“ไหนบอกว่ามาถึงตอนห้าโมงเย็นไง ทำไมยังไม่มากันอีกเนี่ย”
เฉียนตัวตัวนอนบนรั้ว สายตาของเขาจ้องฟากฟ้าขณะเฝ้ารอด้วยความวิตกกังวล
“ใจเย็นก่อน มาสายแค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ”
เซี่ยฮุยยืนพิงเข้ากับกำแพง ในมือของเขาถือหนังสือพิมพ์และอ่านเนื้อหาบนนั้นด้วยท่าทางไม่รีบร้อน
ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าและสามารถหาข่าวอ่านได้บนสายรัดข้อมือ
แต่ “หนังสือพิมพ์” ก็ยังเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ต่อไป และไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา
“ฉันไม่ร้อนใจอะไรหรอก”
เฉียนตัวตัวยิ้มเจื่อน เขาลูบท้องตัวเอง “ฉันก็แค่หิวจนตาลาย หิวจะตายอยู่แล้วแค่นั้นเอง”
เซี่ยฮุยกลอกตามองบนด้วยความเอือมระอา แต่ก็ไม่คิดจะพูดกับอีกฝ่ายให้เปลืองน้ำลาย
“เฮ้อ ผู้หญิงนี่เป็นเพศที่น่าเบื่อจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำอะไรยืดยาดนะ แถมยัง...”
“แถมยังอะไร?”
“แถมยัง...”
จู่ ๆ เฉียนตัวตัวก็ได้สติขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขารีบหันไปมองคนที่ย้อนถามเขาเมื่อสักครู่
“เหมยเหมย...อ๊าก!เปล่านะ...ไม่มีอะไร”
เฉียนตัวตัวรีบกระโดดขึ้นมายืนตัวตรงราวกับเด็กนักเรียนที่ถูกครูทำโทษหลังจากทำความผิด
เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวันเพื่อหวังว่าจะไม่ถูกลงโทษในครั้งนี้
“ทำไมต้องทำท่าอย่างกับผีเข้าด้วย ฉันมาแล้วพูดต่อสิ”
เฉียนตัวตัวไหวตัวได้อย่างรวดเร็ว เขารีบเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่น “นั่งเรือบินมาคงเหนื่อยน่าดูเลยสินะ ไป ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ หลังจากนี้จะได้ไปลงทะเบียนกัน”
“พี่นี่ไหวตัวเร็วดี...”
เมื่อเห็นเฉียนตัวตัวทำไม้ทำมือ เฉียนตั๋วตั่วก็หยุดพูดและกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความพึงพอใจ
เธอรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “จะว่าไปฉันก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน พี่เหมยเหมย พวกเรารีบไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ”
เฉียนตั๋วตั่วลูบท้องด้วยท่าทางเกินจริง จากนั้นก็ลากแขนหลี่เหมย
“โอเค”
และแล้วครั้งนี้เฉียนตัวตัวก็รอดพ้นจากการถูกสั่งสอนของหลี่เหมยได้อย่างหวุดหวิด
ส่วนเจี่ยปิงอวี่และป๋ายเสียวเสี่ยวก็ไม่ได้ติดใจเอาความ พวกเขาจึงเดินตรงไปที่ร้านอาหารทันที
“มื้อนี้พี่จะเลี้ยงอะไรพวกเราเหรอ?”
หลังจากลงจากรถบิน เฉียนตั๋วตั่วก็ถามเฉียนตัวตัวด้วยความรีบร้อน
“ก็ต้องเป็นของอร่อยอยู่แล้ว”
เฉียนตัวตัวก้มมองสายรัดข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่ภายในใจของเขากลับกำลังโอดครวญกับจำนวนเงินในกระเป๋าของตัวเอง มีเฉียนตัวตัวอยู่ที่นี่ด้วยวันนี้เขาต้องกระอักเลือดแน่ ๆ
“แล้วพี่หาร้านไว้หรือยัง?”
