บทที่ 33 ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ (รีไรต์)
เด็กน้อยโผล่ศีรษะเล็ก ๆ ออกมาจากหลังต้นไม้ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองมาที่เธอ เจียงอี้อิ่นไม่ได้ถือสาอะไร เธอชินกับท่าทางนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาของเด็กคนนี้เสียแล้ว
แต่ครั้งนี้จู่ ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองมือของตัวเองอย่างพิจารณา ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นโบกไปมาอย่างเชื่องช้า ท่าทางแข็งทื่อ แม้จะดูแปลก ๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าเขากำลังเลียนแบบท่าทางของเธอ
เป็นครั้งแรกที่เขามีปฏิกิริยาตอบสนองการทักทายเธอ เจียงอี้อิ่นดีใจจนสุดจะพรรณนา
“เก่งมาก เด็กดี”
เด็กน้อยมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเขาไม่เข้าใจหรือการทักทายกลับในวันนี้ทำให้พลังงานของเขาไม่เหลือแล้ว
วันนี้เขามาเร็วกว่าปกติ เธอยังไม่ทันได้เตรียมของอร่อย ๆ ไว้ให้เขาเลย ขณะเดียวกันก็มองเนื้อหมูที่ยังไม่ได้เก็บบนเขียงก็นึกอะไรบางอย่างออก “กินบะหมี่กับเจียนปิ่งทุกวันคงเบื่อแย่เลยเนอะ วันนี้ลองกินอะไรใหม่ ๆ บ้างดีไหม”
เด็กน้อยมองเธอเงียบ ๆ มีเพียงน้ำลายไหลซึมออกมาจากมุมปากเท่านั้นที่เผยความในใจออกมา
เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ เลือกเนื้อหมูส่วนที่ติดมันเล็กน้อย หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วสับจนละเอียด เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะ ก่อนใช้สันมีดปาดเนื้อบดทั้งหมดลงในชาม เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว แป้งมัน และพริกไทยเล็กน้อย
เธอวางมีดลงแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาแทน เริ่มคนหมูสับไปในทิศทางเดียวกันจนกระทั่งรู้สึกเหนียวหนืดติดขึ้นมาจึงหยุด
เธอเติมน้ำสะอาดลงในหม้อ ใส่ขิงลงไปเล็กน้อยแล้วเปิดไฟแรงสุด
เจียงอี้อิ่นล้างมืออีกครั้ง วางชามหมูสับไว้ข้างหม้อ ใช้ช้อนตักหมูใส่ลงในอุ้งมือซ้าย บีบมือให้แน่น หมูสับก็จะไหลออกมาจากช่องว่างระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ เธอใช้ช้อนปาดเบา ๆ แล้วใส่ลงในน้ำเดือด
ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนกระทั่งเนื้อสับทั้งหมดกลายเป็นลูกชิ้นขนาดเท่าลูกแก้ว ลอยละล่องอยู่ในน้ำเดือด มองดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู
เธอล้างคราบมันที่มือออกจนสะอาด หยิบชามใบโตสองใบมาเติมน้ำซุปกระดูก จากนั้นใช้กระชอนตักลูกชิ้นแบ่งใส่ลงในชามทั้งสอง โรยหน้าด้วยน้ำมันงาและต้นหอมซอยละเอียดเล็กน้อย เพียงเท่านี้ซุปลูกชิ้นก็พร้อมกินแล้ว
เหลือผัดกะหล่ำปลีอีกจาน พวกเราก็กินข้าวเย็นได้แล้ว
เธอเดินถือจานไปยังขอบพื้นที่ปลอดภัย เด็กน้อยผลุบตัวไปหลบหลังต้นไม้ แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีไปทันที นับว่าเป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชม
เธอวางจานลงบนพื้นแล้วยิ้ม “มานี่มา มากินข้าวกัน”
เธอยกชามซุปลูกชิ้นขึ้นมาเป็นอย่างแรก ใช้ช้อนกระเบื้องตักลูกชิ้นกลม ๆ ใส่เข้าปาก
เนื้อหมูป่ากลายพันธุ์สดใหม่ เด้งสู้ฟัน นุ่มลิ้น เครื่องปรุงรสชาติกลมกล่อม ช่วยดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี แถมยังดึงรสชาติความอร่อยของเนื้อออกมาได้อย่างเต็มที่ เพียงแค่กัดคำเดียว ลูกชิ้นก็เหมือนกำลังเต้นรำอยู่บนปลายลิ้น ชวนให้ตักกินเรื่อย ๆ โดยไม่อยากหยุดพัก
เธอกินลูกชิ้นรวดเดียวสามลูก จากนั้นวางช้อนลงแล้วเปลี่ยนเป็นตะเกียบคีบผักกะหล่ำเข้าปาก
