ฟุ่บๆ!
เมื่อเห็นคู่ต่อสู้มาถึง อัศวินโลหิตก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เปลวไฟคลื่นพลังสีเลือดที่ล้อมรอบกายของเขาก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นดาบ จากนั้นก็พุ่งตรงไปหาซุนเฟยทันที เสียงแหวกอากาศที่แหลมคมดังขึ้นจนแสบแก้วหู
“นี่คือ ‘คลื่นดาบโลหิต’ ทักษะการต่อสู้ที่ครู้ดถนัด สหายเอ๋ย ถ้ายังไม่ถึงระดับห้าดาวขอเตือนว่าอย่าไปขวาง!” นักพเนจรมาเตรัซซี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆคำอธิบายของเขาสอดคล้องเข้ากับการโจมตี
ในขณะเดียวกัน
แม้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ซุนเฟยกลับยืนนิ่งๆไม่ขยับ ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินคำเตือนของมาเตรัซซี่ สายลมอันคมกริบประหนึ่งคมมีดแฉลบผ่านข้างแก้มของซุนเฟยไป พร้อมตัดเส้นผมของเขาไปสองสามเส้นอย่างน่าหวาดเสียว ฝูงชนที่อยู่ด้านหลังของซุนเฟยพลันหวีดร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ เมื่อเห็นซุนเฟยยื่นมือออกไปกำคลื่นพลังโลหิตสองสายที่พุ่งเข้ามา จากนั้นเขาก็บีบมันจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมา คลื่นดาบโลหิตก็พลันแตกกระจายสลายไป!
“โอ้โห เขาสามารถทำลายคลื่นดาบได้ด้วยมือเปล่า ว้าว!ความแข็งแกร่งของราชาเมืองแซมบอร์ดทำเอาทุกคนรู้สึกทึ่งไปตามๆ กันเลย!”
เมื่อมาเตรัซซี่ นักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิทได้เห็นฉากเมื่อครู่นี้ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา ไม่ช้าก็กลับมาเป็นปกติ เขาถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้คนที่อยู่ทั้งในและนอกสนามประลองดาบหมายเลขนึ่งอย่างไม่ตกหล่นแม้แต่นิดเดียว
ฟุ่บๆๆๆ!
เสียงแหวกอากาศที่แหลมคมดังขึ้นมาไม่หยุด
ครู้ดไม่ได้มีท่าทางแปลกใจแต่อย่างใดที่เห็นคลื่นดาบของตัวเองถูกทำลายลงไป เขาเพิ่มความเร็วในการโคจรคลื่นพลังก่อนจะสะบัดมือออกไป ทันใดนั้นเอง คลื่นดาบโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วนและแข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ก็พุ่งออกมาจากเปลวไฟคลื่นพลังบนร่างของเขา แล้วทะยานไปหาซุนเฟยประหนึ่งห่าฝน ชั่วพริบตา ทั้งลานประลองก็เต็มไปด้วยฟ้าฝนโลหิตที่ตกกระหน่ำลงมาราวกับจะทำให้สนามประลองนี้จมอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเลือด
ซุนเฟยไม่มีท่าทางตื่นกลัวเขาก้าวไปข้างหน้าแทนที่จะถอยหลัง
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะยืดกายตรงแล้วเอามือไพล่หลัง ดวงตาเย็นชาจ้องไปยังคลื่นดาบโลหิตที่กำลังตกลงมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ติ้งๆๆๆ!
สะเก็ดไฟกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับว่าเกิดการปะทะกันระหว่างดาบจำนวนมากอย่างรุนแรง
เสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณประหนึ่งเสียงน้ำตก ทันทีที่คลื่นดาบโลหิตโจมตีไปที่ร่างของซุนเฟย ก็ปรากฏโล่คริสตัลโปร่งแสงที่สูงประมาณหนึ่งเมตรขึ้นมาตรงหน้าซุนเฟย โล่คริสตัลเกิดระลอกคลื่นขึ้นมาตามจำนวนคลื่นดาบโลหิตที่พุ่งเข้ามาปะทะ แม้ว่าโล่คริสตัลจะดูบาง แต่กลับแข็งแกร่งมากกว่าที่คิด คลื่นดาบโลหิตที่ปะทะเข้ากับโล่คริสตัลก็เหมือนกับนกที่พุ่งเข้าชนกำแพง คลื่นดาบโลหิตกระเด็นไปทั่วลานประลอง ก่อนจะกลายเป็นหมอกโลหิตสีแดงแล้วสลายไป!