เฉียนตั๋วตั่วถามไปพลางก็ก้มหน้าหาร้านอาหารบนสายรัดข้อมือไปพลาง
จู่ ๆ เฉียนตั๋วตั่วก็ตะโกนขึ้นมาพร้อมกับวิ่งไปคล้องแขนเฉียนตัวตัว “พี่ ร้านนี้ไม่เลวเลยนะ พวกเราไปร้านนี้กันเถอะ”
เฉียนตัวตัวเหล่ตามองชื่อร้านอาหารที่เธอแนะนำ จู่ ๆ หน้าของเขาก็เปลี่ยนสีราวกับถูกบีบคอจนหน้าเขียว
ร้านที่เฉียนตั๋วตั่วจะพาเขาไปเป็นร้านอาหารที่แพงที่สุดของที่นี่ อาหารที่ถูกที่สุดภายในร้านมีราคาสูงถึง 200 เหรียญ
“เอ่อ...ก็ได้”
แต่เมื่อนึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับน้องสาวแบบลับ ๆ ก่อนหน้านี้ เฉียนตัวตัวก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันตอบรับกลับไป
“เย้!งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ”
เฉียนตั๋วตั่วตะโกนด้วยความดีใจ จากนั้นก็รีบบอกให้ทุกคนไปที่ร้านนั้นทันที
……
หลังจากผ่านไปได้ห้านาที พวกเขาก็มีถึงร้านอาหารจิ่วอวิ้น
เฉียนตัวตัวจองห้องวีไอพีไว้ หลังจากเชิญทุกคนเข้ามานั่งในห้อง เขาก็เรียกพนักงานเข้ามาเพื่อสั่งอาหาร
ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะจนครบ พวกเขาก็เริ่มสนทนากันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องเกรงใจพนักงานอีกต่อไป
“ปิงอวี่ ความแข็งแกร่งของพวกเธอครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปมากเลยนะ”
เซี่ยฮุยเอ่ยปากพูดเป็นคนแรก ตอนนี้เจี่ยปิงอวี่และเฉียนตั๋วตั่วมีความแข็งแกร่งขั้น 9 ส่วนหลี่เหมยและป๋ายเสียวเสี่ยวขั้น 8 แล้ว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนแต่ความแข็งแกร่งของพวกเธอกลับสูงมากขนาดนี้
ถ้าหากรวมเฉียนตัวตัวเข้าไปอีกคน เซี่ยฮุยก็เริ่มแอบสงสัยขึ้นมาแล้วว่าระหว่างที่พวกเขาแยกจากกันพวกเธอไปทำอะไรกันมา ความแข็งแกร่งถึงได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วถึงขั้นนี้
“นายเองก็เหมือนกัน ตอนนี้แม้แต่ฉันก็ไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งของนายได้อย่างชัดเจน”
ความเย็นชาของเจี่ยปิงอวี่ได้มลายหายไปแล้ว เธอยิ้มและพูดต่อไปว่า “นายคงจะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วสินะ”
เซี่ยฮุยยิ้มแต่ก็ไม่ได้ตอบอีกฝ่าย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาไม่ปฏิเสธสิ่งที่เธอถาม
หลังจากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่เจอเฉียนตัวตัวอีกฝ่ายบอกเขาว่ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบสำนักทะเลทราย เขาจึงถามว่า “พวกเธอไปเกี่ยวข้องกับสำนักทะเลทรายได้ยังไง?”
“นายรู้ได้ยังไง?”
หลังจากเจี่ยปิงอวี่เหลือบมองเฉียนตัวตัวที่กำลังแสร้งทำเป็นไปรู้ไม่ชี้ เจี่ยปิงอวี่ก็รู้คำตอบได้ในทันที
เซี่ยฮุยไม่ใช่คนนอก เธอจึงไม่คิดจะปิดบังความจริงกับเขา “พวกเราเข้าร่วมองค์กรรุ่งอรุณ ครั้งนี้เป็นเพราะมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอม ภารกิจนี้อยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้พอดี...”
“ช่วงนี้พวกเธออย่าเพิ่งไปยุ่งกับสำนักทะเลทรายเลย...”
