ราเชนถูกพาเข้าไปในบ้านของตระกูลฟง ก็พบว่า มีคนมากมายยืนเรียงกันเป็นแถว แต่งชุดไว้ทุกข์ หลายสิบคน มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่กับเด็กชายน้อยข้างโลงศพ
มีผู้คุ้มกันยืนกันตามจุดต่างๆ รอบบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันภัย มีชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งกายชุดนักบู้เหมือนเป็นหัวหน้ามีลูกน้องติดตามมาด้านหลังสี่คน ทั้งหมด เดินเข้ามาหาราเชนแล้วเอ่ยว่า
“ เจ้าเป็นใคร แล้วนักพรตอู๋จิ้งเล่า”
“ ศิษย์พี่ไม่สบายกระทันหัน ข้าอู๋ติ้งเลยต้องมาแทน”
หญิงสาวแต่งกายชุดไว้ทุกข์จูงมือเด็กชายน้อยเข้ามาแล้วเอ่ยว่า
“ ไม่เป็นไร ใครก็ได้ พวกเราไม่มีเวลามากนัก ท่านนักพรตรีบทำพิธี แล้วออกเดินทางกันเถอะ” หญิงสาวเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลฟง เอ่ยเร่ง ราเชนที่ได้อ่านวิธีเชิญวิญญาณมาแล้ว ก็เลยนำด้ายแดงมาพันรอบโลงศพ แล้วจุดธูปใหญ่ลงบนกระถาง จุดตะเกียงส่องทาง วางเอาไว้บนรถม้าขนศพ แล้วไปยืนหน้าขบวน ท่องคาถาเชิญวิญญาณ แล้วโปรยกระดาษยันต์ออกไป
“ แสงสว่างนำทาง เชิญวิญญาณของนายท่านสี่ กลับบ้านเกิด”
ราเชนเอ่ยออกมาตามตำราจิตเทพจักรวาล โดยไม่ได้คิดอะไรแค่ท่องเหมือนนกแก้วนกขุนทองไปเท่านั้น แต่พอเริ่มท่องบทสวดร่างกายของเขาก็รู้สึกหนาวสั่น จิตของเขารู้สึกสัมผัสบางอย่างรอบๆ ตัว อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ราเชนไม่มีเวลามาพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่ต้องรีบเดินทาง จึงได้แต่เดินนำหน้ารถขนศพออกจากบ้านตระกูลฟงไปในทันที โดยไม่ได้รู้เลยว่า มีวิญญาณนายท่านสี่นั้นนั่งอยู่บนรถม้าขนศพ กำลังดูดควันธูปใหญ่ แล้วมองไปที่บุตรสาวและบุตรชายด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
พอถึงประตูทางออก ซึ่งเป็นยามค่ำคืน ทหารยามพอเห็นขบวนศพของตระกูลฟง
ก็เปิดทางให้ทันที เพราะได้รับเงินจาก ตระกูลฟงที่จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งได้ออกไปโดยไม่ต้องมีการตรวจค้น แต่ทว่า บนหอกำแพงเมือง นั้นกลับมีปรมาจารย์ทั้งสาม แห่งสำนักพันดารา ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์ฮั่วเหยียน ปรมาจารย์ขลุ่ยไป๋ซวง กำขลุ่ยของตนแน่น จนปรมาจารย์พัดจูชง ที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ ต้องเอ่ยเตือนออกมาว่า
“ ศิษย์น้องสามใจเย็นๆ หยางเฟยหลงมันก็แค่คนที่ตายไปแล้ว มันไม่มีพลังปราณยุทธ์อะไรเลย เพียงแต่ใช้เลห์เหลี่ยม หลอกลวงคนไปวันๆ ให้มันออกนอกเมืองไปก่อนแล้วค่อยๆ สังหารมันก็ไม่สาย”
“ ข้ารู้” ไป๋ซวงเอ่ยสั้นๆ
“ ให้พี่รองไปช่วยเจ้าไหม?” ปรมาจารย์ฆ้อนคู่ว่านหู่เสนอตัวขึ้นมา
“ แค่คนไร้วรยุทธ์คนเดียว ข้าคนเดียวก็พอแล้ว” หยูซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ส่วนราเชน ก็รู้โล่งใจ ที่ออกจากเมืองเจียงมาโดยปลอดภัยไม่มีใครคอยมาดักจับตัวเขาไปอีก ในระหว่างทางเดินนั้น ราเชนก็ได้รู้ว่า นายท่านสี่นั้นเป็น คุณชายสี่ของตระกูลฟง คหบดีที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง ตระกูลฟงนั้นมีเหมืองทองคำอยู่ทั้งห้าอาณาจักร โดยเฉพาะอาณาจักรประจิม มีมากถึงสิบเหมือง แต่ต้องมาถูกมือสังหารฆ่าตายที่เมืองเจียงแห่งนี้ คุณหนูใหญ่ฟงอี้หลัน เพื่งจะมีอายุได้เพียง 18 ปี เลยต้องรับช่วงสืบทอดหน้าที่ของบิดา และยังต้องดูแลน้องชายฟงเสี่ยวตง ที่เพิ่งมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น ส่วนชายหนุ่มที่ยืนด้านข้างของคุณหนูใหญ่ คือหัวหน้าผู้คุ้มกันของ นายท่านสี่ชื่อว่า หวังฉี ซึ่งราเชนมองตาของมันก็รู้สึกว่า
หวังฉี ไม่ชอบหน้าของราเชนตั้งแต่แรกเห็น
ทั้งหมดเดินทางออกมาได้สักสองชั่วยาม สองฝั่งทางก็เริ่มไร้แสงไฟ ไม่มีผู้คนอาศัย มีแต่ป่าเขา บนท้องฟ้าก็มีแต่แสงจันทราที่มีเมฆหมอกบดบัง บรรยากาศก็เริ่มเย็นจนรู้สึกผิดปกติ ด้านหน้ามีวัดร้างแห่งหนึ่ง ราเชนที่เห็นก็รู้สึกวังเวงชอบกล หวังฉีที่ขี่ม้านำหน้าอยู่ ก็สั่งการว่า
“ พวกเราจะพักกันที่วัดร้างแห่งนี้ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเดินทางกันต่อ”
“ พี่ใหญ่ ที่นี่มีผีไหม?” เสี่ยวตงเด็กน้อยจับแขนของ คุณหนูใหญ่ฟงอี้หลันแล้วเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัว
“ ไม่ต้องกลัว เรามีท่านนักพรตอู๋ติ้งอยู่ด้วย รับรองภูตผีปีศาจ ไม่กล้าหลอกหลอนพวกเราแน่”
เสี่ยวตงหันมามองหน้า ราเชนที่ได้แต่ยิ้มและพยักหน้า พร้อมกับตบหน้าอกของตนเองรับประกัน แต่ในใจคิดว่า หากมีผีโผล่มาจริงๆ ก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้ว
ราเชนนำยันต์มาป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย ออกมาแปะไปทั่วรอบๆ ที่ทุกคนนอน ซึ่งเป็นยันต์ที่เคลือบสารกำมะถัน และยังลงอักขระยันต์ป้องกันเอาไว้ ทำให้พวกสัตว์มีพิษทุกชนิด ไม่กล้าเข้ามาในเขตที่พวกเขานอน
โดยที่แต่ละคนก็เข้ามาขอยันต์กันผี กับราเชนเพิ่มอีก ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยเขียนยันต์กันผีซักที เพราะคิดว่าผี คงไม่มีในโลกนี้แน่ๆ หากจะมีก็คงเป็นพวกคนที่เป็นพวกฝึกวิชามารเสียมากกว่า แต่พอมีคนมาขอเช่นนี้ เขาเองจึงได้แต่นำยันต์เปล่าๆ ของตน ขึ้นมาเขียนตามตำราจิตเทพจักรวาล แล้วทยอยแจกให้กับทุกๆ คนไปแทน
“ ข้าขอสองแผ่น” เสี่ยวตงยื่นมือขอ กับราเชนเพิ่มอีก 1 แผ่น
“ คุณชายน้อย ใช้แผ่นเดียวก็พอ”
“ ข้าจะเอาไปให้พี่ใหญ่ด้วย”
หวังฉีได้ยินก็เดินปรี่เข้ามาหาคุณชายน้อยทันที
“ ข้าอยู่ทั้งคน คุณชายน้อยไม่ต้องกลัว ต่อให้ผีมา ข้าจะปกป้องคุ้มครองท่านกับพี่ใหญ่ของท่านเอง”
หวังฉี ชูดาบของตนเพื่อ แสดงความมั่นใจให้คุณชายน้อยดู ไม่สนใจราเชนแม้แต่น้อย
“ ไม่ต้อง ข้าจะปกป้องพี่ใหญ่ของข้าเอง” เด็กน้อยยังคงยื่นมือมาขอราเชนด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว ราเชนจึงได้แต่มอบยันต์กันผีให้ไปเพิ่มอีก 1 แผ่น
เด็กน้อยดีใจเหมือนได้ของเล่นรีบวิ่งไปมอบให้กับ คุณหนูใหญ่ในทันที
“ นักพรตน้อย นี่เจ้าเป็นนักพรตจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย” หวังฉีมองหน้าราเชนอย่างสงสัย เพราะดูท่าทาง ที่อ้วนและ ยังวัยเยาว์ ไม่น่าจะเป็นนักพรตได้
ราเชนไม่ตอบ แต่นำยันต์ออกมาหลายใบ แล้วโยนออกไปด้านหน้า ยันต์สีแดงก็เกิดเปลวไฟลุกขึ้น หวังฉี ถึงกับผงะถอยหลัง ชักกระบี่ขึ้นมาทันที
“ เจ้า เจ้าคิดจะทำอะไร”
“ รอบตัวของท่าน มีกลิ่นไอความตายปกคลุมมากมายมาย เหล่าภูตผีปีศาจชอบนักแล ข้าเพียงแต่ช่วยขับไล่ไอความตายให้ไปเท่านั้น แต่ไม่อาจไล่ออกไปได้หมด ท่านต้องระวังตัวเอาไว้ เพราะหากถูกภูตผีโจมตี มันจะเข้ารุมตัวของท่านก่อนเป็นคนแรก"
ราเชนเอ่ยจบ ก็ไม่สนใจ เก็บยันต์ทั้งหมด แล้วจะเดินจากไป
หวังฉี ที่ได้ยินอย่างนั้น ก็เกิดรู้สึกเย็นขึ้นมากระทันหัน รีบเอ่ยออกมาไปว่า
“ เดี๋ยว…ท่านนักพรตข้าไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไร แต่ว่าลูกน้องของข้าหลายคนเชื่อเรื่องแบบนี้ เอายันต์กันผีมาให้ข้าสิบใบ ข้าจะไปแจกจ่ายให้กับลูกน้องของข้า"
หวังฉีเอ่ยเหมือนไม่สนใจ แต่ก็รับยันต์กันผี แล้วรีบเก็บใส่อกเสื้อของตนทันที ราเชนได้แต่ส่ายหัว แล้วก็หาที่นั่งทำสมาธิ เพื่อเพื่มพลังจิตของเขาต่อไป
ในขณะที่ราเชนนั่งสมาธิอย่างเงียบๆอยู่นั้น สัมผัสของเขาก็ตื่นตัวขึ้นมาผิดปกติ รู้สึกได้ถึงมวลไอเย็นที่มากกว่าปกติ มาอยู่ข้างซ้ายของตัวเขา ราเชนลืมตามองก็แทบช็อค เพราะพบกับชายคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดขาว หน้าตาขาวซีด อายุราวๆ ห้าสิบปี มานั่งข้างๆ แล้วยิ้มให้เขา
“ ผะ...ผี?” ราเชนรีบเอามือปิดปากของตนไม่อยากแสดงความกลัวออกมาให้ผู้อื่นได้รู้ แล้วขยับตัวห่างออกจากชายชุดขาว เพราะรู้ได้โดยอัตโนมัติว่า ชายผู้นี้ไม่ใช่คนแน่ๆ
“ นักพรตน้อย ท่านกลัวผีด้วยรึ?”
“ ท่าน...เป็น..ใคร ต้องการ..อะไร กันแน่?” ราเชนกระซิบออกมาเบาๆ เพื่อไม่อยากให้ผู้อื่นตกใจ
“ ข้าคือ ฟงซื่อเปียน” ชายชุดขาวเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ ฟงซื่อเปียน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ...เอ๋..เดี๋ยว…นะ..” ราเชนมองไปที่โลงศพ แล้วหันมามองหน้า ชายชุดขาวอีกครั้ง
“ เฮ้ย...นายท่านสี่ ท่านคือผีนายท่านสี่่?” ราเชนเอ่ยออกมาเสียงดังขึ้น ทุกคนเริ่มหันมามองเขา ที่พูดอยู่คนเดียว แต่ว่าไม่รู้ว่าราเชนพูดอะไรออกมา ราเชนรู้สึกตัวจึงได้แต่หลับตานั่งสมาธิอีกครั้ง แต่ นายท่านสี่กลับเอ่ยออกมาว่า
“ ใช่..ข้าคือนายท่านสี่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทักทายกัน ตอนนี้มีโจรอยู่ประมาณสามสิบคน พวกมันซุ่มอยู่ด้านนอก อีกไม่นานพวกมันจะบุกเข้ามา เจ้าช่วยเตือนทุกๆ คนด้วย”
“ โจร?”
ราเชนถึงกับขมวดคิ้ว แล้วมองไปที่รอบๆ วัดร้าง
“ ช่วยคุ้มครองลูกๆ ของข้าด้วย” ผีนายท่านสี่เอ่ยจบก็หายไป ราเชนถึงกับลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปหาหวังฉี เพื่อแจ้งเรื่องนี้
“ อะไรนะ โจรอย่างนั้นรึ เป็นไปไม่ได้ ข้าส่งคนไปตรวจสอบในรัศมีรอบๆ วัดแล้วหาได้มีใครสักคนอยู่เลย เจ้ารู้ได้ยังไงกัน”
ราเชนอยากจะบอกว่า นายท่านสี่เป็นคนมาบอก แต่ไม่อยากเอ่ย เพราะเกรงว่าจะต้องตอบคำถามมากมายแน่ๆ จึงได้แต่บอกออกไปว่า
“ ภูตผีแถวนี้ มากระซิบบอกกับข้า”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผีกระซิบอย่างนั้นรึ?” หวังฉีหัวเราะ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
“ หัวหน้าหวัง ท่านส่งคนไปตรวจสอบอีกรอบ และสั่งให้ทุกคนระวังตัวเอาไว้ก่อนดีกว่า” คุณหนูใหญ่ที่ยืนฟังอยู่ด้วย รีบสั่งการทันที
“ ขอรับ” หวังฉีรับคำแล้วเดินออกไปสั่งการทันที
“ คุณหนูใหญ่เชื่อเรื่องภูตผีด้วย?” ราเชนหันไปถามด้วยความสงสัย
“ ข้าไม่ได้เชื่อภูตผี แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกๆ คน ข้าไม่อาจประมาทได้”
ราเชนได้แต่ยิ้มให้ ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องตะโกนออกมาจากผู้คุ้มกัน
“ ผี ... ผีหลอก...” หวังฉีนั้นถึงกับวิ่งมาหาราเชนด้วยหน้าตาตกใจสุดขีด
“ ท่านนักพรต พวกมันไม่ใช่โจร แต่เป็นผี.. ท่านรีบออกไปจัดการกับมันเร็ว”
“ ผี?” ราเชนนั้นถึงกับมึนงง แต่ก็รีบออกไปดู
พอไปถึงด้านหน้าทางเข้า ก็พบกับเงารูปคนชุดขาวลอยไปมา กลางอากาศหลายคน ล้อมรอบวัดร้างเต็มไปหมด เหล่าผู้คุ้มกันทั้งหลาย และเหล่าเด็กรับใช้ ต่างรวมตัวกันแน่น ยืนตัวสั่น มองไปมารอบๆ อย่างหวาดกลัว
“ ท่านนักพรตจัดการกับพวกมันยังไงดี”
ราเชนไม่ทันได้ตอบอะไร ก็พบโครงกระดูกมนุษย์ถือดาบ ยืนอยู่บนกำแพงอีกเกือบสามสิบคน มีผู้นำสวมเสื้อคลุมสีดำ ยกมือส่งสัญญาณ พวกมันก็ลอยตัวลงมาจากกำแพงวัด เข้าฟันใส่คนของตระกูลฟงทันที
“ พวกมันเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ภูติผี”
ราเชนเอ่ยออกไป พร้อมกับเหวี่ยงยันต์เพลิงออกไปนับร้อยๆ แผ่น ถูกเข้ากับร่างโครงกระดูก
พรึบ พรีบ พรึบ !!! อ๊ากกกกก !!!!
เสียงโครงกระดูกร้องออกมาอย่างโหยหวน ที่แท้แล้ว พวกมันสวมชุดสีดำแต่เขียนลายโครงกระดูกเอาไว้ ทำให้มองไกลๆ เหมือนเป็นโครงกระดูกเคลื่อนที่ได้
พอทุกคนเห็นดังนั้น ก็เลยรวมตัวกันต่อสู้เข้ากับพวกคนร้ายเหล่านี้กันอย่างเข้มแข็ง
ชายหัวหน้าชุดคลุมดำ ส่งเสียงคำรามออกมาด้วยเสียงอันดัง
“ ภูตโหงพรายทั้งหลาย จงมารวมตัวกันจัดการกับพวกมันเดี๋ยวนี้”
เงาภูตผี ที่ลอยไปลอยมากลางอากาศ ก็กระโดดลงมาจากอากาศ ราเชนไม่สนใจ นำหน้าไม้ของตนออกมาถือด้วยสองมือ แล้วกราดยิงใส่พวกเงาภูตผีชุดขาว
พวกมันที่กำลังลอยลงมา ถูกลูกดอกหน้าไม้ยิงอัดเข้าใส่กลางลำตัวคนละดอกสองดอก ลงไปนอนตาย ผ้าคลุมสีขาว หลุดออกจากตัว ที่แท้พวกมันเป็นแค่คน แต่บางคนยังห้อยต่องแต่งกลางอากาศ พวกมันใช้เชือกขึงเอาไว้กับต้นไม้
ไม่ทันได้ปลดร่างของตนเองลงมา ก็ตายไปอีกหลายคน
“ เจ้านักพรตอ้วน แกต้องตาย”
ชายชุดคลุมสีดำ สะบัดผ้าออกเผยให้เห็นคทาหัวกะโหลกสีดำ ปลายเป็นกรงเล็บกระดูกขาว พุ่งตะปบเข้าใส่ราเชนอย่างรวดเร็ว แม้ราเชนจะใช้หน้าไม้ทั้งสองตัว ระดมยิงใส่ แต่ทว่า เจ้าหัวหน้าโจร กลับมีพลังปราณยุทธ์คุ้มกายเอาไว้ ราเชนได้แต่ปล่อยยันต์กำแพงออกไปกั้นขวางมันเอาไว้
โครม !!
กำแพงยันต์ไม่อาจต้านทานพลังมันได้ ถูกทำลายจนสิ้น แล้วกรงเล็บกระดูกขาวก็พุ่งเข้ามาใกล้ จะถูกหน้าอกของราเชน แต่ทว่ามียันต์นับร้อยแปะเข้าไปที่ร่างของหัวหน้าโจร ทำให้มันหยุดการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่ง
แต่ก็สะกัดหัวหน้าโจรผู้นี้ได้แค่พริบตา มันก็เคลื่อนไหวได้ แต่แค่นั้นก็พอแล้ว ราเชนพุ่งกายเข้าไปใกล้ แล้วเชือดคอของมันด้วยมีดนิรนามจนคอหอยของมันขาดวิ่น ตายไปในลักษณะตาค้าง ไม่อยากเชื่อสายตา
ลูกน้องโจรเห็นหัวหน้าของตนตาย ก็แตกตื่นตกใจ รีบหนีออกจากวัดร้าง ถูกคนของหวังฉีไล่ฆ่าฟันตายกันเกลื่อน
“ ไม่ต้องตาม อาจมีพวกมันหลบซ่อนอยู่”หวังฉีรีบบอกลูกน้องของตน
“ ต้องขอบคุณท่านนักพรต หากไม่ได้ทันช่วย พวกเราคงลำบากแน่ๆ” คุณหนูใหญ่ที่จับดาบมือหนึ่ง แล้วอีกมือจับมือน้องชายแน่น เตรียมพร้อมสู้เช่นกัน
“ เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
“ นั่นซิ ท่านนักพรตรู้ได้ยังไงว่าพวกมันไม่ใช่ผี” หวังฉีรีบเข้ามาถามอย่างสงสัย..