ในขณะเดียวกันก็มีคลื่นดาบโลหิตจำนวนหนึ่งที่พุ่งผ่านร่างของซุนเฟย ลอยไปยังตำแหน่งคนดูที่อยู่ด้านหลัง
“เวรแล้ว!”
“อ๊าก...ช่วยด้วย...มันมาแล้ว!”
ผู้ชมที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นคลื่นดาบโลหิตที่น่ากลัวกำลังลอยเข้ามาหาก็หน้าเปลี่ยนสี พลังของพวกเขานั้นอ่อนแอมาก ไม่ได้แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อเหมือนอย่างราชาเมืองแซมบอร์ด หากถูกคลื่นดาบโลหิตสัมผัสร่างก็มีเพียงความตายที่รออยู่เท่านั้น!
ฉับพลัน กลุ่มฝูงชนก็พากันแตกตื่นวุ่นวายขึ้นมา
ในตอนนั้นเองเรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น
ก้อนหินทุกก้อนที่ล้อมรอบสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งรวมตัวขึ้นมาเป็นกำแพงที่สูงประมาณห้าสิบเมตร ยาวหนึ่งร้อยตารางเมตรโอบรอบสนามประลอง จากนั้นแสงสว่างสีฟ้าก็เริ่มไหลผ่านกำแพง ตามมาติดๆด้วยเวทมนตร์อันทรงพลังที่มารวมตัวกันประหนึ่งกระแสน้ำที่ไหลลงมายังทะเล ฉับพลัน บนกำแพงที่ล้อมรอบสนามประลองดาบก็มีระลอกคลื่นสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นมาราวกับม่านสายน้ำที่แข็งแกร่งและอ่อนโยน ม่านสายน้ำนี้มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม ครอบสนามประลองดาบเอาไว้ พวกมันต้านคลื่นดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างแน่นหนา ไม่มีคลื่นดาบใดสามารถทะลวงผ่านเข้ามาได้
บาเรียเวทมนตร์!
นี่เป็นบาเรียเวทมนตร์ระดับเจ็ดธาตุน้ำที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยนักเวทผู้เลืองชื่อในอาณาจักรอย่างท่านกัดดาบิลา 'ม่านน้ำครอบฟ้า'
ในบรรดาเวทมนตร์ธาตุน้ำสายป้องกัน 'ม่านน้ำครอบฟ้า' นี้เป็นเวทมนตร์สายป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดและยังเป็นเวทมนตร์ป้องกันที่มีชื่อเสียงมาก แค่มีมันอยู่ไม่เพียงจะกั้นพลังลูกหลงระหว่างการต่อสู้ของทั้งสองคน แต่ยังคุ้มครองเหล่าขุนนางชั้นสูงและผู้ชมที่อยู่รอบๆสนามประลองทั้งหมดอีกด้วย ในขณะเดียวก็ยังปกป้องไม่ให้สนามประลองดาบแห่งนี้ถูกพลังที่น่าเกรงขามของทั้งสองคนทำลายสนามจนพินาศ
ผู้ชมที่เห็นฉากนี้พลันโล่งอกขึ้นมา หลังจากที่สงบสติอารมณ์ของตัวเองได้แล้วก็กลับมานั่งที่เดิม
บนสนามประลอง
หลังจากลองหยั่งเชิงไปแล้วถึงสองครั้ง แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงล้มเหลวเช่นเคย อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงมาตลอดก็เริ่มขมวดคิ้ว ดวงตาของเขาแข็งกร้าว ในที่สุดเขาก็เริ่มขยับตัว
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
เปลวไฟคลื่นพลังสีเลือดที่พลุ่งพล่านก็เกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา ผู้ชมที่อยู่รอบๆต่างเห็นเพียงเงาสีแดงๆ พุ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในตอนแรก 'อัศวินโลหิต' อยู่ห่างจากซุนเฟยไปประมาณสามสิบกว่าเมตร แต่เพียงพริบตาเดียว ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็ถูกย่นลงจนเหลือแค่สามเมตร เปลวไฟคลื่นพลังสีแดงไหลทะลักออกมาจนเต็มไปทั่วท้องฟ้า...
เขาง้างหมัดขวาขึ้นมาแล้วชกออกไปทันที
ตูม!
เสียงกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า
เปลวไฟคลื่นพลังสีแดงที่ห่อหุ้มร่างของ 'อัศวินโลหิต' ก็ลากเป็นทางยาวตามหมัดที่ถูกปล่อย ราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมไปทางซุนเฟย กระแสลมที่น่ากลัวพัดเข้ามาหาเขาจนทำให้ผมของซุนเฟยพลิ้วไหวไปตามแรงลมจนกระเซอะกระเซิง และผ้าคลุมสีแดงด้านหลังของเขาก็กระพือไปตามแรงลม
แม้จะเผชิญหน้ากับพลังโจมตีที่แข็งแกร่ง ซุนเฟยก็ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า ปฏิกิริยาตอบโต้ของเขาก็ยังธรรมดามากอีกด้วย
ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว
แล้วปล่อยหมัดออกไป
แม้หมัดของซุนเฟยจะไม่ได้เคลือบด้วยคลื่นพลังสีแดงที่สวยงามอลังการเหมือน 'อัศวินโลหิต' ทว่าพลังหมัดที่มาจากพละกำลังแบบเพียวๆของเขากลับน่ากลัวยิ่งกว่าหมัดที่เคลือบด้วยเปลวไฟคลื่นพลังสีแดงเสียอีก เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังก้องไปทั่วบริเวณ หมัดของซุนเฟยราวกับเป็นมีดที่ร้อนระอุทาบลงบนชีส เพียงเสี้ยววินาที หมัดของซุนเฟยก็ฉีกกระชากคลื่นพลังสีแดงจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
ตูม!
เสียงดังสนั่นขึ้นมา
หมัดของทั้งสองคนก็ปะทะกัน
วินาทีนั้น เสมือนเวลาได้หยุดชะงักลง หลังจากเสียงระเบิดดังสะเทือนไปทั่วลานสนาม ไม่มีภาพพลังมหาศาลแสดงอิทธิฤทธิ์ตระการตาเหมือนในจินตนาการของทุกคน ในความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่หมัดของพวกเขาทั้งสองคนได้ปะทะกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงสงบนิ่งเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กำปั้นปะทะกัน
ไม่มีกระแสพลังใดๆ เกิดขึ้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ทันใดนั้นบางอย่างก็เกิดขึ้น
ตรงกลางระหว่างหมัดที่ชนกัน เกิดคลื่นเสียงสีแดงโปร่งแสงขึ้นมาเป็นระลอกๆซ้อนทับกันเหมือนกับโยนก้อนหินลงไปในแม่น้ำที่เงียบสงบแล้วเกิดระลอกคลื่นน้ำขึ้นมา ระลอกคลื่นเสียงนั่นขยายเป็นวงกว้างไปทั่วทุกสารทิศ สนามประลองพลันสั่นไหว แม้แต่บาเรียเวทมนตร์อย่าง 'ม่านน้ำครอบฟ้า' ก็ยังกะพริบไม่หยุด ราวกับบาเรียใกล้จะแตก เปลวไฟคลื่นพลังสีฟ้าไหวระริก พวกเขาได้ยินเสียงเหมือนกระแสน้ำไหลเชี่ยวดังมาจางๆ
ในที่สุด ภาพในจินตนาการที่พวกเขาเฝ้ารอคอยก็ปรากฏขึ้น
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่า 'ม่านน้ำครอบฟ้า' สามารถป้องกันพลังการโจมตีของนักรบระดับเจ็ดดาวได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนสนามประลองก็ทำให้พวกเขาอดที่จะนึกหวาดกลัวออกมาไม่ได้ บางคนก็เหงื่อตกพลั่กพลางสะดุ้งเฮือก อุทานออกมาอย่างตื่นกลัวครั้งแล้วครั้งเล่า!
บนสนามประลอง
เงาแสงสีแดงกะพริบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนที่ 'อัศวินโลหิต' จะลอยกลับไปสามสิบเมตร
ฝุ่นและหมอกสีเลือดก็ค่อยๆ จางหายไป ร่างของทั้งสองคนก็กลับมาอยู่ที่เดิม บนร่างของพวกเขาไม่มีรอยบาดแผลใดๆบนร่างของครู้ด 'อัศวินโลหิต' ยังมีเปลวไฟคลื่นพลังลุกท่วมร่างเช่นเดิม แสงไฟสีเลือดขมุกขมัวทำให้ร่างของเขาดูพร่าเลือน ส่วนราชาแซมบอร์ดเองก็ยังคงยืนตระหง่านมั่นคง เสื้อคลุมสีแดงเข้มกระพือขึ้นและลงไปตามแรงลม ดูไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้เท่าไรนัก
“เกิดอะไรขึ้น? การปะทะกันเมื่อครู่นี้...ใครเป็นฝ่ายชนะ?”
ฝูงชนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากฉากการเผชิญหน้าที่น่าตกตะลึงเมื่อครู่นี้ ทุกอย่างก็กลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม ผู้คนที่อยู่รอบๆ ลานสนามต่างหันมาสบตากันอย่างงุนงง
พลังของพวกเขาค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่แล้วผู้ชมจะเป็นนักรบระดับหนึ่งหรือสองดาวเท่านั้น ตอนที่กำปั้นของทั้งสองคนปะทะกัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ความเร็วของทั้งสองคนเหนือกว่าที่สายตาของพวกเขาจะจับภาพไว้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าการปะทะกันเมื่อครู่นี้ระหว่างราชาแซมบอร์ดกับ 'อัศวินโลหิต' ใครเหนือกว่ากัน
บนที่นั่งพิเศษ
“ฮึๆ...ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆเขากล้าจะเผชิญหน้ากับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดอย่างไม่กลัวเกรง ไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะสามารถรับมืออีกฝ่ายได้นานแค่ไหน? แต่คนแบบนี้สิถึงจะคู่ควรให้คนของตระกูลดีนรับเป็นพวก...” ทายาทอันดับหนึ่งแห่งตระกูลดีน ดีน กาซอร์ลาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ใบหน้าที่แสนหยิ่งผยองผุดรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา
ถัดจากเขาไปไม่ไกลนัก
สีหน้าของบียอนเซ่และอัศวินชราจากตระกูลบีเกิ้ลยังคงสงบนิ่งเย็นชา แต่ผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆกลับตบตักตัวเองดังฉาดพลางตะโกนออกมาว่า “ดี!” ดวงตาของเขาพราวระยับราวกับถูกใจทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างหันมามองอย่างสนใจ พวกเขาไม่รู้ว่าสิงห์เฒ่าตรงหน้ากำลังเชียร์ใครอยู่
“การปะทะกันเมื่อครู่นับว่ากินกันไม่ลงจริงๆ...ราชาแซมบอร์ดและ 'อัศวินโลหิต' เสมอกัน!”
เสียงทุ้มนุ่มดูมีเสน่ห์ของนักพเนจรมาเตรัซซี่ที่ทุกคนรอคอยก็ลอยเข้ามาในหูของพวกเขา ไม่มีใครสงสัยในคำตัดสินของเขาเพราะบุรุษผู้แสนจะรักทองและเหล้ายิ่งกว่าชีวิตคนนี้เคยเป็นกรรมการตัดสินให้แก่คู่ต่อสู้คนอื่นๆมาแล้วนับร้อยๆ คู่ และไม่มีสักครั้งที่เขาจะสรุปผลพลาด
ข้อสรุปดังกล่าวสร้างความตกใจให้แก่ทุกคน
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าราชาเมืองแซมบอร์ดจะสามารถต้านทานการโจมตีของครู้ด อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' ได้!
ก่อนหน้านี้ แม้ว่าพวกเขาจะเคยได้ยินมาว่าราชาเมืองแซมบอร์ดสามารถเอาชนะคริส ซัตตัน อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สิบมาแล้ว แต่เรื่องนั้นมันก็เป็นเพียงข่าวลือที่เล่าต่อๆ กันมา มีหลักฐานที่ไหนกัน ยิ่งไปกว่านั้น คริส ซัตตันก็เพิ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นอัศวินผู้ตัดสินเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะที่มากด้วยพรสวรรค์ แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้ของเขาก็ยังถือว่ามีน้อย อีกทั้งยังมีข่าวลือกันว่าซัตตันยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับหกดาว ดังนั้นหากจะแพ้ขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ถือว่าแปลก แต่ 'อัศวินโลหิต' ครู้ดนั้นแตกต่างจากซัตตันมาก เพราะเขาเป็นทหารผ่านศึกและมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างช่ำชอง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับหกดาว ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วราชอาณาจักร วีรกรรมในสงครามของเขามีใครบ้างที่ไม่รู้...เมื่อลองมาเทียบกันแล้ว การต่อสู้ในครั้งนี้ คนส่วนใหญ่ต่างมั่นใจว่าครู้ดจะเป็นผู้ชนะ
พวกเขาต่างคิดว่าผู้ชนะได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาอยากรู้ก็คือ ราชาเมืองแซมบอร์ดจะสามารถต้านทานการโจมตีของ 'อัศวินโลหิต' ไว้ได้นานเท่าไร?
นี่เป็นคำถามที่กวนใจพวกเขา
ถ้าเป็นไปตามที่นักพเนจรมาเตรัซซี่กล่าว แสดงว่าราชาเมืองแซมบอร์ดไม่ได้มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงหลังจากที่ต้านทานการโจมตีของครู้ด ไม่แม้แต่จะก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก...นี่...หรือว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของราชาแซมบอร์ดจะมาถึงระดับนี้แล้ว?
---------------