แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 43 : บ้านนอกเข้ากรุง

     

    ตอนที่ 43 : บ้านนอกเข้ากรุง

     

    หลังจากที่ฉันแสดงความต้องการว่าอยากจัดระเบียบสังคมของพวกผู้มีพลังใหม่ เซนก็สังบัตรเชิญมาให้ในตอนเย็นของวันถัดมา

    เป็นบัตรเชิญเข้าประชุมทางการแบบไม่ได้ทำลวก ๆ แถมมาพร้อมตั๋วเครื่องบิน 3 ใบอีกต่างหาก

     

    ดูแล้ว หัวหน้าใหญ่นี่คงรวยเอาเรื่องเลยแฮะ

    ...แต่จะว่าไป หมอนี่ก็มีทั้งเส้นสายและเครือข่ายที่สามารถสร้างเซฟเวอร์ได้ คงไม่น่าใช่ลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ อยู่แล้วล่ะมั้ง

     

    ส่วนเรื่องของบัตรเชิญ ดูเหมือนจะนัดไว้วันเสาร์หน้า เวลา 17.00 น. ที่ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

    เป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเฟิร์สไนท์พอดี

     

    แล้วเห็นว่าหัวหน้าหน่วยหลักทุกคนไปที่นั่นด้วย เลยเป็นเหตุผลที่ฝ้ายเองก็ต้องไป

    เพราะเธอเป็นหัวหน้าหน่วยประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือล่ะนะ

     

    และที่ตั๋วมีอีก 2 ใบก็เพราะเซนให้พาผู้ช่วยมาด้วย 2 คน

    ซึ่งคนนึงต้องเป็นฉันที่เซนเชิญให้มาเป็นการส่วนตัว

     

    ปัญหาก็คือที่ว่างอีกคนจะเป็นของใครนี่แหละ ...ซึ่งว่ากันตามหลักแล้วก็ควรจะเป็นมิ้นที่เป็นมือขวาของฝ้าย

    แล้วทำไมถึงบอกว่าเป็นปัญหางั้นเหรอ? ก็เพราะพิมอยากจะเป็นคนไปแทนน่ะสิ

     

    เหตุผลทางมิ้น เธอน่ะอยากตามฝ้ายไปอยู่แล้ว ก็เป็นติ่งซะขนาดนั้น

    ส่วนพิมก็ ...แน่นอนล่ะว่าอยากตามฉันไป แต่เดาว่าอีกสาเหตุนึงก็คงไม่อยากให้ฉันอยู่นอกสายตากับผู้หญิงคนอื่นนี่แหละ

     

    มิ้นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ที่พิมกังวลคงเป็นฝ้ายนี่แหละ

    แล้วถึงจะซื้อตั๋วไปเอง (ซึ่งเธอซื้อได้อยู่แล้ว) แต่ก็ไม่ได้เข้าประชุมด้วยกันอยู่ดี

     

    “ถ้าเกิดทัตโดนหัวหน้าหน่วยคนอื่นโจมตีเข้าจะทำยังไงล่ะ?”

    จากเรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งก่อน เธอจะเป็นห่วงก็ไม่แปลกหรอก

     

    ...ก็ถ้าสถานการณ์กลับกัน ฉันเองก็คงดื้อดึงจะไปด้วยเหมือนกัน

    เพราะงั้นก็คงเถียงไม่ได้แหละนะ

     

    ในตอนนั้นฝ้ายก็เสนอขึ้นมา...

     

    “พี่พิมเองก็เป็นแรงค์ 2 แล้ว ถึงจะไม่คุ้นงานเท่ากับพี่มิ้น แต่ในแง่กำลังรบแล้วก็ถือว่าสูงกว่าค่ะ”

    ว่าแบบนั้นไปทำเอามิ้นน้ำตาตกในเลยล่ะ แต่หัวหน้าว่าแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ล่ะนะ

     

    ด้วยเหตุนั้น... คนที่ได้ไปประชุมตามคำเชิญของหัวหน้าใหญ่เลยเป็น ฝ้าย พิม แล้วก็ฉัน

     

    ปัญหาเรื่องเลือกคนจบไปแล้ว ปัญหาต่อไปก็คือการอนุญาตให้เดินทาง

    ก็พวกเราเป็นแค่เด็ก ม.ปลายนี่นะ จะให้ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพกันแค่ 3 คนมันก็ดูน่าเป็นห่วงไปหน่อย

     

    ...ซึ่งใจนึงก็หวังว่าจะเป็นห่วงกันนั่นแหละ

    แต่สุดท้าย พอบอกไปว่าเป็นคอร์สติวหนังสือที่สุ่มได้รางวัลมา พ่อกับคุณเฟรย์ก็อนุญาตอยู่ดี

     

    ไม่สิ... พูดแบบนั้นเรามันก็อคติไปหน่อย

    ที่จริงพ่อกับคุณเฟรย์ก็เป็นห่วงจนอยากจะคัดค้านนั่นแหละ มองดูสีหน้าก็รู้ แต่ก็เหมือนจะเกรงใจเราและเห็นว่าไปด้วยเรื่องเรียนก็เลยยอม

    เห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งรู้สึกผิดแล้วก็ลำบากใจด้วย

     

    ...แต่เรื่องความรู้สึกส่วนตัวของฉันน่ะเอาไว้ก่อน

    เพราะแบบนั้น วันเสาร์หน้าพวกเราเลยมีงานใหญ่ที่ต้องทำ

     

    ฝ้ายแค่รายงานสถานการณ์ในภูมิภาคที่เธอรู้อยู่แล้วเลยไม่ได้มีอะไรใหม่

    แต่สำหรับฉันที่อยากเสนอแนวทางใหม่เลยต้องเตรียมตัวมากเป็นสองเท่า

     

    เพราะ ‘แผนของฉัน’ ไม่ได้เป็นแค่วิธีการรับมือพวกนอกคอกและควบคุมผู้มีพลังอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสังคมแบบใหม่ให้ผู้มีพลังด้วย

     

    แต่เรื่องทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบมันเป็นแค่เปลือกเท่านั้น

    เป้าหมายของฉันน่ะคือการหยุดเ ‘เฟิร์สไนท์’ ลงให้ได้ต่างหาก!

