“เถ้าแก่จง วันพรุ่งนี้ เตรียมอาหารเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งของวันนี้ เราไม่ต้องขายทั้งวันหรอก”
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ”
“ขายถึงช่วงเลยกลางวันนิดๆ ก็พอ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าต้องรีบมาเพราะของจะหมด เราก็จะได้ทำงานน้อยลง ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอขายของทั้งวัน”
เถ้าแก่จงยิ้มออกมา “คุณชายหมายถึง เราเตรียมอาหารที่พอขายแค่ค่อนวันก็พอ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบมาซื้อ อย่างนั้นหรือขอรับ”
หลี่หยวนหยวนพยักหน้า “ใช่ นี่เป็นการจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพ”
“ประสิทธิภาพ คืออันใดหรือขอรับ” เถ้าแก่จงขมวดคิ้ว คำพูดของคุณชายหลี่ช่างประหลาดเหลือเกิน
“เอ่อ...” หลี่หยวนหยวนนึกอยากจะเขกหัวตนเอง นางไม่ควรใช้คำศัพท์ที่พิสดารเหล่านี้กับคนยุคโบราณ “ข้าพพูดผิดน่ะ หมายถึงว่าเราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า เพราะทุกคนต้องตื่นเช้ามืดเพื่อมาเตรียมของขายแล้ว หากให้ทำงานจนเย็นย่ำค่ำมืดจะเหนื่อยเกินไป ต้องเผื่อเวลาให้ทุกคนไปพักผ่อนให้เต็มที่”
“จริงขอรับ ที่ผ่านมา ข้าเฝ้าร้านตั้งแต่เช้าจรดเย็น กว่าจะได้กลับบ้านก็มืดค่ำ แทบจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวจนบุตรสาวกับภรรยาบ่นแล้วบ่นอีกไ
คุณชายหลี่รูปงามคลี่ยิ้ม “อาหารร้านเราอร่อยอยู่แล้ว ลูกค้าแน่นทุกโต๊ะ ต่อไปพวกเขาจะต้องรีบมาเข้าแถวจองอาหาร เจ้ากับคนงานก็แค่เตรียมให้อาหารดูน่ากินทุกชิ้นทุกถ้วยก็พอ ขอเพียงเราขายหมดทุกวัน วัตถุดิบก็จะไม่เหลือค้าง อาหารร้านเราก็จะสดใหม่ทุกวัน และรีบขายหมดแล้วก็ได้พักเร็ว”
“ขอรับ ข้าจะจดจำให้ขึ้นใจ”
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุกคนในร้านอยากจะทำงานและต้อนรับลูกค้าก็คือ เราต้องทำงานอย่างมีความสุข ได้เงินค่าแรงเหมาะสม และมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ เช่นนี้การทำงานทุกวันของเราก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอยู่เสมอ”
“คุณชายคิดเผื่อพวกข้าน้อยจริงๆ ขอบพระคุณขอรับ” เถ้าแก่จงค้อมศีรษะขอบคุณด้วยความจริงใจ
หยางไท่เฟยกับชายารองหลิ่วที่อยู่ในจวนอ๋องนำเอารูปภาพสาวงามที่บรรดาแม่สื่อนำมาส่งออกกางดู
“เมื่อคัดเลือกออกมาแล้ว มีห้านางที่แต่งเข้ามาแล้วสร้างประโยชน์ให้กับจวนอ๋องได้ดี” หยางไท่เฟยใช้การคัดเลือกลูกสะใภ้ในครั้งนี้เพื่อหวังเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบุตรชาย
“ไท่เฟย เจ้าคะ ข้าว่าตระกูลหวางกับหนานกงน่าจะเหมาะกว่านะ” ชายารองหลิ่วเสนอความเห็น
