ตอนที่ 18 ตรวจชีพจร (2)
ตระกูลใหญ่เช่นนี้ คนที่นั่งตำแหน่งนี้ได้มีแค่ลูกหลานที่ถูกรักและเอ็นดูเท่านั้นละ
“ขอบคุณไท่ไท่ผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” นางพยักหน้าหลุบตา ท่าทางสง่างาม เหมือนคนนุ่มนวลและว่าง่าย
เจิ้งซื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ที่วังลี่อ๋องเป็นอย่างไร ยอมให้อภัยเจ้าหรือไม่” น้ำเสียงนั่นปิดเจตนาหยั่งเชิงและความระแวดระวังไม่ได้เลยสักนิด
กู้เชียนเสวี่ยหลุบตา ยิ้มเยาะอยู่ในใจ ไท่ไท่ผู้เฒ่ากู้ประเมินสถานการณ์ได้เก่งจริงๆ เมื่อวานยังสืบสวนนางอยู่กับเจ้ากรมกู้อยู่เลย วันนี้พอเห็นนางกลับมาอย่างปลอดภัย ก็ทำทีเป็นย่าที่รักและเมตตาเสียอย่างนั้น นางมั่นใจว่าหากลี่อ๋องเกิดเอาผิดขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าไท่ไท่ผู้เฒ่านี่ละที่จะจัดการญาติมิตรเพื่อตระกูลด้วยตัวเองเป็นคนแรก
แต่เมื่อลองคิดดูแล้วก็พอเข้าใจได้ ตระกูลขุนนางที่เป็นครอบครัวใหญ่และมีหน้าที่การงานใหญ่โตเช่นนี้ แค่สะใภ้ของไท่ไท่ผู้เฒ่าก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดคนแล้ว ยิ่งเหล่าลูกหลานยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เกรงว่าความสัมพันธ์ครอบครัวคงจะเจือจางไปตั้งนานแล้ว นอกจากนี้ด้วยบุคลิกที่ไม่สนใจอะไรของไท่ไท่ผู้เฒ่า แค่จ้าวซื่อมารดาจำเป็นของเจ้าของร่างเดิมที่คิดอะไรเป็นเด็กๆ เจ้าของร่างเดิมก็เป็นแค่พวกเอาแต่ใจตัวเอง หากไท่ไท่ผู้เฒ่าชื่นชอบอย่างใจจริงก็แปลกแล้ว
“ตอบไท่ไท่ผู้เฒ่า ลี่อ๋องมิได้เอ่ยว่าให้อภัยข้าหรือไม่เจ้าค่ะ” กู้เชียนเสวี่ยเอ่ย พอเห็นสีหน้าของไท่ไท่ผู้เฒ่าเปลี่ยนไปในทันที ก็ไม่ขัดจังหวะและเอ่ยตามตรง “เพียงแต่ตอนนี้ลี่อ๋องยังต้องให้ข้าช่วยเหลือ ข้ารักษาอาการป่วยของพระสนมฉินเฟยได้ ดังนั้นลี่อ๋องยังไม่ทำอันใดกับข้าเจ้าค่ะ”
เจิ้งซื่อตกใจ “รักษาโรคหรือ เจ้าจะรักษาโรคได้อย่างไรกัน”
กู้เชียนเสวี่ยเอ่ยตอบ “ได้เจ้าค่ะ แต่แค่ผิวเผินเท่านั้น ในสินสมรสของท่านแม่เมื่อหลายปีก่อนมีตำราแพทย์โบราณอยู่เล่มหนึ่ง แต่เพราะชำรุดไปมากแล้ว จึงไม่ได้บันทึกเอาไว้ในใบสินสมรส ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ข้าลองเปิดดูหลายครั้ง บังเอิญว่ามีโรคที่คล้ายกับอาการที่พระสนมฉินเฟยเป็นอยู่ จึงลองรักษาดู คิดไม่ถึงว่าจะได้ผลเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของเจิ้งซื่อเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “โรคของพระสนมฉินเฟยอย่างนั้นรึ!? นั่นเป็นโรคที่ตามหาหมอมากความสามารถมาทั้งแคว้นก็ยังไร้ทางรักษา เจ้ารักษาได้หรือ”
