บทที่ 1 วิถีปราชญ์โลก
"ไปเร็ว! ไปช่วยคนอื่นก่อน!"
"แต่ต้องย้ายของออกจากคลัง! อุปกรณ์พวกนั้นมันหลายสิบล้านเลยนะ!"
"ไม่ทันแล้ว แค่เอาฮาร์ดดิสก์ออกมาให้ได้ก็พอ..."
"ฉันจะไปเอาเอง!"
‘โครม!’
…
อำเภอหลิน หมู่บ้านเล็ก ๆ ในซีฟาง
"ฮึก! ฮึก!..."
ในห้องที่มืดมิดและหนาวเย็น หลี่ฉางอันเหงื่อเย็นไหลโซมกาย หอบหายใจหนักหน่วง ลำคอส่งเสียงแหบแห้งเบา ๆ
"ไม่ ไม่..."
ดูเหมือนเขากำลังจมลงสู่ห้วงฝันร้ายที่ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้
"ไม่!"
หลี่ฉางอันรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด ลืมตาขึ้นมา
พลันนั้น…
ความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในสมองโดยไม่ให้ตั้งตัว หลี่ฉางอันปวดหัวจนต้องกุมศีรษะไว้ ดวงตาของเขาพร่าเลือนแทบมองสิ่งใดไม่เห็น
"นี่… ที่นี่คือที่ไหน…"
‘…ต้าจิ้น!’
ไม่ใช่แคว้นจิ้นผู้ครองอำนาจในยุคชุนชิว และไม่ใช่แคว้นจิ้นของเว่ยจิ้นหนันเป่ยเฉา
หากใครได้มองเห็นดวงตาของหลี่ฉางอันจะพบว่าเหมือนกับมีหน้าหนังสือนับไม่ถ้วนกำลังพลิกผ่านไปอย่างรวดเร็ว
"ที่นี่มันต้าจิ้น? ตัวละครในประวัติศาสตร์มากมายที่เราจำได้ ตำราคลาสสิกของสำนักร้อยตระกูล ทว่านับั้แ่ขงจื๊อเป็ต้นมา โลกใบนี้ก็เดินไปอีกเส้นทางหนึ่งแล้ว! ตราประทับปราชญ์… พลังวรรณศิลป์ที่บีบคั้นผู้คน ทฤษฎีบนกระดาษ คำพูดที่กลายเป็กฎเกณฑ์… นักปราชญ์สามารถทำลายกองทัพนับหมื่นได้เพียงผู้เดียวงั้นหรือ? วิถีปราชญ์รุ่งเรือง วิถีนักรบหยาบช้า… นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ในความมืดสลัว
ลมหายใจของหลี่ฉางอันค่อย ๆ สงบลง
ในดวงตาเหลือเพียงความตกตะลึงอันไร้ที่สิ้นสุด
เขาพยายามปกป้องฮาร์ดดิสก์ข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติ เดิมทีคิดว่าคงจะตายในกองเพลิง ไม่นึกว่าจะข้ามมิติมาโลกนี้
โลกที่… ยกย่องตัวอักษรและบทกวีเป็ที่สุด!
ก่อนหน้านี้มีนักปราชญ์ขงจื๊อ ผู้เรียบเรียง 'หกคัมภีร์' เขาผู้นั้นรับศิษย์และบุกเบิก ‘วิถีปราชญ์’ พลังวรรณศิลป์ของเขาชำระล้างไปทั่วสามพันลี้ กลายเป็นักปราชญ์คนแรกของมนุษยชาติ
เขาค้ำจุนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ให้แก่มนุษยชาติ
ต่อมามีเหยียนฮุย เมิ่งจื่อ จวงจื่อ ตงจงซู และซือหม่าเฉียน สืบทอดวิถีปราชญ์ขึ้นสู่ตำแหน่งรองนักปราชญ์ ปกป้องคุ้มครองให้มนุษยชาติอยู่อย่างสงบสุข
นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ‘วิถีปราชญ์’
ด้วยวรรณกรรม… สามารถจรดปากกาปกครองใต้หล้า
ด้วยวิชายุทธ์… สามารถขึ้นม้าจัดระเบียบสรรพสิ่ง
ไม่ พวกเขาไม่จำเป็ต้องขึ้นม้า เพียงประโยคเดียว ‘สายลมใหญ่พัดมาเถิด เมฆหมอกลอยไป’ ก็สามารถข้ามไปได้ถึงสามร้อยลี้
ประโยคต่อไป ‘พันทัพหมื่นม้าทำลายศัตรูโจร’ ถกทฤษฎีบนกระดาษ คนเพียงหนึ่งคนก็เทียบเท่าทัพนับหมื่น
ปราชญ์ผู้ถือตราประทับปราชญ์บำเพ็ญพลังอักษร เปิดวิมานปราชญ์
ขั้นเก้าเปิดประตูสู่ความรู้แจ้งตราประทับปราชญ์อ่านสิบบรรทัดในคราวเดียว ร่างกายเบาสบาย แข็งแรง
ขั้นแปดบำเพ็ญกายตราประทับปราชญ์อักษรติดกาย ดั่งมีเทพช่วยเหลือ
ขั้นเจ็ดผู้มีเมตตาตราประทับปราชญ์ตัวอักษรดุจดาบ ถกทฤษฎีบนกระดาษ
ทำเนียบกวี ทำเนียบภาพเขียน และทำเนียบบทละคร สามกระดานส่องประกายแข่งขันกัน
ผู้ที่มีชื่อขึ้นกระดาน นามล้วนกระเดื่องก้องโลก เกียรติยศโดดเด่นชุบตัวด้วยปราณอักษรก้าวสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปรมาจารย์และาาแห่งวรรณกรรมมากมาย ทุ่มเทความสามารถทางวรรณศิลป์ทั้งหมดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งสูงสุดบนทำเนียบ
......