เซี่ยฮุยได้ยินเจี่ยปิงอวี่พูดเช่นนั้น เขาก็เล่าเรื่องราวกับเกิดขึ้นระหว่างเขาและสำนักทะเลทรายให้พวกเธอฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังจากได้ยินเรื่องที่เขาเล่า เจี่ยปิงอวี่ก็มองเซี่ยฮุยเงียบ ๆ อยู่นาน จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ที่แท้คนที่สร้างคลื่นใต้น้ำที่เมืองหลวงก็คือนายเองเหรอ!”
“ที่สำนักทะเลทรายฆ่าคนเป็นบ้าเป็นหลังก็เป็นเพราะนาย นายกล้ามากเลยนะที่แอบเข้าไปสังหารลูกศิษย์ของพวกเขาไปมากมายขนาดนั้น เจ้าสำนักของสำนักทะเลทรายเป็นผู้มีความแข็งแกร่งขอบเขตปฐพีศักดิ์สิทธิ์ นายโชคดีมากเลยนะที่ไม่เจอเขา ไม่งั้น...”
เจี่ยปิงอวี่ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่เซี่ยฮุยก็สามารถเข้าใจได้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไร
เขาพยักหน้า “ดังนั้นฉันก็เลยพยายามซ่อนตัวในช่วงนี้และไม่ไปยั่วโมโหคนพวกนั้นไง”
“จุ๊ ๆ”
หลี่เหมยได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เธอก็มองเซี่ยฮุยด้วยความชื่นชม “สมกับที่เป็นนายจริง ๆ คนเพียงคนเดียวแต่กลับทำให้ทั้งสำนักวุ่นวายได้ถึงขั้นนี้”
ป๋ายเสียวเสี่ยวก็มองเขาด้วยความชื่นชมเช่นกัน
เฉียนตั๋วตั่วที่เป็นเจ้าแม่แห่งการกินไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ ตั้งแต่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟ เธอก็ก้มหน้าก้มตากินน่องไก่ของโปรดของเธออย่างเอร็ดอร่อย
สายตาของเฉียนตัวตัวมองไปที่น้องสาวของตัวเอง ภายในใจก็แอบภาวนาให้เธอกินอาหารตรงหน้าเยอะ ๆ เพราะหลังจากที่อาหารจานอื่นนำมาเสิร์ฟ เธอจะได้กินได้น้อยลงและไม่ต้องสั่งอาหารมาเพิ่มอีก
แต่แล้วเขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็หมดเกลี้ยง
เฉียนตั๋วตั่วกินอาหารได้อย่างรวดเร็วประหนึ่งยกจานเทลงท้องแบบไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย อาหารมากกว่าครึ่งถูกเทลงไปอยู่ในท้องของเธอแล้ว
สิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดใจให้กับเฉียนตัวตัวอยู่ไม่น้อย เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและแข่งกินกับน้องสาวตัวเองเพื่อเก็บกวาดอาหารบนโต๊ะด้วยความเร็วที่มากกว่าหลายเท่า
ความเร็วในการกินของพวกเขาทั้งสองทำให้อาหารหมดเกลี้ยงอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนที่อาหารถูกกินจนเกือบหมดอาหารจานอื่นก็ถูกเสิร์ฟอีกครั้ง
“ตั๋วตั่ว เธอต้องควบคุมอาหารแล้วนะ ไม่งั้นได้อ้วนหนักกว่านี้แน่”
“พี่เองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ฉันเป็นผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิงนะ!”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ถือ”
“……”
สองพี่น้องนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน พวกเขาเทอาหารลงกระเพาะโดยไม่เสียเวลากลืน ระหว่างที่กำลังบ่นเนื่องจากอาหารที่ถูกยัดอยู่เต็มปากจึงไม่สามารถออกเสียงได้อย่างชัดเจน แต่พวกเขากลับเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดเนื่องจากการแข่งขันของพวกเขาทั้งสอง เฉียนตัวตัวจึงต้องแลกกับค่าอาหารที่สูงลิ่วจนน้ำตาท่วมอก
หลังจากออกมาจากร้านอาหารพวกเขาก็มุ่งหน้ากลับไปที่มหาวิทยาลัย
เพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นถึงมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นช่วงเย็นแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจำนวนคนจะลดน้อยลงเลย ประตูใหญ่ยังคงเนืองแน่นด้วยกลุ่มนักเรียนและเหล่าผู้ปกครอง
เนื่องจากพวกเขามาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้ เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวจึงเดินนำสี่สาวไปที่ประตูด้านข้าง
เมื่อเห็นสาว ๆ เดินตรงเข้ามา หลี่เหมยรุ่นพี่ที่เข้ามาต้อนรับเซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวก็ก้าวเท้าเข้ามาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
“สาว ๆ มาลงทะเบียนเรียนใช่ไหม?”
