แอ๊ดดด!
“ท่านพี่ ท่านลืมอะไรหรือเ้าคะ?”
หลี่จินถามตงหยางที่กลับเข้าบ้านมาด้วยท่าทางงงงวย
“คือว่า…ท่านหัวหน้าอยากให้ข้าพาหนิงเอ๋อร์ไปเดินเล่นน่ะ”
“เอ๋?”
“เ้าไม่ได้ฟังผิด หัวหน้าบอกเช่นนั้นจริงๆ”
“งั้น…หรือเ้าคะ ท่านพี่อาจจะต้องรอลูกของเราตื่นเสียก่อนกระมัง”
“งั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นถ้าหากนางตื่นก็ให้นางไปหาข้าแล้วกัน”
“เดี๋ยวข้าจะบอกลูกให้เอง ท่านไปช่วยเหล่าพี่น้องทำงานเถอะ”
ตงหยางเดินออกไปด้วยใบหน้ายิ้มๆ อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะออกไปช่วยคนในกลุ่มออกไปขุดมันฝรั่งกันต่อ
(-)
เพราะตัวเองยังเด็กนัก ร่างกายย่อม้าเวลาพักผ่อนมากกว่าวัยอื่น ๆ เพียงแค่เดินเล่นและนึ่งมันฝรั่ง ก็ทำให้หนิงเอ๋อร์หมดแรงเสียแล้ว นี่ยังไม่รวมอาการท้องตึงหลังอาหารเที่ยงอีก ใครจะไปพยุงหนังตาไหวกันเล่า!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หนิงเอ๋อร์ประคองร่างตัวเองขึ้นราวกับภูตผีที่กำลังงัวเงีย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงรุงรัง หลี่จินเห็นดังนั้นจึงเข้ามาลูบๆ ปัดๆ และนำสาวน้อยมาที่ถ้วยน้ำที่ถูกผสมให้อุ่นกำลังดี ล้างหน้าล้างตาลูกสาว จนกระทั่งหนิงเอ๋อร์ได้ตื่นเต็มตาเสียที
“ท่านแม่ ท่านพ่อละเ้าคะ?”
“ท่านพ่อของเ้าออกไปขุดมัน ไม่รู้ว่ากลับมาหรือยัง ลูกลองไปดูที่กระท่อมรวมพลก่อน หากไม่เจอก็กลับเข้าบ้านมานะลูก”
“เ้าค่ะท่านแม่”
หนิงเอ๋อร์วิ่งเหยาะๆ ออกไปอย่างทุลักทุเล เพราะหิมะก็หนาอยู่พอควร แต่เพราะตัวยังเล็กอยู่มาก เลยทำให้ขาน้อยๆ นั้นก้าวไม่พ้นหิมะเสียที
เดินไปครู่หนึ่งก็เห็นตงหยางที่ยืนพักหายใจอยู่หน้ากองตะกร้าที่เต็มไปด้วยมันฝรั่ง นางจึงไม่ลังเลที่ร้องเรียกในทันที
“ท่านพ่อ!”
ตงหยางหันมายิ้มให้กับหนิงเอ๋อร์ และยกสาวน้อยขึ้นขี่คอ
“ตื่นแล้วหรือหนิงเอ๋อร์”
“เ้าค่ะ! ท่านพ่อเก่งจังเลย ขุดได้มาเยอะแยะเชียว”
“พอดีพวกพ่อคิดว่าจะขุดให้พอสำหรับกินไปสักสองสามเดือน เพราะว่า…”
“มันเริ่มงอกแล้วหรือเ้าคะ?”
“ใช่! พ่อเห็นหลายหัวเลยละที่กำลังแตกหน่ออยู่ใต้ดิน”
“เช่นนั้น ถ้าหากเจออีก ท่านพ่อก็ฝังไว้ที่เดิมก่อนก็ได้เ้าค่ะ เอาไว้ถึงฤดูเพาะปลูก ลูกจะบอกวิธีปลูกมันฝรั่งให้ท่านพ่อได้ฟังอีกที เพราะยังไงมันพวกนี้ก็เป็มันป่าที่เติบโตตามธรรมชาติ เลยพบเจอหัวมันที่ทั้งแตกหน่อ อกใบ หรือเน่าเสียมากมายอยู่แล้ว”
“นั่นสิ! แต่ก็ยังดีที่ยังเหลืออีกมาก”
“แล้วท่านพ่อจะไปขุดมันต่อหรือเ้าคะ? ข้ารบกวนท่านอยู่หรือไม่?”
“ไม่ๆ เดี๋ยวพ่อจะพาหนิงเอ๋อร์ไปเดินเล่นดีไหม?”
“ดีเ้าค่ะ!”
“งั้นให้พ่อดื่มน้ำสักเดี๋ยว แล้วเราค่อยไปกัน”
“เ้าค่า!”
ตงหยางพาลูกสาวกลับเข้าบ้านเพื่อดื่มน้ำ และออกมาอีกครั้งพร้อมกับมีดพร้าสำหรับตัดไม่ เพราะบ่ายนี้ ลูกสาวของตนอยากจะออกไปดูป่าไผ่ใกล้ๆ
“ลูกอยากเห็นอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านพ่อรู้จักหน่อไม้หรือไม่เ้าคะ?”