“อืม ข้าเห็นด้วย รอให้หลีเหว่ยกลับมาก่อน ค่อยเสนอเขาก็แล้วกัน”
หลิ่วฉีนิ่วหน้า “ท่านอ๋องจะเห็นด้วยหรือเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่เลยว่าหากแต่งกับคุณหนูเซียวแล้วจะไม่แต่งชายารองเข้าจวน”
“ตอนนี้ไม่ได้แต่งกับเซียวหว่านแล้วนี่ ที่สำคัญข้ากับลูกก็เกรงว่าหลี่หยวนหยวนจะเป็นคนของเสนาบดีชุยที่ส่งมาเป็นไส้ศึกในจวนของเรา”
หลิ่วฉีนิ่งไป นางไม่เคยสนทนากับหลี่หยวนหยวนเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่วันที่ลูกสะใภ้ผู้นั้นก้าวเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้ ก็ได้พบหน้าเพียงวันแรกอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็เพียงเดินเฉียดไปเฉียดมาและเห็นไกลๆ ดูเหมือนหญิงสาวผู้นั้นมีเรื่องให้ออกไปข้างนอกทุกวัน
“แต่นางเหมือนไม่ได้สนใจท่านอ๋องเลยนะเจ้าคะ กระทั่งพวกเรานางก็ยังไม่ใส่ใจจะเอาใจเลยด้วยซ้ำ”
หยางไท่เฟยชะงัก ความประพฤติของหลี่หยวนหยวน นางก็รับรู้ผ่านหยุนมามาอยู่ทุกวัน
“อาจเป็นเพราะหลีเหว่ยพูดจากับนางชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการข้องแวะกัน นางเป็นฝ่ายตื้อคนของเราเอง ข้าคิดว่าที่ข้าป่วยด้วยโรคประหลาดน่าจะมีเบื้องหลัง”
“ไท่เฟยหมายถึง...”
“ข้าสงสัยว่าข้าถูกคนทำให้เป็นโรคประหลาดเพื่อบีบให้รับหลี่หยวนหยวนเข้าสกุลหยาง”
หลิ่วฉีชะงัก “ท่านคิดว่าเป็นฝีมือเสนาบดีชุยหรือเจ้าคะ”
“อาจจะเป็นคนผู้นั้น” หยางไท่เฟยไม่กล้าเอ่ยถึงฮองไทเฮา “หากไม่เกิดเรื่องที่ชายแดนเห็นทีคงพยายามบีบคั้นเอากำลังทหารไปจากหลีเหว่ยแล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องการให้หลีเหว่ยเป็นญาติกับตระกูลสำคัญในเฉินม่าย เพื่อให้เขามีคนสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น”
หลิ่วฉีเห็นด้วยกับหยางไท่เฟย ในตอนที่นางจะแต่งเข้าจวนอ๋อง หยางไท่เฟยก็นัดหมายกับนางเพื่อเปิดใจคุยเรื่องนี้ การแต่งนางเป็นชายารองเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากสกุลหลิ่ว แต่หลิ่วฉีนั้นแอบชื่นชมในตัวหยางข่ายมานานแล้ว จึงยินดีจะแต่งกับบิดาของหยางหลีเหว่ย และทำตัวเป็นชายารองผู้สงบเสงี่ยมตลอดมา
“หากว่าเป็นสกุลหวางกับสกุลหนานกงเล่าเจ้าคะ”
หยางไท่เฟยแย้มริมฝีปาก “หวางฉินหยุน บุตรสาวของตุลาการหวางนางเคยพบหลีเหว่ยอยู่หลายหน ได้ยินว่าเป็นสตรีที่เพียบพร้อมผู้หนึ่ง หากแต่งนางเข้ามาก็จะได้รับแรงสนับสนุนจากขุนนางฝ่ายกฎหมาย ส่วนหนานกงมี่ บุตรสาวคนเล็กของใต้เท้าหนานกงก็นับว่าไม่เลว มารดาของหนานกงมี่เป็นบุตรสาวบัณฑิตฉินที่คนแดนใต้ให้ความเคารพยกย่อง แต่นางมาก็เท่ากับได้รับการสนับสนุนจากเหล่าบัณฑิตอีกทอดหนึ่ง”