     

    เพราะงั้น ระบบและโครงสร้างสังคมที่จะใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายนั้นก็ต้องเปลี่ยนด้วย

    เซฟเวอร์ในตอนนี้น่ะจบเฟิร์สไนท์ไม่ได้หรอก ฉันที่เจอเจ้าลอร์ดมอนสเตอร์มาน่ะรู้ดี

     

    หลังจากนี้จะต้องเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบากอีกมากแน่

    แถมไม่รู้เลยว่าพวกมอนสเตอร์จะมาไม้ไหน เพราะงั้นถ้าระบบจัดการไม่ดีล่ะก็ตายกันหมดแน่

     

    เพราะงั้นฉันถึงต้องเปลี่ยนมันให้หมด

    พูดไปอาจจะดูเว่อเกินจริง... แต่ถ้าแผนของฉันสำเร็จ ก็คงจะเปลี่ยนโลกของผู้มีพลังไปเลยนั่นแหละ

     

    ดังนั้น การเสนอแผนการในครั้งนี้จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

    เพื่อพิม เพื่อฝ้าย เพื่อสิน เพื่อเราทุกคน

     

    ❖❖❖❖❖

     

    ————5 วันต่อมา, วันเสาร์ เวลา 12.40 น. , โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับ รพ. นัดหมาย

              หลังลงจากสนามบิน ทัต พิมและฝ้ายก็รีบนั่งแท็กซี่มาจนถึงโรงแรมที่หัวหน้าใหญ่จองไว้ให้ถึง 2 ห้อง

              ตอนนี้ทัตกำลังอยู่ในห้องสำหรับสองคน ส่วนพิมกับฝ้ายอยู่อีกห้องและกำลังจัดข้าวของตามประสาผู้หญิงกันอยู่

     

    ...นี่จ่ายเงินไปเท่าไหร่กันเนี่ย

              ทัตมองรอบห้องแล้วอดรู้สึกผิดไม่ได้

     

              ห้องของทัตเป็นแบบ 2 เตียงในห้องเดียว มีห้องน้ำในตัว และยังมีระเบียงพร้อมเฟอร์นิเจอร์สำหรับนั่งดื่มชา ในตัวห้องเองก็ดูดีมีราคาด้วยวัสดุไม้คุณภาพสูง เตียงเองก็ดูนุ่มสะอาดยังกับโรงแรมห้าดาว

              ไม่สิ... ดูจากรีวิวก่อนที่จะมา นี่คือห้องโรงแรมห้าดาวไม่ผิดแน่ แถมหัวหน้าใหญ่ยังจองให้ถึง 2 ห้องต่อหนึ่งคณะที่มาอีก

              หากคำนึงถึงความเหมาะสม ก็คงไม่แปลกที่จองเผื่อไว้สำหรับชายและหญิง แต่ในแง่ของค่าใช้จ่ายแล้ว คนทั่วไปแบบทัตคงต้องขอมองว่าสิ้นเปลือง

     

    เอาเถอะ พวกคนรวยคงคิดไม่เหมือนกันหรอกมั้ง

    แต่เอาจริงแบบนี้ก็ดีอยู่...

     

    ...เพราะถ้าต้องอยู่ห้องเดียวกันมันก็แอบประหม่าอยู่แหละนะ

              ทางพิมคือแฟนที่เพิ่งคบหากันอย่างหวานชื่น ส่วนอีกคนคือน้องสาวไม่แท้ที่รู้อยู่ว่าเธอมีใจให้

              หากต้องอยู่ร่วมห้องกันจริง เขาคงอดประหม่าผสมกังวลไม่ไหว

     

              ทัตเลยหย่อนก้นลงเตียง พยายามสลัดความคิดแปลก ๆ ทิ้งไป แล้วหยิบซองกระดาษออกมาจากกระเป๋าส่วนตัวซึ่งเป็นคนละใบกับกระเป๋าเดินทาง

     

    ก๊อก! ก๊อก!

              เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะได้หยิบกระดาษออกมาทำงาน แต่ก็พอดีกับที่ทัตต้องการความช่วยเหลือจากคนที่มาเยือน เขาเลยรีบเดินไปเปิดประตู

     

    “มาเที่ยวแล้วจ้า”

    “ขอรบกวนด้วยนะคะ”

              และแน่นอน... คนที่ยืนรออยู่หน้าประตูคือพิมและฝ้ายในชุดไปรเวทอย่างเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นแบบสบาย ๆ

              สองสาวเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่รอรี

     

    “ห้องเหมือนกันเลยนะคะเนี่ย” ฝ้ายมองไปรอบ ๆ ทำให้ทัตได้รู้ข้อมูลไปด้วย

    “นั่นสิ แต่ออกจะเสียของไปหน่อยนะเนี่ย”

              ส่วนพิมนั้นเอาแต่มองเตียงทำหน้าเสียดายเพราะมันเกินจำนวน แม้เธอจะเป็นลูกคนรวยเหมือนกัน แต่ก็ยังใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมเหตุสมผล

              ...นั่นเป็นหนึ่งในจุดที่ทัตชื่นชอบในตัวพิม

     

              ส่วนทางฝ้ายเดินไปนั่งที่เตียง เธอสังเกตเห็นซองกระดาษที่ทัตหยิบออกมาพอดี

     

    “พี่ทัตกำลังจะตรวจข้อมูลเหรอคะ?” ฝ้ายหันไปมองทัตที่กำลังเดินมานั่งข้าง

              ทัตเองก็พยักหน้ารับพร้อมกับหยิบกระดาษออกมาจากซอง

     

