กลางลานเล็ก หมอกสีทองพรั่งพรูออกมา เส้นพลังที่แข็งแกร่งแต่ละเส้นบีบอัดขึ้นไปบนท้องฟ้าทั้งยังแฝงด้วยคลื่นพลังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งลานเล็กอาบไปด้วยแสงหมอกสวรรค์ดูแล้วศักดิ์สิทธิ์มาก
ร่างเงาร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ทั่วร่างเปล่งแสงเรืองรองทุกจังหวะลมหายใจทำให้บริเวณโดยรอบสั่นไหว นี่ก็คือความแข็งแกร่งที่ปรากฏขึ้นร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นโลกเล็กที่ดูดซับพลังงานของโลกใหญ่แห่งนี้เพื่อกลั่นหลอมร่างกายของตัวเอง
ร่างของเต้าหลิงอบอวลไปด้วยพลังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เขากำลังหล่อหลอมพลังงานสีทอง สามวันก่อน ในตอนที่กลืนหยดพลังงานสีทองลงไป ร่างกายของเขาแทบจะระเบิดจนต้องใช้เวลาถึงสามวันถึงจะหลอมหมด
ร่างกายของเต้าหลิงเปลี่ยนไปกล้ามเนื้อทุกมัดเปล่งแสงหมอกสวรรค์สว่างจ้าราวกับเซียนที่ลงมาจุติอีกทั้งยังมีอนุภาพสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์บางอย่างกำลังจะขยายตัวออก
“ทำไมข้าถึงรู้สึกแปลกๆ” เต้าหลิงกล่าวพึมพำสองสามวันนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานต้นกำเนิดภายในร่างที่ตื่นขึ้นมาบางทีมันอาจจะเป็นพลังงานต้นกำเนิดกายศักดิ์สิทธิ์ของเขา
เขาลองปลุกพลังงานนี้ขึ้นมา ทว่าก็ยังทำไม่ได้ เขารู้สึกว่าต้องใช้พลังงานที่น่ากลัวบางอย่างมากระตุ้นมัน
เต้าหลิงยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาจากการปิดขั้นพลังเพราะพลังยังถูกปลุกไม่เสร็จ หยดพลังงานสีทองไหลเข้าไปในร่างกายมันได้หลอมละลายกลายเป็นพลังงานสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่โคจรไปทั่วร่างทั้งยังแฝงไปด้วยพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น มันพุ่งทะลักเข้าไปในร่างทำให้ความเร็วในการปลุกพลังเพิ่มสูงขึ้น
ในเวลานั้น เมืองชิงโจวก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นถึงแม้ว่าเหล่าจอมยุทธ์ที่เจอเรื่องนี้คนแรกตั้งใจจะปิดเรื่องนี้เอาไว้ทว่าพวกเขาก็ปิดได้แค่สองวัน เรื่องนี้ก็แพร่งพรายออกไปทั้งเมือง
หอคอยผ่านจิตเป็นหอคอยศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองชิงโจวมาอย่างยาวนานทว่าตอนนี้พลานุภาพของมันได้หายไป ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากพวกเขารู้สึกว่าเพราะมีคนแย่งชิงของล้ำค่าของชั้นที่สิบไปถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
บางที อาจจะเป็นเพราะสมบัติล้ำค่าของชั้นที่สิบบินหายไปทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นที่หอคอย
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มากพลานุภาพแรงกดดันของหอคอยได้หายไปไม่รู้ว่ามีกี่คนที่อยากจะไปชั้นที่เก้าเพราะในชั้นนั้นมีมรดกสืบทอดอยู่
ในตอนนี้ผู้คนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันที่เมืองชิงโจวเพราะใกล้จะถึงวันที่โถงวิหารซิงเฉินจะเปิดแล้วอีกทั้งดันมาเกิดเรื่องขึ้นตอนนี้เสียได้ทำให้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งจำนวนมากต่างมุ่งหน้าไปที่หอคอย
หลังจากนั้นห้าวันภายในลานเล็กก็ปรากฏคลื่นพลังที่แข็งแกร่งทะลักออกมาพลังทั่วร่างของเต้าหลิงทะยานถึงจุดสูงสุด พลังภายในร่างสั่นสะเทือนเขาได้ทะลวงขั้นพลังย่อยขึ้นไปหนึ่งขั้น พลังจึงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวปราณสีทองพุ่งแหวกมวลอากาศออกไป