ใต้เท้าหนานกงที่หยางไท่เฟยเอ่ยถึงมีตำแหน่งเป็นขุนนางกรมมหาดไทยขั้นสาม ควบคุมดูแลศาลาว่าการเมืองเฉินม่าย นับว่าเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของเมืองนี้
“น่าเสียดายนะเจ้าคะ หากว่าท่านอ๋องไม่มัวแต่รอคุณหนูเซียวก็คงไม่พลาดจากบุตรฮูหยินเอกของใต้เท้าหนานกงแล้ว”
ชายารองหลิ่วนึกเสียดายคุณหนูใหญ่สกุลหนานกง หญิงสาวผู้นั้นงดงามกว่าสตรีสองคนที่นำมาให้อ๋องหยางเลือกในครั้งนี้ แต่เพราะหยางหลีเหว่ยประกาศว่ามีคนที่ต้องการจะแต่งงานด้วยแล้ว ทำให้ฝ่ายนั้นแต่งไปกับผู้อื่นแล้วเมื่อปีก่อน
“ช่างเถิด ถือว่าไร้วาสนา หวางฉินหยุนกับหนานกงมี่ล้วนเกิดจากอนุภรรยาสูงศักดิ์ แต่งเข้าจวนอ๋องในฐานะ อนุสูงศักดิ์ก็นับว่าเหมาะสม ข้าก็จะจัดสินสอดให้ไม่น้อยหน้าผู้ใดเลยทีเดียว” หยางไท่เฟยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“เช่นนั้น ข้าจะไปจัดการมาเจ้าค่ะ” หลิ่วฉีรีบอาสา
หยางหลีเหว่ยใช้เวลาในแต่ละวันกับการสั่งการและรอฟังข่าวการช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ตามแนวเชิงเขาถูกดินถล่ม รองแม่ทัพสองคนพร้อมด้วยกองทหารหลายพันนายถูกส่งไปช่วย
“ท่านอ๋อง มืดค่ำแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด” กุนซือเฉาเห็นหยางหลีเหว่ยสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบเตือน
“อืม ข้ารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัวแล้ว กลับไปแช่น้ำอุ่นให้สบายๆ คงจะดี”
“ท่านควรถนอมร่างกายสักหน่อย อีกสองวันก็ต้องเดินทางไปด้วยตนเองแล้ว หากท่านเกิดล้มเจ็บขึ้นมา ผู้ใต้บังคับบัญชาจะขวัญเสียเอา”
อ๋องหยางพยักหน้ารับ เดินนำหน้าเฉาเฟิงขึ้นรถม้ากลับจวน ทหารหน่วยหยกทมิฬผู้หนึ่งล่วงหน้ามาแจ้งหยางไท่เฟยเอาไว้แล้ว พ่อบ้านในจวนจึงถูกสั่งให้เตรียมน้ำอาบสำหรับท่านอ๋องเอาไว้เรียบร้อย
หลังอาบน้ำจนรู้สึกสดชื่นแล้ว หยางหลีเหว่ยก็ไปนั่งรับประทานอาหารร่วมกับมารดาและชายารองหลิ่ว
หลังจากทุกคนวางตะเกียบและดื่มน้ำชาเรียบร้อย หยางไท่เฟยก็เอ่ยกับบุตรชาย
“หลีเหว่ย วันนี้แม่เลือกสตรีไว้ให้เจ้าแต่งเข้ามาเป็นชายารองสองคน เจ้าดูสักหน่อยเถิด”
หยางไท่เฟยหันไปบอกให้หยุนมามานำภาพวาดของหวางฉินหยุนกับหนานกงมี่มาให้บุตรชายดู
หยางหลีเหว่ยฟังคุณสมบัติของสตรีทั้งสองจากปากมารดาและชายารองของบิดาแล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่ง
“หลีเหว่ย เจ้าคิดว่าอย่างไร” ผู้เป็นมารดารอลุ้นคำตอบอยู่ในใจ
“รูปร่างหน้าตาของพวกนางก็ถือว่างดงามพอกันขอรับ ส่วนความสามารถ ตามที่ท่านแม่กล่าวมาล้วนเหมาะสมกับตำแหน่งชายารอง”
************