    “ก็ใกล้จะได้เวลาแล้วนี่นะ คงต้องขอตรวจซะหน่อยแหละ”

              ทัตขมวดคิ้วจริงจังมองปึกกระดาษในมือ เพราะนี่คือผลลัพธ์ของความพยายามตลอดเกือบสัปดาห์

     

    ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฉันได้คิดแผนการที่จะรวมผู้มีพลังเป็นกลุ่มเดียวกันขึ้นมา

    โดยมีพิมและฝ้าย รวมถึงทุกคนในเซฟเวอร์สาขาตะวันออกเฉียงเหนือคอยช่วยดูจนออกมาสมบูรณ์พอที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง

     

    แต่แน่นอนว่าแผนการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากเซฟเวอร์

    ไม่สิ... เราจะลงมือสร้างองค์กรขึ้นใหม่ก็ได้ แต่แบบนั้นมันจะเสียเวลาเกินไปเพราะไม่รู้ว่าพวกนอกคอกกำลังวางแผนอะไรอยู่รึเปล่า

     

    ถ้าเกิดเราตามหลังพวกนั้นอยู่ สุดท้ายแผนการที่จะรวมคนก็คงล้มเหลวอยู่ดี

    ดังนั้น ถ้าจะทำให้แผนสำเร็จก็มีแต่ต้องดึงเซฟเวอร์ให้มาเป็นหัวหอกด้วยนั่นแหละ

     

    แล้วถ้าพูดถึงตัวแปรสำคัญของการร่วมมือก็คงต้องเป็น...

     

    “จะว่าไป... ต่อให้คิดแผนมาดีขนาดไหน แต่ถ้าพวกหัวหน้าหน่วยคนอื่นไม่เห็นด้วยมันจะเป็นยังไงนะ”

              ทัตเงยหน้าขึ้นมองฝ้ายจากการครุ่นคิด มั่นใจว่าจุดตายของการนำเสนอแผนคงไม่พ้นความเห็นของหัวหน้าหน่วยหลักคนอื่นแน่ ๆ

     

    เพราะถึงจะมีหัวหน้าใหญ่เป็นลำดับบังคับบัญชาบนสุดก็เถอะ

    แต่ก็มีปัญหาเดียวกับที่เซฟเวอร์คุมพวกนอกคอกไม่ได้ นั่นคือเซฟเวอร์ไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎที่ตัวเองสร้าง

     

    ก็ถึงขนาดเซฟเวอร์ยังคุมคนของตัวเองไม่ได้ 100% เลย กรณีกลุ่มของเจสันที่เคยโดนรังแกมาก่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น

    เพราะงั้น... หากพวกหัวหน้าหน่วยไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างใหม่ที่เรานำเสนอ พวกนั้นก็มีโอกาสทรยศหัวหน้าใหญ่ได้เหมือนกัน

              ทัตนั่งลงที่เตียงอีกหลังตรงข้ามฝ้าย เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขาทำเอาเธอพลอยกังวลไปด้วย

              อีกคนที่รู้สึกเป็นห่วงคือพิมที่เดินผ่านมานั่งข้างฝ้าย

     

    “นั่นสิ... หัวหน้าที่ดูแลภูมิภาคเนี่ย เดิมทีพวกนี้มีอำนาจขนาดไหนเหรอ?”

              พิมกังวลเรื่องเดียวกับทัต ถ้าจะมีใครขัดขวางแผนของแฟนเธอได้ก็น่าจะเป็นคนกลุ่มนี้

     

              ส่วนทางฝ้าย... พอได้ยินคำถามเธอก็ขมวดคิ้วตาม

     

    “พูดตามตรงก็แอบน่าห่วงค่ะ... รูปแบบการปกครองของเซฟเวอร์เป็นแบบกระจายอำนาจค่อนข้างมาก มีแค่ระบบฐานข้อมูลเท่านั้นที่ช่วยดึงทุกคนให้อยู่ด้วยกันได้”

    “...จะบอกว่าจำนวนข้อมูลที่เซฟเวอร์มี คืออย่างเดียวที่ทำให้พวกระดับหัวหน้าหน่วยยังจงรักษ์ภักดีอยู่เหรอ?”

              ทัตขมวดคิ้วแน่นขึ้น รู้สึกว่าโครงสร้างของเซฟเวอร์เปราะบางกว่าที่คิด

              ฝ้ายพยักหน้าให้ด้วยท่าทางที่ใจเย็นขึ้น

     

    “ใกล้เคียงค่ะ... นอกจากนี้ก็ยังมีเงินทุนสนับสนุน แล้วก็สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลในเครือ ทำให้ใช้เป็นฐานที่มั่นในช่วงเกิดเฟิร์สไนท์ได้ด้วยค่ะ”

    “อ้อ! จะว่าไปหัวหน้าใหญ่เนี่ย เห็นว่าเป็นทายาทเจ้าสัวธุรกิจโรงพยาบาลใช่ไหมนะ?” พิมนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเรื่องนั้นจากคุณหมอนิว

              และฝ้ายก็พยักหน้ารับตามนั้น ทัตคิดตามแล้วก็มองว่าเป็นข้อได้เปรียบที่สมเหตุผล

     

    ก็จริง... การตั้งฐานที่มั่นก่อนเกิดเฟิร์สไนท์ได้เร็วจะทำให้ได้เปรียบผู้มีพลังกลุ่มอื่น

    ถ้ามีสถานที่แบบนี้โอกาสเอาตัวรอดก็จะสูงขึ้น ทุกคนจะยังอยากใช้โรงพยาบาลที่เป็นสมบัติของเซฟเวอร์ก็ไม่แปลก

     

    ...แต่นั่นมันก็แค่ช่วงแรกเท่านั้น

    ถ้าผู้มีพลังเริ่มตั้งตัวได้ โดยมีเลเวลและลูกน้องในกำมือจำนวนนึง จะใช้ที่ไหนเป็นฐานก่อนที่จะเกิดเฟิร์สไนท์ก็เอาตัวรอดได้ทั้งนั้น

