตัวเองอย่างเคร่งเครียดในขั้นหลอมกลั่นนั้นจุดสำคัญก็คือกลั่นกาย กลั่นปราณ และกลั่นจิตเมื่อสำเร็จทั้งสามอย่างนี้แล้วจึงมาถึงการหลอมกลั่นขั้นที่สิบก็คือเบิกิญญาในขั้นนี้ก็ตรงตามชื่อ เป็การเปิดจิตสู่ภายนอกเพื่อหลอมรวมเป็หนึ่งกับฟ้าดิน
ในขั้นเบิกิญญานี้นอกจากตันเถียนที่สั่งสมปราณแท้แล้วในห้วงจิตยังต้องปรากฏสัญลักษณ์ขึ้นมาซึ่งเรียกว่าเมล็ดิญญาในขั้นปรมาจารย์เป็ต้นไปนั้นที่สำคัญต่อการฝึกฝนก็คือการหล่อเลี้ยงเมล็ดิญญาให้เติบโตพลังจิตของปรมาจารย์จะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอแค่ไหนก็ล้วนขึ้นอยู่กับเมล็ดิญญาในห้วงจิต
ภายในตันเถียนขิงเสวียนเทียนชิงนั้นสมบูรณ์พร้อมแล้วทะเลปราณแท้เดิมก็ถูกเขากลั่นขนกลายมาเป็หมอกขาวจนเกือบจะสมบูรณ์แล้วเช่นกันหมอกนี้มีกลุ่มก้อนไม่ใหญ่มากนักแต่อันที่จริงแค่ปริมาณหนึ่งส่วนสิบของหมอกปราณตอนนี้ก็เทียบได้กับทะปราณปราณทั้งผืนก่อนหน้านี้
ตัดผ่านเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์สองสิ่งสำคัญก็คือกลั่นปราณเป็หมอกและสร้างเมล็ดิญญาให้สำเร็จตอนนี้คอขวดของเสวียนเทียนชิงอยู่ที่เมล็ดิญญาเท่านั้นเมื่อใดที่สร้างเมล็ดิญญาขึ้นมาได้เขาก็จะตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์อย่างแท้จริง
ทว่าเสวียนเทียนชิงอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาหนึ่งปีแล้ว!พูดให้ถูกก็คือเขากลั่นหมอกปราณได้สำเร็จั้แ่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วอย่างไรก็ตามปัญหาของเสวียนเทียนชิงก็คือเมล็ดิญญาของเขานั้นทรงพลังมากเกินไปจนยากที่จะรักษาสมดุลเอาไว้ได้ทุกครั้งที่เขาเริ่มสร้างเมล็ดิญญาก็จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆจนทำให้ล้มเหลวเมื่อเมล็ดิญญามาถึงจุดหนึ่งไม่ว่าจะใกล้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ก็จะถูกพลังิญญาที่แข็งแกร่งของเขาทำให้ะเิออกจนล้มเหลว
แน่นอนว่าเื่นี้ไม่ได้ไร้ที่ไปที่มาระหว่างที่เสวียนเทียนชิงกำลังเริ่มสร้างเมล็ดิญญาอีกครั้งในรถม้าเขาก็อดนึกย้อนไปถึงครั้งยังเด็กไม่ได้ในตอนนี้สาเหตุที่ทำให้พลังิญญาของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปก็เพราะตำราเล่มหนึ่งที่พี่ใหญ่ของเขาให้มาและกำชับให้เขาฝึกฝนั้แ่ตอนนั้น
ครึ้ม!
เสียงะเิตูมใหญ่ดังขึ้นในห้วงจิตของเสวียนเทียนชิงเป็อีกครั้งที่การสร้างเมล็ดิญญาของเขาล้มเหลว!
“พี่ใหญ่ท่านบอกให้ข้าฝึกตำราเล่มนี้…เป็วิธีที่ถูกต้องจริงๆหรือ?”
เสวียนเทียนชิงลืมตาขึ้นพลางถอนหายใจออกมาสายตาของชายหนุ่มมองไปยังตำราเก่าที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอยแม้ว่าเขาจะเชื่อใจและมั่นใจในตัวของพี่ใหญ่มากแค่ไหนแต่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งปีแล้วเขากลับยังไม่สามารถสร้างเมล็ดิญญาได้เสียที!
แน่นอนว่ามีข้อเสียก็ต้องมีข้อดีเหตุผลที่พลังจิตของเสวียนเทียนชิงแข็งแกร่งจนสามารถฝึกวิชาของระดับปรมาจารย์ได้แม้จะยังอยู่ในขั้นเบิกิญญาก็เป็เพราะตำราเล่มนี้เช่นกัน!