อย่าโทษเจิ้งซื่อที่ดูแคลนกันเลย ความจริงแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยแสดงออกว่ามีพรสวรรค์ หรือพูดได้อีกอย่างว่านอกจากนิสัยที่ถูกตามใจจนเหลิงเหมือนกับมารดาแล้ว ก็ไม่มีพรสวรรค์อะไรเลย ด้วยเหตุนี้เจิ้งซื่อถึงได้ปิดหูปิดตาข้างหนึ่งต่อสิ่งที่สองแม่ลูกเผยอี๋เหนียงทำมาโดยตลอด
“เจ้าค่ะ ดูจากตอนนี้แล้วถือว่าเห็นผลเจ้าค่ะ” กู้เชียนเสวี่ยตอบ
น้ำเสียงของเจิ้งซื่อเริ่มสั่นเครือ “รักษาโรคให้กับพระสนมฉินเฟยมิใช่เรื่องจะมาล้อเล่น หากทำได้ไม่ดีละก็...” เอ่ยจบ สีหน้าก็ซีดเผือด
กู้เชียนเสวี่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “เชียนเสวี่ยเข้าใจว่าไท่ไท่ผู้เฒ่าเป็นกังวล ถ้าอย่างนั้นข้าจะลองตรวจชีพจรให้กับไท่ไท่ผู้เฒ่าดีหรือไม่เจ้าคะ”
เจิ้งซื่อคิดไม่ถึงเลยว่ากู้เชียนเสวี่ยจะเชื่อมั่นในตัวเองขนาดนี้ คิดพิจารณาคร่าวๆ แล้วจึงพยักหน้า เรียกสาวใช้ให้นำหมอนรองข้อมือมาแล้ววางมือลงบนหมอนเบาๆ
กู้เชียนเสวี่ยยื่นมือออกไป วางนิ้วเรียวขาวราวหิมะลงบนเส้นชีพจรของเจิ้งซื่อ เพียงครู่เดียวก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ปกติแล้วไท่ไท่ผู้เฒ่าจะมีอาการเวียนหัว ปวดศีรษะ ปวดตึงที่คอ รู้สึกอ่อนเพลีย และหัวใจเต้นเร็วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจิ้งซื่อตะลึง แล้วพยักหน้าให้อย่างสงสัย “ใช่แล้ว ทำไมหรือ”
กู้เชียนเสวี่ยเข้าใจในทันที “ตรวจแค่เพียงชีพจรไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมด ไท่ไท่ผู้เฒ่าโปรดรอสักครู่ ข้าจะให้อวี้เหลียนไปนำเอากล่องยาข้ามา” เอ่ยจบก็หันไปสั่งทันที
เจิ้งซื่อตื่นตกใจ ต้องรู้ว่านางอายุปูนนี้แล้ว ตระกูลใหญ่หน้าที่การงานเช่นนี้ สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือความตาย หรือพูดได้อีกอย่างว่านางยังเสพสุขไม่พอ “ยายหนูเชียนเสวี่ย ข้าป่วยอย่างนั้นหรือ ป่วยหนักมากหรือไม่ จะตายหรือเปล่า เหตุใดก่อนหน้านี้เวลาที่ท่านหมอของจวนมาตรวจ ก็บอกแค่ว่าอากาศร้อนทำให้ธาตุไฟเพิ่มขึ้นเท่านั้นเองล่ะ”
กู้เชียนเสวี่ยตอบกลับ “ป่วยอยู่แล้วเจ้าค่ะ คนเรากินอาหารมากมายหลายชนิด ใครเล่าจะไม่ป่วย เพียงแต่หากพบเร็วและรีบรักษาจะดีที่สุดเจ้าค่ะ”
ในขณะที่พูดอยู่นั่นเอง อวี้เหลียนก็นำกล่องยามา แน่นอนว่ากู้เชียนเสวี่ยกำลังจะใช้หูฟังทางการแพทย์ที่ทำขึ้นมาเองเพื่อตรวจให้กับนางขั้นต่อไป