     

    อย่างกลุ่มปลอกแขนแดงหรือพวกพยัคฆ์ฟ้านั่นแหละ

     

    กล่าวคือ... ผลประโยชน์แค่นี้ไม่สามารถรั้งคนไว้ได้

    หากหัวหน้าบางคนไม่ชอบใจกับระบบใหม่จริง พวกเขาคงไม่รู้สึกเสียดายที่จะออกจากเซฟเวอร์เลย

     

    “แอบหละหลวมเหมือนกันนะ” ทัตถอนหายใจพูดออกมาตามตรง

    “นั่นสิ... ขืนเอาคนที่ไว้ใจไม่ได้มาเป็นหัวหน้า คงเสี่ยงโดนทรยศแล้วฮุบเขตปกครองได้ง่าย ๆ เลยนะเนี่ย”

              พิมเองก็เห็นด้วยตามทัต แต่เธอมองลึกไปถึงขนาดที่ว่า ‘หัวหน้าหน่วยหลักอาจยึดอำนาจปกครองเป็นของตัวเอง’ เลยทีเดียว

     

              แต่... โลกนี้ก็ไม่ได้มีเหรียญแค่ด้านเดียว

              สีหน้าของฝ้ายจึงไม่ได้ดูกังวลเท่าทั้งสองคนและส่ายหน้าปฏิเสธ

     

    “ค่ะ... นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ระดับหัวหน้าจะถูกส่งต่อให้กับคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น”

    “ประโยชน์ของระบบอุปถัมภ์สินะเนี่ย”

              พิมพูดเสียจริงจัง ทำฝ้ายกับทัตยิ้มแห้งเพราะเหมือนประชดประชัน

     

    “แต่ก็จริง... ทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน ถ้าคนข้างบนเลือกคนได้ดีก็ดีไปแหละนะ” ทัตพยักหน้าเห็นด้วยกับฝ้าย 

    “ใช่ค่ะ อย่างหนูที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าหน่วยหลัก ก็เพราะช่วยเหลือคนได้เยอะที่สุดจนเป็นที่ประจักษ์เหมือนกันค่ะ”

    “เห... เก่งจังเลยนะเนี่ย”

              พิมเห็นแล้วอดไม่ได้จนเผลอลูบหัวเข้าให้ จะว่าชื่นชมในความพยายามที่ผ่านมาของฝ้ายก็ไม่ผิด

     

    แต่เดี๋ยวสิ! ไปลูบหัวฝ้ายแบบนั้นจะไม่โดนโกรธเหรอเนี่ย?

              ทัตเห็นแล้วแอบรู้สึกกลัว เพราะช่วงหลังสองสาวดูเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน

     

              แต่เปล่าเลย... ฝ้ายดันยิ้มมั่นหน้าแบบที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อนเสียอย่างนั้น

     

    “ของมันแน่อยู่แล้วค่ะ”

    “...ยอดไปเลยนะ”

              ทัตชมไปแต่ใจยังติดสงสัยที่ฝ้ายไม่หงุดหงิด นั่นเพราะเขาเห็นฝ้ายวางตัวห่างเหินกับลูกน้องมากแม้ทุกคนจะเข้ามาตีซี้ด้วย (เช่นมิ้นเป็นต้น) ทัตเลยนึกว่าฝ้ายถือเรื่องพวกนี้

              แถมทัตเองก็เพิ่งจะลูบหัวฝ้ายได้อย่างสนิทสนมหลังจากที่คืนดีกันมา จึงน่าแปลกใจที่พิมเองก็ทำได้แล้ว

     

    สงสัยฉันกับพิมคงเป็นกรณีพิเศษมั้ง

    แต่ถ้าทั้งสองคนสนิทกันได้ก็นับว่าโล่งอกล่ะนะ

              ยามสงบย่อมดีกว่าสงคราม ทัตคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น เพราะอย่างไรเสียเขาก็อย่างให้ทั้งสองคนดีกันไว้อยู่แล้ว

     

              ฝ้ายผายมือพูดต่อในจังหวะนั้นพอดี

     

    “นอกจากเรื่องความไว้ใจของหัวหน้าแล้ว อัตราส่วนของคนที่ภักดีก็มากกว่าด้วยค่ะ เรียกว่าคนที่เข้ามาใหม่มีโอกาสจะถูกเปลี่ยนให้เข้ากับเซฟเวอร์มากกว่าด้วย”

              ฝ้ายพูดเสริมว่าวัฒนธรรมองค์กรทำงานได้ดีกว่าระบบโครงสร้าง

              ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบแห่งความเชื่อใจแบบนี้มันก็สร้างความเข้มแข็งได้มากกว่าการสร้างกฎมาครอบ เนื่องจากโดยพื้นฐานไม่มีใครชอบโดนบังคับอยู่แล้ว

              ดังนั้น แม้จะมีความเสี่ยงในแง่ของระบบโครงสร้างจริง... แต่ภาพลักษณ์ก็สมกับที่เรียกได้ว่าเป็นองค์กรสำหรับช่วยชีวิตแล้ว

     

    “...ความเชื่อมั่นสินะ”

    แบบนี้... แผนที่เราคิดมันจะดีกับคนพวกนี้ไหมนะ

              จู่ ๆ ทัตก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง สีหน้าที่หมองลงทำให้พิมและฝ้ายจ้องเขาตาไม่กะพริบ

     

              หากเป็นทัตคนก่อน เขาคงรู้สึกว่าไม่ต้องพูดก็ได้เพราะเตรียมตัวมาขนาดนี้แล้ว

              แต่ข้างหน้าเขาคือแฟนสาว และน้องสาวที่เชื่อใจเขา

              ถ้าเป็นทั้งสองคน... ทัตคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะบ่นอิดออดเกินความจำเป็นบ้าง

     