หลีหย่งดวงตาเป็นประกายแต่กลับแสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษวางมาด “ที่นี่ค่อนข้างพิเศษ ต้องเป็นนักเรียนที่อยู่ในเงื่อนไขเท่านั้นถึงจะผ่านทางนี้ได้ รบกวนช่วยเปิดสายรัดข้อมือเพื่อตรวจสอบข้อมูลหน่อยได้ไหม?”
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของหลีเหม่ย สี่สาวก็หันมามองเซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวเพื่อให้มั่นใจ ทั้งสองคนพยักหน้าตอบกลับไป พวกเธอจึงเปิดข้อมูลบนสายรัดข้อมือเพื่อลงทะเบียน
“รุ่นพี่ พวกเราเป็นคนในทีมเดียวกัน”
เฉียนตัวตัวเห็นหลีหย่งกำลังตรวจสอบข้อมูล เขาจึงพูดอธิบาย หลังจากหลีหย่งตรวจสอบแล้ว เขาก็ชำเลืองมองเฉียนตัวตัวพร้อมกับพูดพึมพำว่า “พวกนายนี่โชคดีจริง ๆ เลยนะ”
เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยินว่าเมื่อสักครู่เขาพูดอะไร
หลังจากตรวจสอบข้อมูลเพื่อลงทะเบียนตามปกติแล้ว หลีหย่งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
กลุ่มคนพวกนี้ต่างก็เป็นกลุ่มนักเรียนพิเศษ อนาคตพวกเขาต้องเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีความแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ละทิ้งความคิดที่ซ่อนอยู่ภายในใจ จากนั้นก็ทำตัวเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ต้อนรับรุ่นน้องอย่างเป็นทางการ
“รุ่นน้อง ที่นี่คือตึกสำหรับฝึกอบรม...”
เซี่ยฮุยเห็นอีกฝ่ายแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยด้วยความกระตือรือร้น สายตาของเขาก็แอบประกายแสงบางอย่างออกมา
คนคนนี้มีความสามารถในการทำงานได้เป็นอย่างดี เขาเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ ดูเหมือนว่าเขาคงรวมอยู่กับคนที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างไร้กังวลเลยสินะ
เนื่องจากช่วงบ่ายเป็นช่วงที่นักเรียนใหม่เข้ามาลงทะเบียนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหลังจากที่ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เริ่มเดินเตร็ดเตร่ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อสำรวจที่นี่
ด้วยเหตุนี้บนถนนที่พวกเขาเดินจึงสามารถพบเห็นนักเรียนที่เดินขวักไขว่ได้ทั่วทุกจุดมากกว่าช่วงเช้าเสียอีก
เนื่องจากหลีหย่งแนะนำรายละเอียดตามตึกต่าง ๆ อย่างละเอียดและเดินค่อนข้างช้า ดังนั้นจึงใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึงจุดลงทะเบียนเข้าพักภายในหอพัก
เมื่อมาถึงหอพักหลีหย่งก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อ เขาตัดสินใจบอกลาทุกคนและเดินจากไปในทันที
แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากที่กำลังยืนต่อแถว แต่เมื่อเทียบกับช่วงเช้าที่พวกเขามาถึง ตอนนี้นักเรียนที่มาลงทะเบียนไม่ได้มีจำนวนเยอะเท่ากับก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงไม่จำเป็นต้องต่อคิว เพียงไม่นานสี่สาวก็ได้รับหมายเลขหอพักได้อย่างราบรื่น
“ฉันอยู่เขตสอง หมายเลข 45”