มีผักชนิดเดียวที่จำหน่ายในร้านค้าระบบตอนนี้ก็คือกะหล่ำปลี ถึงแม้จะเป็นแค่กะหล่ำปลี แต่คุณภาพนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ ทั้งสด กรอบ ฉ่ำน้ำ แถมยังมีรสหวานเล็กน้อย กินสด ๆ ก็อร่อยมาก เหมาะสำหรับใส่ในซุปลูกชิ้น ลดความมันเลี่ยนของเนื้อได้ดี
เธอหรี่ตาอย่างมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตที่ดำเนินต่อไปได้นั้นช่างดีเหลือเกิน
ฝั่งตรงข้ามเริ่มเกิดการเคลื่อนไหว เธอก้มมองเห็นเด็กน้อยเอื้อมมือมาหยิบซุปลูกชิ้น
เขาไม่ค่อยเชี่ยวชาญในการใช้อุปกรณ์สำหรับกิน มือถือช้อนกระเบื้องสีขาวลังเลอยู่นาน สุดท้ายเลือกที่จะยกซดโดยตรง ไม่น่าแปลกใจที่โดนลวกปาก
เห็นเขาพ่นลมหายใจพลางพยายามกลืนอาหารในปาก เธอรู้สึกทั้งหงุดหงิดและจนปัญญา “นายต้องหัดใช้ตะเกียบกับช้อนนะ ต่อไปยังมีของอร่อยอีกมาก บางอย่างไม่สะดวกที่จะใช้มือหยิบ ถ้าเทเข้าปากโดยตรงนอกจากจะถูกลวกแล้ว ยังลิ้มรสความอร่อยของอาหารได้ไม่เต็มที่ ดูสิ น่าเสียดายแค่ไหน
เจียงอี้อิ่นยกมือขวาขึ้น “ดูนะ จับด้ามช้อนแบบนี้ เอียงนิดหน่อยแล้วจุ่มลงในชาม แล้วยกขึ้นแบบนี้ เอ้า~ ก็ตักลูกชิ้นขึ้นมาได้แล้ว”
เมื่อสาธิตวีธิการใช้ช้อนเสร็จ เธอก็ให้กำลังใจเด็กน้อย “ลองดูอีกครั้งสิ”
เจียงอี้อิ่นคิดสักครู่แล้วเสริมอีกหนึ่งประโยค “ถ้านายจับช้อนเป็นแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะทำกุ้งเย็นให้เป็นรางวัล”
เด็กน้อยมองเธอโดยไม่แสดงสีหน้าอะไร จนกระทั่งผ่านไปสักพัก เขาก็เริ่มพยายามใช้ช้อนตักซุปลูกชิ้นอย่างงุ่มง่าม
เธอหัวเราะในใจ พลางคิดว่าก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ พอได้ยินว่ามีของอร่อยเป็นรางวัล ก็รู้สึกมีแรงบันดาลใจขึ้นมาทันที
เจียงอี้อิ่นพบว่าเด็กคนนี้เรียนรู้ได้เร็วมาก ไม่นานก็ใช้ช้อนตักอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังเลียนแบบท่าทางของเธอได้เหมือนเปี๊ยบ ทั้งตักลูกชิ้น เป่าสามสี่ที แล้วก็ใส่ปาก... ทุกท่วงท่าล้วนชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ
เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกคู่ “งั้นมาหัดใช้ตะเกียบกันเถอะ ถ้านายใช้เป็นฉันจะห่อเกี๊ยวให้กิน”
เด็กน้อยรีบคว้าตะเกียบขึ้นมาทันที ดวงตาดำขลับจ้องมองมือของเธออย่างตั้งใจ
เธอชี้ไปที่ตะเกียบพลางอธิบายอย่างละเอียด แต่การใช้ตะเกียบนั้นซับซ้อนกว่าการใช้ช้อนมาก เด็กน้อยลองหลายครั้งก็ยังใช้ไม่ถูกวิธี จนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “ให้ฉันช่วยจัดท่าจับตะเกียบให้เอาไหม”
เด็กน้อยหยุดชะงักทันที
เธอรีบร้อนเร่งรัด แต่กลับส่งยิ้มให้เขาอย่างใจเย็น รออยู่พักใหญ่ก็เห็นว่าเขายังคงนิ่งอยู่ เธอจึงยื่นมือออกไป ขยับเข้าใกล้มือขวาของเด็กน้อย ทันทีที่เธอขยับเข้าไปใกล้ ร่างทั้งร่างของเขาก็แข็งเกร็งขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่ได้ขยับหนีไปไหน
เจียงอี้อิ่นลองใช้ปลายนิ้วแตะหลังมือเขาเบา ๆ เธอสัมผัสได้ว่าเด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อย เธอจึงรออย่างใจเย็น จนกระทั่งเขากลับมาสงบอีกครั้ง จึงค่อยจับมือขวาของเขาไว้แผ่วเบา พยายามปรับท่าทางพร้อมกับอธิบายอย่างสุภาพ
“ส่วนโค้งระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ต้องแตะกับตัวตะเกียบ นิ้วกลางวางตรงนี้ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำหน้าที่บังคับตะเกียบ…”
เธอชักมือกลับ “เอาละ ลองใหม่อีกครั้ง”
เด็กน้อยพยายามอย่างเงอะงะ หลังจากล้มเหลวไปหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็คีบผักได้หนึ่งใบ เขาเบิกตากว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองทำสำเร็จ
เจียงอี้อิ่นปรบมือเบา ๆ “เก่งมาก เรียนรู้ได้เร็วจริง ๆ!”