    “แค่กำลังรู้สึกว่าแผนของฉันมันจะไปทำลายความเชื่อมั่นของคนพวกนี้รึเปล่าน่ะ”

    “...พี่คะ”

    “เป็นงั้นเหรอ”

              ฝ้ายกับพิมสัมผัสความกังวลในน้ำเสียงได้ พวกเธอรู้อยู่แล้วว่าพื้นฐานทัตเป็นคนคิดถึงความรู้สึกคนอื่น

              แต่ทัตก็ยิ้มแห้งต่อ สองสาวเห็นจึงรู้ว่ามันเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ

     

    “แต่ก็แค่คิดแหละนะ... ยังไงฉันก็รู้สึกว่าแผนของฉันจะสร้างประโยชน์ให้ทุกคนมากกว่าอยู่ดี”

    “นั่นสินะคะ แผนของพี่สมบูรณ์แบบเท่าที่จะทำได้แล้วค่ะ”

    “อย่างที่น้องฝ้ายเขาว่านั่นแหละ มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ”

    “ก็มั่นใจอยู่แหละน่า”

              สองสาวยิ้มให้กำลังใจทำให้ทัตสบายใจขึ้น เขาไม่ได้รู้สึกว่าแผนตัวเองด้อยกว่าแต่แรกอยู่แล้ว

     

    “แต่แบบนี้ถือว่าพี่ทัตพัฒนาขึ้นรึเปล่าคะเนี่ย?”

    “นั่นสิ! อุตส่าห์พูดเรื่องที่กังวลให้ฟังเลยนะเนี่ย”

              พิมพยักหน้าดีใจกับฝ้ายใหญ่ ไม่สิ... ฝ้ายเองก็ยิ้มโล่งใจแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นเหมือนกัน

              เห็นชัดว่าที่ผ่านมา ทัตดูจะเก็บกดอารมณ์พวกนั้นภายใต้สีหน้าของตัวเองมามากพอควร

     

    เป็นพ่อแม่ฉันกันรึไงเนี่ย

    แต่... เป็นห่วงกันขนาดนี้ เอาจริง ๆ ก็ดีใจแหละนะ

              ทัตรู้สึกอบอุ่นไม่เบา รู้สึกชอบความรู้สึกแบบนี้เอามากอยู่เหมือนกัน หากจะให้โกหกตัวเองอีกเขาคงถอยหลังลงคลองเต็มที

              ทัตจึงรู้ว่ามีเรื่องที่ควรต้องพูด ไม่สิ... มีความรู้สึกที่ต้องแสดงออกมาให้ชัด

     

    “ขอบคุณนะ ทั้งสองคน”

              ทัตยิ้มให้ทั้งสองคนอย่างสดใส ถ่ายทอดออกมาจากส่วนลึกในจิตใจ

              ถ้าไม่ใช่เพราะฝ้ายที่ยอมรับในตัวทัตมาตลอด เขาคงไม่กล้าที่จะคืนดีกัน

              หรือถ้าไม่ใช่เพราะพิมที่ไม่เคยยอมแพ้ในตัวทัต เขาคงไม่กล้าสารภาพรักกับเธอ

              ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งสองคน ทัตคงยังกลัวที่จะแสดงความรู้สึกตัวเองอยู่เหมือนเดิมเป็นแน่

     

              รอยยิ้มขอบคุณนี้จึงได้สดใส เจิดจ้าและส่องสกาวกว่าครั้งไหน

              และยิ่งร้อนแรงเป็นพิเศษ... เมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ที่มีใจให้เขาเป็นทุนเดิม

     

    “แบบนี้... ก็ทำเอาเขินอยู่นะคะ”

    “นะ นั่นสิ ทำเอาร้อนเลยนะเนี่ย ฮะฮะ”

              ดาเมจรุนแรงเลยทำฝ้ายและพิมประหม่าจนแก้มแดงไปหมด พวกเธอไม่เคยคิดเหมือนกันว่ารอยยิ้มของทัตจะทำเอาใจโครมครามได้ขนาดนี้

     

    “...หนูเองก็ไปเช็คของบ้างดีกว่า”

    “เอ้ย!”

              พิมจะดึงตัวฝ้ายไว้ เพราะทางฝ้ายทนเขินมองหน้าทัตต่อไม่ไหว เธอเลยหนีออกห้องไปจนได้

              ในห้องเลยเหลือแต่พิมที่ใจยังเต้นตุบตับ กับทัตที่ยังทำตาปริบ ๆ สับสน

     

    “ฝ้ายเป็นอะไรน่ะ?”

    “ยังจะถามอีก ร้ายกาจชะมัดเลยนะนายน่ะ”

              พิมถอนหายใจหน่ายเหนื่อยกับแฟนหนุ่มตัวเองซะเหลือเกิน แม้จะเข้าใจอยู่ว่าทัตไม่ได้มองตัวเขาเองเป็นคนมีเสน่ห์ขนาดนั้น แต่ก็อยากให้เขารู้จักคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย

     

    ถึงตรงนั้นจะเป็นข้อดีอยู่บ้างก็เถอะน้า

              พิมแอบคิดว่าลักษณะนอบน้อมเจียมตัวทำให้ทัตดูน่ารักไปอีกแบบ

     

              และ... เพราะความรู้สึกนั้นตื่นขึ้นมา พิมเลยลุกขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ทัตราวกับทนไม่ไหว

              เห็นพิมขยับขยุกขยิกอยู่ข้าง ๆ ยิ่งทำเอาทัตสงสัยไปใหญ่

     

    “เอ่อ... มีอะไรเหรอ———”

    “อื้อ! ทนไม่ไหวแล้วอ่ะ ขอหน่อยเถอะ!”

              แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไร พิมก็พุ่งเข้ามากอดเข้าเสียแน่นจนหายใจไม่ออก

              ความอบอุ่นแบบที่ไม่เคยได้รับจากผู้หญิงคนไหนเริ่มจะปลุกสัญชาตญาณของทัตให้เตลิดตาม

     

    ...พูดถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    นอกจากเรื่องแผนการที่พัฒนาขึ้น ก็มีความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพิมด้วยที่ใกล้ชิดกันขึ้น

     

    หลังคบกันก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าพิมค่อนข้างชอบสกินชิพ

    ตอนเป็นเพื่อนกันมีบ้างก็จริง แต่ไม่คิดเลยว่าพอเป็นแฟนกันแล้วจะติดหนึบแบบนี้

     

    ก็ถ้านับย้อนไป เวลาที่อยู่ด้วยการสองต่อสองฉันก็จะโดนน้วย กลายเป็นหมอนข้างของเธอตลอดเลย

     

    แต่ว่า... ถ้าถามว่าชอบหรือไม่ชอบ

    มันก็ต้องชอบอยู่แล้ว

              คิดไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลให้หนี

              กลับกัน... หน้าของทัตจมลงไปกับหน้าอกของพิม ความนุ่มนิ่มทำเอาสติของเขาละลาย จนแทบจะกลายเป็นทาสของสัมผัสอันแสนวิเศษโดยสมบูรณ์

     

    แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ... ทุกครั้งก็เป็นฝ่ายพิมที่เข้าหาฉันก่อนทุกที

    ฉันเองก็ใช่ว่าจะไม่อยากรุกหรอกนะ แต่ก็กลัวพิมจะไม่ชอบเนี่ยสิ

              ทัตแอบคิดในจังหวะที่พิมผละออกไป บนใบหน้าเธอยังยิ้มกริ่มอิ่มใจหลังได้เติมพลัง

              แม้พิมจะพอใจแล้วแต่ก็ยังกลับไปจ้องทัตต่อ

              ...นั่นทำให้พิมรู้ว่าทัตเองก็ยังมองเธอไม่วางตา สบกับแก้มที่กำลังแดงก่ำของเขายิ่งทำให้อารมณ์พิมกลับมาพลุ่งพล่าน

     

    “ตายแล้ว นี่ฉันกระตุ้นนายเกินไปเหรอ?”

              พิมยิ้มทำปากแมวใส่ทัต แถมยังมากอดอกเน้นเนินให้เห็นอย่างจงใจ

     

    ยัยคนนี้นี่... เห็นไม่รุกหน่อยเลยได้ใจสินะ

              ทัตทั้งหงุดหงิดและงุ่นง่าน รู้สึกว่าถึงคราวต้องสั่งสอนไม่ให้สาวน้อยคนนี้เอาเนื้อมาล่อเสือเล่นเสียบ้างแล้ว

     

    “!!?”

              ทัตยืนขึ้นทำเอาพิมสะดุ้งตกใจจนถอยหลัง

              สายตาของทัตที่จ้องมาทำเอาพิมนิ่งเหมือนโดนงูจ้อง พอทัตเดินเข้าไปจับไหล่เธอไว้ พิมก็ยิ่งตัวสั่น

              แต่หาใช่เพราะต้องการปฏิเสธไม่... พริบตาที่ทัตก้มลงไปจูบเธอ พิมกลับหลับตาพริ้มอย่างเพลิดเพลิน

              หัวใจทั้งสองเต้นระรัว ความคิดเพลิดอุตลุด ยิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นโรงแรมแถมอีกฝ่ายยังเป็นคนรักของตน ความคิดอกุศลยิ่งก่อกำเนิด

     

              ในจังหวะที่ทัตผละริมฝีปากออก ดวงตาที่ประสานกันจึงยังมีแรงปรารถนาไม่จางหาย

     

    “ฉันเป็นผู้ชายนะ ถ้าแกล้งมากก็ต้องระวังผลที่ตามมาด้วย รู้ไหม?”

              ทัตมองตาพิมทั้งที่ยังเขิน ทำเป็นพูดจาสั่งสอนทั้งที่ก็เพิ่งทำไป

     

    อะ อะไรเนี่ย!? ทัตเริ่มรุกก่อนเหรอ?

    เป็นไปได้เหรอเนี่ย? นึกว่าไม่ชอบซะอีก!

     

    หรือนายจะต้องการฉันขนาดนั้นจริง ๆ? หลงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ!?

    งื้อออออ! จะน่ารักเกินไปแล้วน้า!!!

              ...แต่อนิจจา นั่นยิ่งทำให้พิมใจเต้นรัวมากกว่าเดิม ดวงตาของพิมกลายเป็นรูปหัวใจไปแล้วตอนนี้

     

              ทัตเองก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าการสั่งสอนของตัวเองไม่มีผล เพราะพิมเดินเข้ามากอดเขาจากด้านหน้า สัมผัสนุ่มทำเขาหัวหมุนอีกครั้ง

     

    “...แล้วนายคิดว่าฉันจะปฏิเสธเหรอ?”

              แต่ไม่มากเท่ากับสายตาซุกซนที่มองช้อนขึ้นมาของสาวเจ้า

              พิมไม่สนใจคำเตือน เธอนำเนื้อไปล่อเสือโดยหวังผล รู้แบบนั้นทัตยิ่งกลืนน้ำลาย

     

    “เรามาทำงานนะ” ทัตพยายามดึงเข้าเรื่องไปพร้อมกับสติ แต่พิมก็ยังมองอ้อนไม่เปลี่ยน

    “งั้นแสดงว่าหลังจากงานเสร็จก็ไม่เป็นไรสินะ?”