"ที่นี่ไม่มีเฉาเชา เฉาจือ ไม่มีหลี่ไป่ ตู้ฟู่ ไป่จวี่อี้ หลิวจงหยวน และก็ไม่มีซูตงผอ เหวินเทียนเซียง..."
หัวใจของหลี่ฉางอันเริ่มเต้นรัวแรง
"วิถีปราชญ์เฟื่องฟู แล้วข้าจะไม่สามารถก้าวะโขึ้น์ในก้าวเดียวหรือ?"
"เพียงแค่ไป่จวี่อี้คนเดียวก็ทำให้ข้าเหินฟ้าได้แล้ว! ไป่จวี่อี้ไม่พอหรือ? เพิ่มฮั่นอวี่อีกคน ยังไม่พอรึ? ราชนักปราชญ์แปดท่านแห่งราชวงศ์ถังและซ่ง ข้าจะชดใช้ให้ท่านทั้งหมด เรียงกันเป็แถวเลย!"
"นับประสาอะไรกับหลี่ไป่ ตู้ฟู่ ที่เป็ไพ่ตองสูงสุด!"
ถึงแม้ไม่สามารถท่องจำได้ทั้งหมด แต่การศึกษาภาคบังคับเก้าปีของมหาอาณาจักรจะไร้ประโยชน์ได้อย่างไร?
ในขณะนั้น หนังสือเล่มหนึ่งที่ดูราวกับทำจากหยกหนังแกะ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
เมื่อเปิดหน้าแรกหลี่ฉางอันก็เข้าใจทันที
คัมภีร์หยกเล่มนี้บรรจุข้อมูลทั้งหมดจากหอสมุดแห่งชาติ ั้แ่บทกวีและบทเพลง ไปจนถึงนิยายและบอร์ดภาพเขียนรวมถึงสารานุกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทุกอย่างครบครัน
"แค่ก! แค่ก!"
อากาศรอบตัวฟุ้งไปด้วยกลิ่นสุราอ่อน ๆ หลี่ฉางอันหายใจเข้าไปเล็กน้อย ก็เริ่มไออย่างรุนแรง ในปอดราวกับมีไฟกำลังลุกไหม้ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง
ประตูไม้เปิดออกเป็เสียง… เอี๊ยด…
"น้องรอง เ้าตื่นแล้วหรือ" เสียงอ่อนโยนนุ่มนวลดังมา
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องมาจากนอกประตู
หลี่ฉางอันหันศีรษะไป ชั่วครู่ก็ตกตะลึงเล็กน้อย หญิงสาวตรงหน้านี้เชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำของร่างเดิม
"พี่สะใภ้… พี่สะใภ้?"
หญิงสาวอายุราวยี่สิบสองยี่สิบสามปี รูปร่างบอบบางสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ดวงตาโต
นางสวมเสื้อผ้าฝ้ายที่ซักจนเป็สีขาวซีด ด้านนอกสวมทับด้วยเสื้อคลุมสั้นที่มีรอยปะชุน เสื้อผ้าเรียบง่ายไม่ได้บดบังความงามของนาง แต่กลับยิ่งทำให้บุคลิกอ่อนโยนราวกับสายน้ำของนางโดดเด่นขึ้น
พี่สะใภ้มีนามว่าหลิ่วจืออิน เป็ภรรยาที่พี่ชายใหญ่แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี เพียงแต่หลังจากวันแต่งงานวันที่สอง พี่ชายใหญ่ก็ติดตามบิดาไปยังสนามรบ
เขาจากไปได้ห้าปีแล้ว ไม่มีข่าวคราวใด ๆ อีกเลย
‘ร่างนี้ของเรา… ของข้า มีร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยบ่อยั้แ่เด็ก และภายหลังยังเป็โรคปอดอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้คอยดูแลเอาใจใส่ไม่เคยทอดทิ้ง ร่างนี้… หมายถึงข้า คงจะจบชีวิตไปนานแล้ว’
"เ้าหมดสติไปถึงสามวันเต็ม คงจะหิวแล้วสินะ ข้าจะไปตักโจ๊กให้"
หลิ่วจืออินรีบวิ่งไปที่ห้องครัว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมถือชามอย่างระมัดระวังเดินมาที่ข้างเตียง
เขาเหลือบมอง
โจ๊กในชาม มีเพียงเม็ดข้าวกระจายอยู่ที่ก้นชามเท่านั้น ที่เหลือเป็เพียงน้ำข้าวสีขาวใส จืดชืดจนสามารถสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาของหลี่ฉางอันได้