“รู้สิ! ยอดอ่อนของต้นไผ่ใช่หรือไม่? ถึงจะอ่อนๆ ตัดง่าย แต่มันยังไม่แข่งพอจะใช้งานจักสานไม่ใช่หรือ?”
“ท่านพ่อไม่เคยกินหน่อไม้หรือเ้าคะ?”
“เรากินมันได้ด้วยหรือ?”
“เ้าค่ะ หน่ออ่อนต้มกับข้าว จะหวานอร่อยมาก แต่ถ้าใช้หน่อที่แก่หน่อย รสชาติก็จะขมๆ ฝาดๆ”
“ถึงจะกินได้ก็เถอะ แต่มันไม่ใช่ฤดูที่หน่อไม้จะงอกออกมาไม่ใช่หรือ?”
“เ้าค่ะ ไม่ใช่ฤดูที่หน่อไม้จะแทงยอดออกมา แต่เป็ฤดูที่จะขุดหน่อไม้ฤดูหนาวเ้าค่ะ”
“หน่อไม้ฤดูหนาว?!”
“เ้าค่ะ หน่อไม้ฤดูหนาว จะเป็หน่อไม้ที่อยู่ใต้ดินรสชาติดีเช่นกัน แต่เมื่อถึงฤดูหิมะละลายหน่อไม้พวกนี้ก็จะเน่าเสียหายเ้าค่ะ”
“งั้นนี่ก็ของกินใหม่เช่นนั้นหรือ?”
“ก็ไม่เชิงเ้าค่ะ หน่อไม้เป็เื่รอง ที่ลูกอยากได้คือไม้ไผ่เพื่อทำอุปกรณ์จับปลาเ้าค่ะ”
(-)
เย็นวันนั้นนอกจากจะได้ลำไผ่เหมาะๆ มาแล้ว หนิงเอ๋อร์ยังได้หน่อไม้ฤดูหนาวมาอีกจำนวนหนึ่ง นางจึงให้ผู้เป็แม่ลองทำกับข้าวมื้อเย็นนี้โดยใส่หน่อไม้ลงไปด้วย และบอกเฟยฉีว่าหากทำอาหารได้สำเร็จ จะให้หลี่จินมาสอนทุกคนในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง เพราะตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เฟยฉีจึงตอบตกลง
ด้วยเพราะอยู่ในฤดูหนาว เวลาแค่บ่ายแก่ๆ ก็มืดเสียแล้ว และนอกจากจะมืดเร็วไม่พอ ยังมีลมหิมะที่รุนแรงกระหน่ำซ้ำลงมาอีก หากไม่ได้กำแพงหิมะ บางที่บ้านหลังนี้อาจจะปลิวไปตามสายลมแล้วก็เป็ได้
โป๊กๆ ครืดๆ
หน้าเตาไฟ เสียงของตงหยางเริ่มเหลาไม้ไผ่เพื่อจักตอกและเตรียมไว้สำหรับจักสานงานของลูกสาว แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็น แผลเล็กๆ ที่เสี้ยนไผ่บาดมือก็ทำให้เ็ปมากแล้ว หนิงเอ๋อร์สงสารบิดาจับใจ แต่ก็ทำได้เพียงให้กำลังใจ และบอกผู้เป็พ่อไม่ให้รีบเร่งเสียจนมีาแ
“ท่านพี่ ท่านลองเอาเศษผ้าพันนิ้วไว้ดีหรือไม่เ้าคะ? เสี้ยนไผ่จะได้ไม่บาดนิ้วมือท่าน”
“งั้นอาหลี่ช่วยข้าพันนิ้วให้ที เพราะมืออีกข้างของข้าไม่ว่างเท่าไร”
ภาพตรงหน้าสาวน้อยหนิงเอ่อร์คือ ผู้เป็แม่อมยิ้มเอียงอายกำลังใช้เศษผ้าพันนิ้วชี้ของผู้เป็พ่อ ก่อนจะใช้ด้ายพันนิ้วทบอีกครั้งให้แน่
ส่วนผู้เป็พ่อกลับมีสายตาเ้าเล่ห์และยิ้มกริ่มมองดูการกระทำของภรรยา
“ถ้าไม่ติดที่บ้านเรามีแค่ห้องเดียว ลูกคงจะได้น้องในฤดูหนาวปีหน้าแน่ๆ”
“หนิงเอ๋อร์ เ้าพูดอะไร!”
“รู้มากนะลูกเราเนียะ”
“ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะหยอกล้อกันออกมาจากบ้านหลังน้อยไหลออกไปตามสายลมหนาว
(-)
เช้าวันรุ่งขึ้น ตงหยางได้เอาซึ้งไม้ไผ่ออกมาให้บ้านอื่นได้ดูเป็ตัวอย่าง และจัดแจงหาที่ว่างนั่งสานอุปกรณ์หาปลาตามที่ลูกสาวกำกับอยู่ข้างๆ ส่วนผู้เป็แม่ก็ออกมาสอนบ้านอื่นทำข้าวต้มหน่อไม้ที่ลองทำเมื่อวาน รสชาติหวานกรอบแตกต่างจากข้าวต้มเนื้อแห้งอยู่มาก อย่างน้อยก็ทำให้ชาวบ้านได้กินผักบ้างเพื่อสุขภาพของทุกคน แต่ก็ยังต้องเพิ่มเนื้ออยู่ดี
“ลูกพ่อ เหตุใดปากปล่องทางเข้าจึงมีหน้าตาแบบนี้หรือ?”
“เพราะตัวปลามีความลื่น ปากปล่องเช่นนี้จะทำให้ปลาเข้าง่ายแต่ออกไม่ได้เ้าค่ะ”
“แล้วทำไมถึงได้มีแต่โครงไม้ไผ่เปล่าๆ กับฝาล่ะ เ้าไม่สารตัวมันหรอกหรือ?”
“ลูกสงสารท่านพ่อ มือของท่านมีแต่แผล ลูกก็เลยคิดว่าจะให้ท่านแม่เย็บผ้าดิบปิดทุกด้านแทน ไม่ก็ใช้เชือกสารเป็ตาข่ายขึ้นมาแทนเ้าค่ะ”
“แสดงว่าวิธีทำมีหลายวิธีสินะ เข้าใจแล้ว เดี๋ยวพ่อจะทำให้แข็งแรงสักหน่อยแล้วกัน”
“เ้าค่ะ!”
สุดท้ายรูปร่างที่ออกมาได้คือคล้ายมุ้งดักปลาที่มีทางเข้าหกช่องทาง เพราะคิดว่าแบบนี้จะง่ายกว่าเวลาหย่อนลงไปกลางแม่น้ำที่มีเป็น้ำแข็ง ตอนแรกก็ตั้งใจจะทำให้ตัวของมันเป็ไม้ไผ่สารไปเลย แต่เพราะอากาศเย็นมากและมือของตงหยางก็มีาแเล็กๆ เต็มไปหมด ยิ่งหนาวก็จะยิ่งเ็ปและแผลก็หายยากขึ้นไปอีก จึงต้องเปลี่ยนเชือกสานแทน โดยใช้วิธีสลับและขอดเงื่อน เพราะวิธีถักตาข่ายอาจจะใช้เวลานานเกินไปที่จะสอน
และแล้วก็ถึงเวลาหย่อนลงน้ำวันแรก
“ท่านแม่ ลูกขอเนื้อสักชิ้นนะเ้าคะ ลูกจะเอาไปให้ท่านพ่อทำเหยื่อล่อปลา”
“เดี๋ยวแม่ตัดให้ เ้าไปรออยู่กับพ่อเ้าเถอะ”
“เ้าค่ะ!”
ไม่นานชิ้นเนื้อก็ถูกแขวนไว้ตรงกลางของมุ้งดักปลา ณ กลางแม่น้ำ ตงหยางได้เจาะน้ำแข็งเป็รูขนาดใหญ่กว่ามุ้งดักปลาเล็กน้อย ปลายเชือกห้อยจากตรงปลายมุ้ง้า ยาวประมาณสามสี่เมตรโดยประมาณให้มันวางที่ผิวดินใต้น้ำพอดี ใส่หินเล็กน้อยเพื่อถ่วงน้ำหนัก และเอาปลายเชือกมัดไม้ไผ่ท่อนยาวขวางรูแผ่นน้ำแข็งที่เจาะไว้เพื่อไม่ให้หลุดไหลไปตามแม่น้ำ
และตามสไตล์ของกลุ่มชาวบ้าน ทุกคนก็มาดูอย่างใจจดจ่อดูทุกวิธีการอย่างละเอียด จนถึงเวลาที่มุ้งดักปลาถูกหย่อนลงน้ำ
“นานไหมหนิงเอ๋อร์ ที่เราจะมาดูอุปกรณ์ของลูกอีกครั้ง”
“พรุ่งนี้เช้าก็ได้เ้าค่ะ แล้วเราค่อยนำขึ้นมาเปลี่ยนเหยื่ออีกครั้ง”
“งั้นหรือ? พ่อว่าจะทำอีกสักอันหนึ่ง”
“ท่านพ่อไม่เจ็บมือหรือเ้าคะ?”
“ไม่ต้องห่วง ไม้ที่พ่อเตรียมไว้ยังมีเหลือ อีกอย่าง…ยังไงพ่อก็ต้องสอนทุกคนอยู่ดี”
“ถ้าท่านพ่อว่าแบบนั้น…”
“ไปกันเถอะ แม่เ้าน่าจะเตรียมข้าวเสร็จแล้ว ไปกินข้าวแล้วทำงานต่อกันเถอะ ‘หัวหน้าน้อย’”
“เ้าค่าาา!!”
หนิงเอ๋อร์ตอบรับผู้เป็พ่อ ก่อนจะวิ่งนำเข้าบ้านอย่างมีความสุข พร้อมทั้งระงับความตื่นเต้นรอว่าวันพรุ่งนี้จะมีปลามาติดมุ้งหรือไม่
“จะมีปลามาติดไหมนะ อิอิ”