    “...เธอนี่มัน”

              ทัตหน้ามุ่ยหน้าแดงก่ำไปใหญ่ แต่ที่ไม่ปฏิเสธก็เพราะเขาเองก็สนใจอยู่เหมือนกันนั่นแหละ

     

              ทัตเองก็มีความกังวลเรื่องอย่างว่าอยู่บ้างในแง่ที่ว่า ‘บ้านของเธอเป็นผู้ดีมีกะตังค์’ แต่ดูเหมือนบ้านของพิมจะไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ผิดคาด

              มีแฟนสาวแสนสวย ใจดี แถมที่บ้านยังไฟเขียว... ทุกอย่างเป็นใจขนาดนี้แล้วทัตจะอดกลั้นความรู้สึกตัวเองได้อย่างไร

     

              ถ้าจะมีสิ่งที่ไม่เป็นใจ... ก็คงมีแต่ความเป็นส่วนตัวของสถานที่นี่แหละ

     

    “อุ้ย”

              ฝ้ายที่เปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นภาพทัตกับพิมกอดกันอย่างแนบแน่นนั่นแลคือตัวอย่าง

              ทั้งที่ตั้งใจจะกลับมาหาทั้งสองคนเพราะใจเย็นลงแล้วแท้ ๆ แต่พอกลับมาเห็นภาพอย่างนี้ฝ้ายก็ยิ่งเขินจนควันออกหูหนักกว่าเดิม

     

    “นะ หนูเข้าห้องผิดค่ะ”

    “เดี๋ยวก่อน ๆ!”

              พิมรีบวิ่งไปล็อคคุณน้องเขาไว้แทบไม่ทัน

              ต้องขอบคุณที่เธอคิดเร็วทำเร็ว ไม่งั้นบรรยากาศคงประหม่าและอึดอัดแย่ เวลาแบบนี้ความสามารถในการอ่านสถานการณ์ของพิมช่วยได้เยอะจริง ๆ

     

              ...ถึงสำหรับทัตจะเรียกว่ารู้สึกหวาดเสียวในหลาย ๆ ความหมายก็ตาม

     

    เฮ้อ...

              ทัตถอนหายใจ... ที่น่าตลกคือเขาทั้งรู้สึกโล่งใจและเสียดายในเวลาเดียวกัน

     

    ❖❖❖❖❖

     

    ก็... ก่อนที่จะมีเรื่องยุ่ง ๆ ไปกว่านี้พวกเราก็เลยแยกกันพัก

     

    ก็เกือบจะทำให้ฝ้ายลำบากใจแล้วนี่นะ

    เพราะทางฝ้ายน่ะ ดูจะกังวลมากเลยที่จะเป็นก้างขวางคอของฉันกับพิม

     

    เรื่องนี้ต้องขอบคุณพิมเพราะว่าเธอไม่ได้คิดอย่างนั้น

    ...และได้ยินว่าพิมไปคุยกับฝ้ายนอกรอบมาด้วย ทั้งเรื่องว่าฝ้ายรู้สึกยังไงกับเรา และฝ้ายอยากจะทำยังไงกับความรู้สึกนั้น

     

    ซึ่งดูเหมือนจะเคลียร์กันไปเรียบร้อย

    และจากที่เห็น... ถ้าทั้งสองยังสนิทกันได้อยู่แบบนี้ก็แสดงว่าไปกันด้วยดีแหละนะ

     

    ทางพิมเองก็บอกว่าอยากจะให้ฝ้ายเป็น ‘น้องสาว’ ของทั้งฉันและพิมต่อไป

    เพราะงั้นแหละ จะให้ฝ้ายเว้นระยะห่างมากไปพิมก็คงรู้สึกไม่ดีกับน้องเขาเหมือนกัน

     

    แต่จะให้ฉันใกล้ชิดไปก็ไม่ดี เรื่องเลยสรุปไปว่าให้พิมนั่นแหละเป็นคนกลางกั้นตามความเหมาะสม ซึ่งฉันเองก็คิดว่าแบบนั้นดีเหมือนกัน

    ...เพราะว่ากันตามตรง ให้คนที่เป็นจุดตัดความสัมพันธ์อย่างฉันจัดการมันก็น่าลำบากใจอยู่ล่ะนะ

     

    เพราะงั้น ให้พิมกับฝ้ายคอยอยู่ด้วยกันแหละดีแล้ว

    ทางพิมก็สบายใจขึ้น ทางฝ้ายก็ไม่เหงาหรือรู้สึกถูกทิ้งอีก

     

    แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการสงบจิตใจสำหรับการเข้าประชุม โดยเฉพาะทัตที่มีเรื่องจะนำเสนอ

              ...จนกระทั่งเวลาได้มาถึง

     

              โดยใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมเพียงแค่ 15 นาที

              ตอนนี้ทัต พิมและฝ้ายกำลังยืนอยู่ด้านหน้าโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมที่เข้าพัก

              ตึกหลักเป็นอาคารความสูง 5 ชั้น ทางเข้าที่มองลอดเข้าไปก็ดูโอ่อ่า ออกแบบใกล้เคียงกับโรงพยาบาลสาขาที่เซฟเวอร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้เป็นฐานทัพ

              ชัดเจนว่าที่นี่คือหมุดหมายของการประชุมใหญ่ของเซฟเวอร์

     

    “ไปกันเถอะค่ะ พี่ทัต พี่พิม”

              ฝ้ายที่รู้สถานะตัวเองเดินนำทัตกับพิมขึ้นมา ปรับท่าทางตัวเองใหม่อย่างองอาจแน่วแน่ สายตาเองก็คมกริบเป็นคนละคนกับก่อนหน้า

     

    “เวลาแบบนี้พึ่งพาได้จริงนะเนี่ย”

    “รับทราบเลยค่ะหัวหน้า”

              โดนทัตกับพิมแซวฝ้ายก็แอบเผลอยิ้มบ้าง

              แต่ทั้งสองคนเองก็รู้กาลเทศะ... ทัตกับพิมเดินตามฝ้ายเข้าไปติด ๆ ด้วยท่าทางที่ปรับให้จริงจังขึ้น เช่นเดียวกับฝ้ายผู้เป็นหัวหน้าหน่วยหลัก

     

              ทั้งสามเดินขึ้นไปยังชั้นสูงสุดอันเป็นที่ตั้งของห้องประชุม พอลิฟต์เปิดออกก็พบโถงทางเดินยาวทอดไปทางขวาตลอดแนว และนำไปสู่ห้องประชุมใหญ่ด้านในสุด