"สุราในบ้านขายไม่ออก เงินก็ใช้ไปกับการเชิญหมอและซื้อยา..." หลิ่วจืออินพึมพำอย่างลำบากใจ
"พี่สะใภ้… พี่สะใภ้กินข้าวแล้วหรือยัง"
หลี่ฉางอันยังไม่คุ้นเคยกับการเรียกผู้หญิงตรงหน้าว่าพี่สะใภ้จริง ๆ
ร่างนี้อายุเพียงสิบแปดปี แต่จิติญญาของเขาเป็ชายหนุ่มอายุสามสิบปีแล้ว
"กิน… กินแล้ว"
ฟังแค่นั้นก็รู้ว่ายังไม่ได้กินเลย
"พี่สะใภ้ มากินด้วยกันเถอะ" หลี่ฉางอันวางชามลงข้าง ๆ พยายามจะลุกขึ้น แต่ไม่คิดว่าแขนขาจะอ่อนแรง เกือบจะล้มลงไป
หลิ่วจืออินรีบประคองหลี่ฉางอันไว้ทันเวลา
"น้องรอง ร่างกายของเ้าอ่อนแอ นอนพักบนเตียงเถิด"
ทันใดนั้น กลิ่นหอมบริสุทธิ์ก็แทรกเข้ามาในจมูก ไม่ใช่กลิ่นแป้งหรือน้ำหอม แต่เป็กลิ่นกายอันอ่อนหวานของสตรี สะอาดงดงามดั่งดอกบัว
หลี่ฉางอันเผลอเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ รีบเรียกสติกลับมา ด่าตัวเองในใจว่า ‘ไอ้บัดซบ’
"นอนมานานขนาดนี้ ก็ควรจะลุกขึ้นมาเดินเหินบ้างแล้ว"
หลิ่วจืออินหยิบเสื้อคลุมมาตัวหนึ่ง สวมให้หลี่ฉางอันแล้วค่อย ๆ ประคองหลี่ฉางอันลงจากเตียงอย่างช้า ๆ
ใช้คำว่า ‘อ่อนแอปวกเปียก’ มาอธิบายร่างกายนี้ นับว่าเหมาะสมแล้ว
หลี่ฉางอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะ แบ่งโจ๊กหนึ่งชามออกเป็สองชาม
"พี่สะใภ้ทานด้วยกันเถิด"
"ในบ้านยังมีหมั่นโถวข้าวโพด ข้ากินหมั่นโถวข้าวโพดก็พอแล้ว" หลิ่วจืออินรีบกล่าว
"พี่สะใภ้ พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน..."
หลี่ฉางอันเอ่ย ก่อนประคองโจ๊กใสครึ่งชามของตัวเองขึ้นดื่ม น้ำซุปร้อนไหลผ่านลำคอ ในห้องที่หนาวเย็นนี้ ในที่สุดเขาก็พบความอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
หลิ่วจืออินหยิบหมั่นโถวข้าวโพดอุ่น ๆ สองชิ้นมาจากครัว แบ่งกันคนละหนึ่งชิ้น
แสงแดดด้านนอกประตูส่องลงมาบนร่างของทั้งสองคน อบอุ่นและสงบ
"น้องสาวหลิงหลงล่ะ"
หลี่ฉางอันจู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนที่พี่สะใภ้แต่งเข้าบ้านมา ยังพาน้องสาวมาด้วยคนหนึ่ง อายุน้อยกว่าเ้าของร่างนี้หนึ่งปี
หลิ่วจืออินที่กำลังหักแบ่งหมั่นโถวข้าวโพดใส่ในโจ๊กใสจู่ ๆ ก็ชะงักค้าง แล้วพึมพำเบา ๆ ว่า
"นาง… นางกลับบ้านเกิดไปแล้ว"
หลี่ฉางอันวางชามลง มองไปที่หลิ่วจืออินอย่างจริงจัง
"พี่สะใภ้ ข้าป่วยเป็โรคปอด แต่ไม่ได้เป็โรคทางสมอง"
ดวงตาของหลิ่วจืออินแดงขึ้น แล้วน้ำตาเม็ดใหญ่ก็หยดลงในชาม
"พี่สะใภ้…" หลี่ฉางอันมองดูหลิ่วจืออินพลางกล่าวอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น "คนในครอบครัวเดียวกันไม่ควรปิดบังกัน"
ไหล่ผอมบางของหลิ่วจืออินสั่นสะท้านไม่หยุด ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหว คว่ำหน้าลงบนโต๊ะ สะอื้นเบา ๆ
"นาง… นางถูกหอพรรณปรุงพาตัวไปแล้ว..."
เปรี้ยง!
หลี่ฉางอันคล้ายกับถูกสายฟ้าฟาด…
‘หอพรรณปรุง’ หนึ่งในสามหอนางโลมชั้นสูงของอำเภอหลิน!