“ทะลวงแล้ว”เต้าหลิงกล่าวออกมาในใจ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะต้องสั่นสะเทือนทั้งแว่นแคว้นเป็นแน่ปกติแล้วจากขั้นหล่อกายาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณได้นั้นต้องใช้เวลาร่วมครึ่งปีถึงจะปลุกพลังสำเร็จทว่าเขาใช้เวลาไม่ถึงสิบวันก็สามารถทะลวงขั้นพลังไปได้แล้วอีกทั้งยังทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณสองชั้นฟ้าแล้วด้วย
ด้วยพลังที่อัดแน่นนี้เขารู้สึกว่าอีกไม่นานเขาจะสามารถทะลวงขั้นพลังย่อยออกไปได้อีกขั้นหนึ่ง
เต้าหลิงลืมตาขึ้น นัยน์ตาประกายแสงระยิบระยับทั่วร่างโอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณ เขาเหมือนกับเซียนที่นั่งประทับอยู่ผมยาวปลิวไสวออกไปตามลม
ทันใดนั้น เต้าหลิงก็หลับตาทั้งสองลงด้วยความปีติจิตใจของเขานิ่งสงบลง หากลองหยั่งรู้อย่างละเอียดเขารู้สึกว่าที่สมองของเขามีบางอย่างผุดขึ้นมา
เต้าหลิงปล่อยวางจิตใจเพื่อปล่อยให้พลังประหลาดนั้นขยับเขยื้อนตามใจของมัน มันเริ่มขยับเร็วขึ้นเส้นเลือดที่ขยับของเต้าหลิงปูดขึ้นมา นี่ก็คือการปลุกจิตสวรรค์หากอดทนไว้ก็จะปลุกสำเร็จ แต่ถ้าไม่ก็ต้องรอครั้งต่อไป
จิตสวรรค์ ความหมายที่แท้จริงของมันก็คือ จิตวิญญาณของมนุษย์ พลังงานชนิดนี้พิเศษมากมีจิตสวรรค์ของยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาก สามารถมองฟ้าดินระยะหมื่นลี้ได้ซึ่งเป็นระดับพลังที่น่ากลัวมากจนถึงขีดสุด
จิตสวรรค์สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ทว่าจะต้องใช้ของล้ำค่าฟ้าดินถึงจะได้ ซึ่งของล้ำค่าฟ้าดินนั้นหายากมากหรือจะใช้โอสถจิตสวรรค์ก็ได้เช่นกันแต่ก็หาได้ยากมากพอๆ กับของล้ำค่าฟ้าดิน
จิตวิญญาณกำลังสั่นไหว เขาอดทนมาได้ครึ่งชั่วยามกลางสมองของเขาก็พลันเอ่อทะลักพลังงานประหลาดออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ในขณะที่พลังงานนี้ปรากฏออกมา เต้าหลิงก็มองเห็นภาพจำนวนมากจิตสวรรค์ถูกเปิดออก ความสามารถในการจดจำของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะว่าจิตสวรรค์เป็นรากฐานของมหาสุมทรแห่งปัญญาที่กักเก็บความทรงจำของมนุษย์เอาไว้ดังนั้น จึงเป็นส่วนที่สำคัญมาก
ในตอนที่อายุสิบสองปีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ภายในห้องๆ หนึ่งทั่วร่างอาบชโลมไปด้วยเม็ดเหงื่อประดุจฝนตกเขาใช้วิธีดั้งเดิมในการฝึกฝนกายด้วยความขยันขันแข็ง เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่สายตาดูถูกเหยียดหยามมองมาที่เขา
เขาไม่สามารถฝึกฝนวิชาได้ ทั้งยังชอบหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวในวันนั้นเขาได้ฝึกฝนร่างกายจนเกินขีดจำกัดแล้วเป็นลมสลบไปจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงลึกลับ ซึ่งเป็นตอนที่เขาได้วิชาสยบฟ้ามา
เต้าหลิงถอนหายใจออกมาในขณะที่ย้อนนึกกลับไปในช่วงเวลาที่สุดแสนจะลำบากตอนนั้นในตอนนี้ที่เขาพัฒนาขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับวิชาสยบฟ้าทั้งสิ้นเขารู้สึกขอบคุณคนลึกลับคนนั้นมาก ทว่าน่าเสียดายที่ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ไหน
ตอนหกขวบ เต้าหลิงยังเด็กมาก ทั้งไม่ประสีประสาเขารู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ชายขาเป๋ทำชายขาเป๋มักจะเอาของบางอย่างมาถูที่ตัวของเขา บางทีก็มีกลิ่นหอมบางทีก็มีกลิ่นเหม็น บางทีก็มีพลังชีวิตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์...