หลังจากกินข้าวพร้อมเด็กน้อยเสร็จ เธอก็เก็บกวาดล้างจานก่อนจะไปพักผ่อนโดยไม่รู้เลยว่ามีคนแอบย่องเข้ามาในลานโล่ง
หัวหน้ากลุ่มคือเจิ้งหยวน เขาถามเสียงเบา “พวกนายมั่นใจนะว่าตอนกลางวันไม่เจออะไรเลย”
“ไม่มีครับ” คนที่ออกไปสำรวจรอบ ๆ พื้นที่เขตปลอดภัยตอนกลางวันตอบทันที “ไม่รู้สึกถึงพลังพิเศษใด ๆ ไม่พบความผันผวนของพลังงาน รู้สึกเหมือนเป็นร้านค้าธรรมดา”
“เป็นไปไม่ได้” เจิ้งหยวนปฏิเสธทันควัน “ร้านค้าธรรมดาจะตั้งอยู่ในพื้นที่อันตรายระดับ C โดยไม่เป็นอะไรได้ยังไง”
คนอื่น ๆ ต่างเงียบไป ข้อสงสัยนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจเหมือนกัน
เจิ้งหยวนพูดต่อ “และอาหารพวกนั้นมันอัดแน่นไปด้วยพลังรักษา เจียงอี้อิ่นคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
“แล้วพวกเราน่ะจะเอายังไง”
“ฮึ่ย คราวก่อนปล่อยมันลอยนวลไปได้ คราวนี้พวกเรา...”
เจิ้งหยวนยังพูดไม่ทันจบ ก็รู้สึกเหมือนมีใครมาดึงชายเสื้อ เขาขมวดคิ้วหันขวับไปมองก็เห็นเป็นคน เดิมที่ดึงเสื้อเขานั่นแหละ กำลังส่งสัญญาณมือไปทางทิศหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
เขามองตามทิศทางที่นิ้วชี้ไป ดวงตาของเจิ้งหยวนก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
ใต้แสงจันทร์เหลืองนวล มองเห็นเป็นเงาร่างเลือนรางของเด็กคนหนึ่ง แต่ไม่เห็นรายละเอียดอะไรมากกว่านั้น
แต่เงาร่างนี้มันฝังลึกอยู่ในใจเขามาเนิ่นนาน เจิ้งหยวนทั้งตกใจทั้งดีใจ พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เป้าหมายของภารกิจ ‘สวนอีเดน’”
พวกเขารับภารกิจนี้มาหลายเดือนแล้ว ไม่เคยอยู่ใกล้เป้าหมายขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าจับตัวมันได้แบบไม่ทันตั้งตัว พวกเขาก็ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อรองกับฐานอู๋ถงนั่นอีก และถ้าได้ครอบครองรางวัลอันมหาศาลนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ฐานทัพชางซิ่งก็จะกลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในแถบนี้ ถึงตอนนั้นพวกเขาจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ก้อนโตตรงหน้าแล้ว เจียงอี้อิ่นก็ดูไม่มีความสำคัญขึ้นมาทันที เจิ้งหยวนจึงรีบส่งสัญญาณมือ พวกเขาทั้งหมดกระจายกำลังออกเป็นสามทาง ล้อมไปหาเป้าหมายอย่างรู้ใจ
พวกเขาเคลื่อนไหวกันอย่างเงียบเชียบ พยายามพรางตัวอยู่ในความมืด แต่เป้าหมายกลับตื่นตัวมาก เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติก็รีบหนีไปทันที
เจิ้งหยวนไม่ยอมปล่อยโอกาสดี ๆ หลุดลอยไป รีบสั่งให้ทุกคนตามไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าพวกเขาก็หายลับไปในป่า
ส่วนเจียงอี้อิ่นก็นอนหลับสบาย ไม่รู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นขึ้นมาก็เริ่มยุ่งกับการเตรียมออร์เดอร์ที่เจิ้งฮุ่ยเจวียนสั่งไว้ แต่คนที่มาก่อนกลับไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นการแจ้งเตือนของระบบ
[ความร่วมมือระหว่างฐานอู๋ถงและฐานชางซิ่งสิ้นสุดลงแล้ว ภารกิจสำเร็จ]
บลูไดมอนด์เพิ่มขึ้นทันที 50 ก้อน แล้วยังมีกล่องสุ่มสีทองอร่ามปรากฏขึ้นในระบบด้วย