เสวียนเทียนชิงยังคงพยายามอย่างไม่ลดละตลอดการเดินทางเขารวมเมล็ดิญญาไปอีกหลายครั้งและทุกครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็ท่าพลังิญญาที่แข็งแกร่งเกินไปทำให้เสียสมดุลอีกทั้งยิ่งเสวียนเทียนชิงฝึกฝนมากเท่าไหร่พลังิญญาของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องทำให้ยิ่งยากขึ้นไปอีก
เดินทางผ่านเมืองวิหคสีชาดใช้เวลานับเดือนระหว่างนี้มีการซุ่มโจมตีอีกสามครั้งและทุกครั้งเสวียนเทียนชิงมได้อยู่เฉยแต่ออกมาลงมือด้วยตัวเองตลอดไม่รู้เพราะความหงุดหงิดใจหรือไม่เพราะคราวนี้ชายหนุ่มลงมืออย่างไร้ปราณีสังหารทุกคนจนสิ้นแม้กระทั่งปรมาจารย์ขั้นสามคนหนึ่งบุกมาก็ยังถูกเสวียนเทียนชิงใช้กระบี่ไท่ผิงคุมคนตระกูลเสวียนลงมืออย่างโเี้
“นายน้อยจะถึงเมืองหยกขาวแล้วเ้าค่ะ”
ชิงเหนียวมารายงานข้างรถม้าตอนนี้จะเข้าสู่สถานการณ์การที่อันตรายที่สุดแล้วเมืองหยกขาวนั้นเข้าง่ายแต่ออกไม่ง่ายแน่ผ่านประตูเมืองทิศตะวันออกไปเสวียนเทียนชิงต้องมุ่งหน้าผ่านประตูเมืองทิศตะวันตกซึ่งมีระยะทางกว่าร้อยลี้!ในเมืองใหญ่แห่งนี้ต่อให้บุกทะลวงอย่างฉับพลันก็ไม่มีทางหนีจากตระกูลฉินได้ง่ายๆ
“ไปศาลากล้วยไม้ราตรี”
เสียงอ่อนแรงของชายหนุ่มดังออกมาจากในรถม้าหลายวันมานี้ไม่เพียงออกแรงสู้กับปรมาจารย์ขั้นสามแต่เขายังพยายามสร้างเมล็ดิญญาอยู่ตลอด แม้ร่างกายจะไม่ได้าเ็อะไรมากนักแต่พลังจิตและิญญาของเขานั้นอ่อนแออย่างมาก
ขบวนรถม้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไม่นานก็เขาสู่เมืองหยกขาวด้วยธงของกองทัพหลวงและชื่อเสียงของเสวียนเทียนชิงทำให้ทหารหน้าประตูเมืองปล่อยผ่านโดยไม่ต้องตรวจสอบใดๆศาลากล้วยไม้ราตรีที่เสวียนเทียนชิงพูดถึงนั้นอยู่บนถนนทางเหนือของเมืองหยกขาวเป็หนึ่งในสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองและยังอยู่ในวงแหวนชั้นในด้วยมีแค่ชนชั้นสูงและผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในวงแหวนชั้นในของเมืองได้
ขณะเดียวกันกับที่ขบวนรถมาของเสวียนเทียนชิงมุ่งหน้าไปศาลากล้วยไม้ราตรีนั้นภายในเมืองหยกขาวก็เกิดสถานการณ์ที่คล้ายกันขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็ตำหนักเรือนพักของตระกูลเล็กใหญ่หรือกระทั่งจวนอ๋องที่อยู่เขตชั้นในก็ตามยังไม่ต้องพูดถึงบุคคลระดับสูงที่ต้องหาลือวางแผนอย่างเคร่งครัดเลย ลำพังแค่พวกคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่คิดจะเล่นงานเสวียนเทียนชิงตอนนี้ก็มีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว!
อย่าลืมทว่าคืนนั้นเมื่อสาวปีก่อนที่เสวียนชิงก่อเื่ไม่ได้สังหารไปแค่คนสองคนแต่เป็มีตายนับร้อย!คนที่ตายไปเ่าั้ไม่เพียงมีแค่คนคุ้มกันของพวกรุ่นเยาว์ตระกูลใหญ่แต่ยังมีลูกหลานและศิษย์จากขุมอำนาจใหญ่อีกหลายคนที่ถูกเสวียนเทียนชิงสังหาร
ตอนนี้เสวียนเทียนชิงมาถึงเมืองหยกขาวนับเป็โอกาสสุดท้ายและโอกาสที่ดีที่สุดในการแก้แค้นเหล่ารุ่นเยาว์จากทั่วสารทิศที่มีใจคิดแค้นต่อเสวียนเทียนชิงล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่เมืองหยกขาวตั้งนานแล้ว!