หลี่เหมยก้มดูหมายเลขห้องของตัวเองบนสายรัดข้อมือ จากนั้นเธอก็เดินมาหยุดข้าง ๆ เจี่ยปิงอวี่
เธอชะเง้อหน้ามอง “อ้าว...ปิงอวี่อยู่เขตสอง หมายเลข 13 เหรอเนี่ย!น่าเสียดายจังที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน”
“ฉันก็เขตสอง หมายเลข 45 เหมือนกัน”
ในเวลานี้เอง เฉียนตั๋วตั่วก็ตะโกนขึ้นมา
“จริงเหรอเนี่ย แสดงว่าพวกเราเป็นรูมเมทกันสินะ” หลังจากหลีเหม่ยมั่นใจ เธอก็ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ฉันเป็นรูมเมทกับพี่ปิงอวี่ด้วยล่ะ” ป๋ายเสียวเสี่ยวยิ้ม
เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เซี่ยฮุยก็หันไปมองเธอ ท่าทางของเธอดูกล้าหาญกว่าก่อนหน้านี้มาก ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นหญิงสาวขี้หวาดกลัวที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่หลังเจี่ยปิงอวี่แล้ว
“เสียวเสี่ยวเปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ”
เมื่อเห็นสายตาของเซี่ยฮุย ปิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็แอบกระซิบบอกเบา ๆ
“องค์กรของพวกเธอเป็นยังไงเหรอ?’
อันที่จริงเขาก็อยากจะถามเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อเห็นว่าคนอื่น ๆ กำลังยืนพูดคุยกัน เซี่ยฮุยจึงใช้โอกาสนี้ถามเจี่ยปิงอวี่
“อื้อ”
เจี่ยปิงอวี่ไม่คิดจะปิดบังเขา เธอพยักหน้าและตอบกลับมาว่า “พวกเราเข้าร่วมองค์กรรุ่งอรุณ เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประชาชน ไม่ได้มีการทำสัญญาผูกพันต่อกัน ขอแค่ทำภารกิจเสร็จสิ้นก็จะได้รับทรัพยากรกลับมา”
เจี่ยปิงอวี่พูดจบเธอก็เอ่ยปากชวนเขา “นายอยากจะเข้าร่วมด้วยกันไหม? ถ้านายเข้าร่วมทีมของพวกเราก็สามารถสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันแบบครบทีมได้อีกครั้ง”
“ไม่ดีกว่า”
เซี่ยฮุยปฏิเสธคำเชิญของเธอและอธิบายไปว่า “เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งเข้าร่วมกับทีมหน่วยลาดตระเวนน่ะ”
“หา?”
เจี่ยปิงอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็แอบรู้สึกประหลาดใจ อันที่จริงเธอเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของหน่วยลาดตระเวนของเมืองหลวงแห่งนี้มาก่อน
คิดไม่ถึงเลยว่าระยะเวลาแค่หนึ่งเดือน เซี่ยฮุยจะกลายเป็นคนของหน่วยลาดตระเวนเสียแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งของเขา เธอก็พอจะเข้าใจได้ว่าเพราะอะไร
เธอจึงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น หลังจากทำเรื่องเสร็จก็มีคนเข้ามาช่วยลากกระเป๋าให้พวกเธอเพื่อเข้าหอพัก
หลังจากใช้เวลาไปสิบกว่านาทีและส่งสาว ๆ กลับหอเรียบร้อยแล้ว เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวก็บอกลาสี่สาว
หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในมหาวิทยาลัยเพื่อซื้อของ หลังจากได้ทุกอย่างครบแล้วก็แยกย้ายกันกลับหอเพื่อพักผ่อน
เขาเปิดประตูเข้าห้องพัก หลังจากเก็บของเรียบร้อยก็เตรียมตัวพักผ่อนทันที
พรุ่งนี้ต้องเข้าร่วมการทดสอบตั้งแต่เช้า ดังนั้นเขาจึงต้องพักผ่อนเพื่อเติมพลังสักหน่อย