              มีผู้คนจำนวนมากกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ระหว่างทาง ทั้งม้านั่ง เก้าอี้รอ หรือยืนท้าวคางแถวหน้าต่าง

              ...แต่จุดที่น่าสังเกตคือมีเกินกว่าครึ่งที่จับจ้องมาทางพวกทัต ทำให้ต้องระวังตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    “อย่าได้กังวลไปค่ะ”

              เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง ให้พวกทัตรีบหันขวับ

              เธอคือหญิงสาวสวมชุดเมดผมสีดำยาวสลวย คนเดียวกับที่เดินทางมาติดต่อกับเซฟเวอร์สาขาตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อสัปดาห์ก่อน... คริส

              ถึงความประทับใจแรกจะไม่ดี แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน พวกทัตเลยผ่อนคลายลงบ้าง

     

    “ทุกคนเป็นพวกของเรา พวกเขามาเพื่อถ่วงเลเวลเท่านั้นค่ะ” คริสเดินนำขึ้นมาอยู่ข้างหน้าฝ้ายชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น

    “...งั้นเองสินะคะ”

              ฝ้ายตอบกลับใจเย็นลง คริสก็พยักหน้ารับครั้งเดียวแล้วเดินนำไปที่ห้องประชุม สีหน้าเธอเรียบเฉยเหมือนกับครั้งแรกที่เจอกันไม่มีผิด

              ทัตเดิมตามไปก็สังเกตสายตาพวกที่จ้องมาไปด้วย

     

    ถ่วงเลเวลมอนสเตอร์... จะว่าไป ความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์จะขึ้นกับเลเวลเฉลี่ยของผู้มีพลังในบริเวณนั้นนี่นา

     

    แล้วในการประชุมครั้งนี้ก็มีหัวหน้าหน่วยหลักอยู่ 6 คนกับผู้ติดตาม

    เลเวลเฉลี่ยน่าจะเกินร้อยอย่างไม่ต้องสงสัย

     

    งั้นเอาคนที่เลเวลน้อยกว่ามาถ่วงเลเวลเฉลี่ยก็ดีแล้ว

    ฉันไม่อยากเจอกับไอ้ตัวชุดเกราะนั่นอีกหรอกนะ

              ทัตนึกแล้วรู้สึกขนลุก การต่อสู้กับ Chivalry ยังทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวไม่หายแม้จะเอาชนะมาได้แล้ว มันเป็นตัวปัญหาถึงเพียงนั้น

              ไม่สิ... ทุกคนก็คิดว่ามันคือตัวปัญหาเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่ระวังถึงเพียงนี้

              แล้วถ้าจะให้ประชุมนอกเหตุเฟิร์สไนท์ก็อาจจะเหลือหลักฐานไว้ที่โลกจริงอีก

              ดังนั้น ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยที่ต้องประชุมในช่วงเฟิร์สไนท์ แต่มันก็ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับการประชุมสำคัญแบบนี้

     

    “ทุกท่านเชิญทางนี้”

              คริสผายมือไปที่ประตูห้องประชุมบานใหญ่ ดูไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกคนอื่นจนพิมหงุดหงิดเช่นเคย

     

    “ไม่เป็นไรนะ”

    “...ไม่เป็นก็ได้”

              ทัตก็ได้แต่ลูบหลังปลอบใจ พิมเองก็ใจเย็นลงเร็วมาก คงเพราะเวลาจริงจังกำลังใกล้เข้ามา

     

              ประตูห้องประชุมถูกเปิดออก เผยให้เห็นโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ที่แบ่งเก้าอี้เป็นสองฝั่งและตรงกลางด้านในสุดสำหรับประธานซึ่งกำลังว่างอยู่

              หากอนุมานจากตำแหน่ง... คนที่นั่งเก้าอี้ทั้งสองฝั่งต้องเป็นหัวหน้าหน่วยหลักไม่ผิดแน่

     

              คนที่นั่งเก้าอี้ฝั่งซ้ายคือชายหนุ่มในชุดตำรวจไร้ยศไร้ดาว สีหน้าถมึงทึงทำเอาไม่อยากเข้าใกล้ โดยมีผู้ติดตามเป็นคนสวมชุดลำลองทั่วไปสองคน

              อีกคนที่นั่งเก้าอี้ฝั่งซ้ายคือหญิงสาวที่มีผมหลายสี แถมยังเจาะหูเจาะจมูก เธอนั่งเก้าอี้แบบยกเท้าขึ้นนั่งยอง ลูกน้องสองคนที่อยู่ข้างหลังก็ให้บรรยากาศเดียวกันจนดูเหมือนพวกกลุ่มอันธพาล

              ฝั่งขวาเป็นหญิงสาวผมสีทองสวมชุดติดระบายราวกับไอดอล เธอนั่งไขว่ห้างสบายใจเฉิบ โดยมีผู้ติดตามสองคนสวมชุดพ่อบ้านคอยพัดให้เธอทั้งที่แอร์เปิดอยู่

              และสุดท้ายคือฝั่งขวาอีกคน... เป็นชายหนุ่มสวมชุดหนาโทนดำทมิฬ เขานั่งก้มหน้าก้มตาเล่นเครื่องเกมพกพาไม่สนใจอะไรเลยแม้กระทั่งผู้ติดตามด้านหลัง

     

              หัวหน้าหน่วยทุกคนช่างเป็นเอกลักษณ์ หลากหลายสไตล์จนจับทางไม่ถูก

              เดิมที แค่คนธรรมดาทัตก็ไม่แน่ใจแล้วด้วยซ้ำว่าจะยอมรับแผนเขาได้ไหม

              แล้วพอเป็นแบบนี้... จะให้อดกังวลก็คงยาก

     

    ไม่ไหว... คุยกันคนละภาษาแหงแบบนี้


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน