บทที่ 120 บ้าน
ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่บ้านในเขตชั้นกลางนั้นมีมาก เพียงกดเลือกดูพื้นที่บ้านที่กำลังขายอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เห็นข้อมูลขึ้นมามากมายแล้ว ส่วนใหญ่....คนที่อยู่เขตชั้นกลางนี้มักจะเป็นนักล่าระดับต่ำ หรือไม่ก็ครอบครัวที่เคยมีนักล่าอาศัยอยู่
ก่อนที่จะถูกเตะออกไปจากพื้นที่นี้ พวกเขาจะต้องมีผู้ใช้พลังงานในครอบครัวอย่างน้อย 1 คนถือกำเนิดขึ้น มันเหมือนเป็นการบังคับให้เกิดการใช้พลังงาน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้คนจะขวนขวายหาแหล่งพลังงานจำนวนมาก นั่นก็เพราะมีหลายคนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ใช้พลังงาน แต่ทันทีที่พวกเขาทดลองดูดซับพลังงานเข้าไป สุดท้ายก็จำเป็นต้องผลักดันให้เป็นผู้ใช้พลังงานให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องตาย...
มีหลายครอบครัวที่ถูกเตะออกจากพื้นที่เขตกลางเพราะไม่มีสมาชิกเป็นผู้ใช้พลังงานเหลืออยู่แล้ว หรือบางครอบครัวก็ตายกันยกครัว ทำให้บ้านในพื้นที่เขตกลางมักจะว่างอยู่เสมอ
ไม่เหมือนบ้านที่อยู่เขตชั้นใน พวกเขามีอำนาจมาก ต่อให้ในรุ่นนี้ไม่มีผู้ใช้พลังงานเลย ทว่าด้วยความดีความชอบของบรรพบุรุษ สิทธิในการให้ใช้พื้นที่ยังคงอยู่อีกหลายสิบปี ดังนั้นลูกหลานของพวกเขาจึงอยู่ได้อย่างสบายๆ
ถ้าไม่ได้ทำผิดร้ายแรงจริงๆ ก็ยากที่จะถูกขับไล่ออกมา....
ซูหยวนเลือกบ้านที่น่าจะเหมาะกับครอบครัวเล็กๆของเธอ พ่อแม่อันยังอายุไม่มากนัก ถ้าพวกเขามีเงินมีทรัพยากรมากพอ วันข้างหน้าจะมีน้องสาวน้องชายให้เธออีก 2-3 คนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ดังนั้นซูหยวนต้องการบ้านที่มีห้องเพียงพอรองรับพี่น้องทั้งหมดของตนเองในอนาคต ทว่า...มันไม่ควรจะใหญ่เกินไป เพราะอีกไม่นาน..เธอก็คาดหวังว่าจะสามารถกลายเป็นผู้อยู่อาศัยเขตชั้นในกับเขาบ้าง
แน่นอนว่าอาจจะกินเวลาไปอีกหลายสิบปีก็ได้ บ้านที่เขตชั้นกลางนี้จึงควรมีคุณภาพบ้าง ไม่อย่างนั้นพ่อแม่อันคงจะลำบากเกินไป
เพราะมีบัตรอนุญาตให้อยู่อาศัยเขตชั้นกลางจากกองทัพ ซูหยวนเพียงยื่นเอกสารนี้ให้กับทางการ เธอก็สามารถลงทะเบียนสมาชิกในครอบครัวเป็นคนเขตชั้นกลางได้แล้ว เหลือก็แค่ต้องเลือกซื้อบ้านที่เหมาะสมเท่านั้น
“ตอนนี้คุณมีเวลา 1 สัปดาห์ในการลงทะเบียนบ้านพักอาศัย หากยังไม่พบบ้านที่ถูกใจ คุณจะถูกจัดให้อยู่ในบ้านพักที่ทางการเลือกให้ โดยมีค่าใช้จ่าย 50 ล้านเครดิต...” เจ้าหน้าที่เตือนซูหยวน
การเลือกซื้อบ้านที่เขตชั้นกลางนี้ พวกเขาจะต้องมีเงินอย่างน้อย 100 ล้านเครดิตจึงจะได้บ้านดีๆอยู่ แน่นอนว่าถ้าจนปัญญาแล้ว เงิน 50 ล้านเครดิตก็ทำให้พวกเขามีที่อยู่เหมือนกัน ทว่า...บ้านที่กองทัพจัดสรรให้เป็นบ้านแบบไหน? ถ้าเทียบกับบ้านที่มีอยู่ของพวกเธอในเขตชั้นนอก บ้านของกองทัพจัดสรรก็แค่เพิงเก็บของเท่านั้น!
ราคา 50 ล้านเครดิตสำหรับเพิงพักอาศัยพวกนั้นนับว่าแพงเกินไป พูดให้ถูกก็คือ...นี่เป็นการบังคับให้ซูหยวนไปซื้อบ้านมาในราคา 100 ล้านเครดิตให้ได้!!
เด็กสาวลาเรียนช่วงบ่ายของวัน ซึ่งเป็นวิชาการใช้ธนูขั้นต้นเพื่อไปทำธุระ เนื่องจากเธอเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้ง ดังนั้นจึงได้รับการทดสอบเป็นกรณีพิเศษ และเธอก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนวิชานี้อีกก็ได้ แน่นอนว่าการเข้าเรียนก็ยังมีประโยชน์ของมันอยู่ ถ้าซูหยวนอยากจะได้ความรู้พื้นฐานที่มากขึ้น หรืออยากได้ยินประสบการณ์ตรงจากอาจารย์ การเข้าเรียนตามเวลาจะเป็นประโยชน์มาก เพราะแบบนั้น...ถ้าไม่ติดภารกิจอะไร ซูหยวนจะเข้าเรียนเสมอ
สำหรับเรื่องบ้านที่ซูหยวนดูไว้ ตอนนี้มีอยู่ 3 หลังที่น่าสนใจ บ้านหลังแรกเป็นบ้านของหญิงสาวคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังจะแต่งงาน ในขณะที่บ้านหลังนี้เธอได้รับมาเป็นมรดกจากครอบครัวอีกที พ่อแม่ที่แก่ชราได้ตายจากไปแล้ว เหลือเธอเป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องพักอาศัยที่นี่ต่อ
อีกอย่าง ถ้าเธอไม่ทำอะไร ตัวเธอที่ไม่ใช่นักล่า อีกหน่อยจะต้องถูกทางการยึดบ้านไปแน่ พวกเขามักจะใช้บ้านเหล่านี้เพื่อมอบเป็นของขวัญให้ผู้ทำความดีความชอบ ซึ่งสายตาของทางการที่จับจ้องอยู่เสมอนี้ทำให้หญิงสาวอึดอัดใจ ... แทนที่จะปล่อยให้ถูกยึด สู้ขายออกไปในราคา 100 ล้านเครดิตยังจะดีเสียกว่า!
อย่างไรก็ตาม ซูหยวนไม่ได้ชอบบ้านหลังนี้ไปเสียทีเดียว ห้องพักของที่นี่แยกออกเป็น 3 ห้องพักเท่านั้น ในความคิดของเธอ ถ้าพ่อแม่มีลูกเพิ่มอีก 2 คน บ้านพักหลังนี้ก็ไม่เพียงพอแล้ว เธออยากให้เด็กๆมีห้องพักเป็นของตนเองด้วย แต่ก็นั่นแหละ...ถ้ามองอีกมุม บ้านพักหลังนี้ก็ยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น
กว่าน้องในอนาคตของเธอจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นใช้เวลาอีกหลายปีเลย .... หากซูหยวนสามารถสร้างความดีความชอบ ก่อร่างสร้างตัวจนเข้าไปอยู่เขตชั้นในได้เร็ววัน บ้านนี้ก็ต้องขายออกไปอยู่ดี ส่วนน้องๆของเธอ...ซูหยวนไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่เขตชั้นกลางนี้ตามลำพัง
ในขณะที่บ้านหลังนี้มีห้องแยก 3 ห้อง บ้านอีก 2 หลังมีห้องแยก 4 ห้องตามต้องการพอดี ทว่า...บ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านคู่รักชรา พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่จนเกษียณอายุ ผู้นำครอบครัวเป็นชายชราคนหนึ่งที่เป็นทหารจนครบวาระ ความเป็นอยู่ของพวกเขาค่อนข้างดี แต่ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตอย่างสมถะมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้เคยมีลูกชาย 1 คน แต่น่าเสียดายที่ลูกชายของพวกเขาด่วนจากไปเสียก่อน ทำให้เหลือเพียงสองคนเท่านั้น
บ้านที่คิดว่าจะมอบให้ลูกชาย กลับกลายเป็นบ้านที่ไร้เจ้าของ รอเพียงพวกเขาจากไปหมด บ้านก็จะถูกทางการยึดไป ซึ่งมันทำให้พวกเขารู้สึกเสียดายไม่น้อย
ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างดี เพราะมีเงินกี่เครดิตก็เอาไปให้ลูกชายใช้ทั้งหมด กว่าจะปั้นเด็กคนหนึ่งจนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ทำเอาบ้านทั้งหลังขาดแคลนเงิน ในฐานะพ่อแม่...พวกเขาต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ ไม่มีวันไหนเลยที่หัวหน้าครอบครัวอย่างชายชราจะได้หยุดงาน
น่าเสียดายที่การทุ่มเททั้งหมด ตอบแทนด้วยการจากลา เมื่อพวกเขาไม่มีลูกชายแล้ว ทั้งสองก็ใช้ชีวิตยากลำบากมาโดยตลอด ดังนั้น...คู่รักชรานี้จึงต้องการขายบ้านเพื่อเอาเงินก้อนใหญ่นี้ไปใช้ชีวิตให้มีความสุข
ราคาบ้านขั้นต่ำที่ทางการกำหนดให้ขายคือ 100 ล้านเครดิต แต่เพราะบ้านของพวกเขามีขนาดใหญ่ จึงขายที่ราคา 110 ล้านเครดิต นับว่าไม่ได้มากเกินไป หากเทียบกับขนาดพื้นที่บ้านแล้ว ยังเรียกว่าถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ถึงอย่างนั้น บ้านที่ดีแบบนี้ ราคาถูกขนาดนี้ ที่ยังขายไม่ออกก็เพราะพวกเขามีเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องการให้ผู้ซื้อใหม่ยอมรับด้วย
เพราะทั้งสองคนอายุมากแล้ว ถ้าขายบ้านตอนนี้ก็คงไม่มีที่อยู่อีก ครั้นจะให้ออกไปอยู่เขตชั้นนอก ชีวิตที่ยากลำบากแบบนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเงื่อนไขแรกที่พวกเขาเรียกร้องมาก็คือ การที่เจ้าของบ้านต้องยินยอมให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้จนกว่าจะตายจากกันไปหมดสองคน!
เพียงเงื่อนไขข้อแรกนี้ก็ทำให้ผู้ซื้อลังเลแล้ว ต่อให้บอกว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กซึ่งแต่เดิมแล้วมีไว้รับรองแขก บ้านหลังเล็กนี้ถูกสร้างขึ้นมาทีหลัง มันอยู่ในอาณาเขตบริเวณบ้านของพวกเขานี่แหละ ทางการจึงไม่ได้คิดว่าเป็นบ้านแยกออกมาอีกหลัง
คู่รักชราบอกว่าพวกเขาจะยกบ้านหล้งเล็กนี้ให้ฟรีๆ หลังจากที่พวกเขาตายไปแล้ว หากมองในมุมมองผลประโยชน์แล้ว นับว่าพวกเขาขาดทุนจริงๆ ทั้งราคาบ้านแสนถูก ไหนจะแถมบ้านหลังเล็กให้อีก ทว่า...ถ้ามองในมุมมองของมนุษย์ การที่ต้องปล่อยให้คนนอกครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านเดียวกัน ยังนับว่าน่าอึดอัดใจไม่น้อย
วันแรกคงไม่เป็นปัญหา วันที่สองก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าวันที่ 100 หรือปีที่ 10 พวกเขาก็ยังต้องอยู่ด้วยกัน เห็นหน้าเห็นตากันทุกวันล่ะ แม้แต่มีความลับก็ยังต้องคอยระวังพวกเขา เช่นนั้น...ชีวิตจะสงบสุขจริงๆน่ะหรือ?
ซึ่งแน่นอนว่าเงื่อนไขนี้ไม่ได้เลวร้ายนัก ด้วยผลประโยชน์ที่เหมาะสม การรับเงื่อนไขให้สองผู้ชราอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็ยังมีหลายคนที่ยอมรับได้
ทว่าปัญหาที่แท้จริงก็คือเงื่อนไขข้อที่สองนี้ต่างหาก!
เงื่อนไขข้อที่สอง นอกจากพวกเขาจะต้องยอมให้สองผู้ชราอยู่พักในบ้านหลังเล็กแล้ว หลังจากที่ผู้ชราคนใดคนหนึ่งตายจากไป ผู้ชราอีกคน...จะขอยกให้เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อในการดูแล
ต้องทำสัญญากันไว้ ห้ามไม่ให้ผู้ซื้อปล่อยให้ผู้ชราตกตายไปโดยไม่รับผิดชอบดูแล อย่างน้อยๆก็ต้องพาผู้ชราอีกคนไปพบแพทย์ ต้องดูแลดุจญาติผู้ใหญ่ ซึ่งสัญญานี้จะมีการลงทะเบียนเอาไว้ ทุกๆวันจะมีทหารมาตรวจสอบว่าการดูแลของพวกเขาดีหรือไม่ ผ่านการที่ผู้ชราจะจ่ายเงินเครดิตล่วงหน้าให้ไว้ทางการ
และด้วยเงื่อนไขนี้ มันทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องการบ้านหลังนี้อีกต่อไป!
ไม่ใช่แค่เรื่องการลำบากต้องดูแลอย่างดี แต่มากไปกว่านั้น...พวกผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาให้ผู้ชราคนที่เหลือด้วย! ถ้าอีกฝ่ายเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาๆก็ไม่เป็นอะไร ทว่า..มันจะเป็นปัญหาทันที ถ้าผู้ชรามีโรคร้ายแรงที่ต้องใช้เครดิตมาก
หากใช้เครดิตเดือนละ 1 หมื่นเครดิต แล้วดันอายุยืนไปอีกเป็น 10 ปี ถ้าเป็นคนในครอบครัว...บางคนก็ยังยอมแพ้แล้วปล่อยให้จากไปอย่างสงบเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยเงื่อนไขที่ผู้ชราทั้งสองมอบไว้ให้ ตราบเท่าที่พวกเขาปล่อยให้อีกฝ่ายตายโดยไม่จ่ายค่ารักษา เช่นนั้น...ทางการก็สามารถยึดบ้านของพวกเขาได้เลย
เงื่อนไขนี้ก็สามารถเข้าใจได้ ผู้ชราทั้งสองไม่รู้ว่าใครจะจากกันไปก่อน พวกเขาไม่มีลูกหลานคอยดูแล ขอแค่วันที่ใกล้ถึงฝั่งแล้วจะไม่ตกตายอย่างน่าอนาจ ดังนั้นถ้าคนไหนที่รับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกจะดีกว่า
และก็ใช่! จนกระทั่งตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครคิดจะซื้อบ้านที่เต็มไปด้วยปัญหานี้สักคนเดียว
ซูหยวนมองดูเงื่อนไขทั้งสองข้อ ในความคิดของเธอ...มันไม่ผ่านตั้งแต่เงื่อนไขแรกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านของพวกเขาดีจริงๆ ซูหยวนก็คงจะตัดบ้านหลังนี้ออกจากตัวเลือกไปแล้ว
สุดท้าย บ้านอีกหนึ่งหลังที่มีห้องแยก 4 ห้อง มีขนาดเล็กกว่าบ้านของคู่ชรา แต่ราคาปาไปถึง 150 ล้านเครดิต ถือเป็นบ้านที่ราคาแพงมากอีกหลังหนึ่งเลย
เจ้าของบ้านนี้ไม่ได้ติดปัญหาอะไร พวกเขาจึงสามารถขายมันในราคาแพงได้ เดิมทีแล้ว...เจ้าของบ้านหลังนี้เป็นเด็กสาวผู้ใช้พลังงานคนหนึ่ง เมื่อแต่งเข้าบ้านสามีก็ย้ายไปอยู่กับสามี ปล่อยบ้านหลังนี้ทิ้งไว้ในชื่อของตนเองอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าการคงสถานะบ้านเอาไว้ในชื่อของตนจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา แต่ในฐานะผู้ใช้พลังงานแล้ว เงินที่ต้องจ่ายทางการไม่นับเป็นอะไรได้ ดังนั้น...บ้านหลังนี้ ใครอยากจะซื้อก็ซื้อ ใครไม่อยากซื้อก็แค่ไสหัวไปก็พอ!
ในความคิดของซูหยวน เธอไม่ใช่พวกชอบมีปัญหา การได้ซื้อบ้านโดยไม่ติดเงื่อนไขอะไรนับว่าดี แต่...หลังจากใช้เวลาในการตรวจสอบพื้นที่นั้น เธอก็พบว่าบ้านที่บอกไม่มีปัญหา แท้จริงแล้วมีบางอย่างซ่อนอยู่...
คำถามแรกที่ซูหยวนมีต่อบ้านหลังนั้นก็คือ ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะไปอยู่บ้านของสามีที่ขนาดเล็กกว่า แทนที่จะอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของภรรยา ในเมื่อพวกเขาแต่งงานกันแล้ว และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบใช้เงิน ดังนั้นก็น่าจะอยู่บ้านหลังใหญ่ ทั้งยังอยู่บริเวณกลางๆของพื้นที่ส่วนกลางด้วย
ร้านค้ามากมายอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอ เดินทางเข้าเขตชั้นในก็แสนสะดวก ... ด้วยความสงสัยนี้ ซูหยวนจึงเลือกเดินอยู่อยู่รอบๆบ้านหลังนั้นทุกเย็นเป็นเวลา 3 วันแล้ว ซึ่งในที่สุด...เธอก็ได้รู้ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้
ไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้มีปัญหา แต่เป็นเพื่อนบ้านต่างหากที่มีปัญหา!!
วันสองวันแรกที่ซูหยวนไปเดินดูรอบๆบ้าน เธอไม่พบความผิดปกติอะไร ตอนกลางวันผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย ตอนกลางคืนเงียบสงบและเหมาะแก่การพักผ่อนตามกฎของทางการ จนกระทั่งวันที่สาม...กลิ่นเหม็นเน่าที่เริ่มโชยออกมาจากบ้านของเพื่อนบ้านทำให้ซูหยวนต้องขมวดคิ้ว
แม้ว่ากลิ่นนี้จะคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่การที่กลิ่นนี้อยู่ในที่พักไม่นับว่าเป็นเรื่องดีอะไร ซูหยวนตามหาที่มาของกลิ่นจนได้รู้ว่าบ้านเพื่อนบ้านนี้ แท้จริงแล้วเป็นบ้านของนักวิจัยผู้หนึ่ง อีกฝ่ายเปลี่ยนห้องว่างในบ้านกลายเป็นห้องทำงานห้องหนึ่ง วันดีคืนดีก็จะเริ่มทำการทดลองด้วยการหมักของต่างๆ แค่ถามเพื่อนบ้านรอบๆ...เธอก็พบว่าพวกเขาทำแบบนี้มี 3-4 ปีแล้ว
พวกเพื่อนบ้านยังบ่นให้ฟังอีกด้วย บางช่วงนั้นมีกลิ่นเน่าเหม็นของการหมักซากกลายพันธุ์จำนวนมากพวกนี้จนอยู่ในบ้านไม่ได้ ลูกเด็กเล็กแดงอาเจียนออกมาจนต้องไปพักบ้านเพื่อนที่อยู่ไกลออกไป แม้ว่าจะแจ้งทางการไปแล้ว แต่ก็ควบคุมได้ไม่นาน หลังจากแจ้งก็มีกลิ่นหายไปหลายวันหน่อย สักพักก็มีกลิ่นกลับมาอีก!
สุดท้าย จึงได้รู้ว่าเพื่อนบ้านคนนี้เป็นคนของกองทัพ การทดลองที่เขาทำก็เพื่อการพัฒนาให้กองทัพทั้งนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความผิดของเขาจะทำให้ไม่ได้รับโทษรุนแรงอะไร อย่างมากก็แค่คำเตือนเท่านั้น...
หากซูหยวนซื้อบ้านหลังนี้ เธอจะต้องมั่นใจว่าจัดการบ้านของตัวเองจนกลิ่นภายนอกไม่เข้ามาได้อีก หรือไม่...ก็ต้องจัดการเพื่อนบ้านคนนี้ให้ได้
เธอจดรายละเอียดทั้งหมด ทั้งข้อดีและข้อเสียของบ้านทั้ง 3 นี้แล้ว จากนั้นก็แค่ไปรับพ่อแม่เข้ามาดูบ้านจริงเท่านั้น เธอได้นัดเจ้าของบ้านทั้ง 3 หลังเอาไว้ก่อนแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด...วันนี้เธอก็ควรจะได้บ้านของตัวเอง แล้วพาพ่อกับแม่ไปจดขึ้นทะเบียนบ้าน
……………………………………………