“ความสามารถของพ่อขาเป๋นี่สูงจริงๆ” เต้าหลิงคิดขึ้นในใจ แร่หินเหล่านั้นใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะหามาได้อย่างนั้นหรือ?
ตอนสามขวบ ชายขาเป๋มักจะพาเต้าหลิงไปนู่นไปนี่ใช้ชีวิตเยี่ยงคนป่า จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่เมืองชิงซาน
ทันใดนั้นก็มีภาพหนึ่งตัดเข้ามาซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคยแต่ก็แปลกประหลาด ที่นี่กว้างใหญ่มาก ภายในมีวิหารหลายแห่งเสียงเต๋าสรรพสิ่งดังก้องกังวาน แต่ละวิหารมีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามทำให้คนที่เห็นอดเลื่อมใสไม่ได้
ผืนดินกว้างใหญ่ปกคลุมไปด้วยพลังวิญญาณที่หนาทึบทั้งยังเต็มไปด้วยนกวิญญาณล้ำค่าหลากหลายชนิด ทุ่งสมุนไพรขนาดใหญ่โอบล้อมไปด้วยพลังบริสุทธิ์ไหลเวียนไปมายาโบราณบางชนิดปลดปล่อยแสงสีสันออกมานับหมื่นเส้นแสง
เด็กทารกร่างขาวดุจตุ๊กตาแก้วนอนหลับอยู่อย่างน่ารักน่าชังบนก้อนหินที่โอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณด้านข้างมีสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา ผู้ชายมีท่าทีที่สง่าผ่าเผยส่วนผู้หญิงก็สวยราวกับเซียน
เมื่อเห็นถึงตรงนี้จิตสวรรค์ของเต้าหลิงก็พลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา เขารีบตัดจิตสวรรค์ออกพลางกล่าวพึมพำออกมาด้วยลมหายใจถี่ว่า “นั่นข้าอย่างนั้นหรือ?”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ริมฝีปากฉีกยิ้มออกมาอย่างขมขื่นเขาอยู่กับพ่อขาเป๋มาตั้งแต่เล็ก ซึ่งไม่รู้เลยว่าแม่ของตนนั้นไปอยู่ที่ไหน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝังใจเขามาโดยตลอด คิดไม่ถึงว่าจู่ๆมันจะโผล่ขึ้นมา ทว่าน่าเสียดายที่ในความทรงจำนั้นไม่มีร่างเงาของผู้เป็นแม่หลงเหลืออยู่เลย
“คงต้องรอให้จิตสวรรค์ของข้าพัฒนาเสียก่อนถึงตอนนั้นข้าน่าจะมองเห็น”เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาในใจ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ลุกยืนขึ้นถึงเวลาที่จะออกไปข้างนอกแล้ว
หลังจากที่เดินออกมาจากห้องฝึกฝนเต้าหลิงก็มาที่หอคอยผ่านจิต โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากพวกเขาต่างก็กล่าวออกมาต่างๆ นานา เพราะในตอนนี้ข้างในไม่ให้คนอื่นเข้าไปแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก
หอคอยแห่งนี้ไม่มีเจ้าของก่อนหน้านี้ขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ของแคว้นชิงก็ได้ใช้อำนาจในหอคอยแห่งนี้ซึ่งไม่รู้ว่าได้ผลประโยชน์ไปแล้วเท่าไร
ทว่าตอนนี้ยังดีที่หอคอยนี้ทำประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้แล้วซึ่งมันถูกขุมพลังอำนาจยึดเอาไว้ ทั้งยังไม่ให้คนนอกเข้าไปใกล้ เพราะของล้ำค่าในชั้นที่เก้าทำให้พวกเขาอยากจะยึดเอามันมาไว้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอไม่มีพลังก็เท่ากับทำอะไรไม่ได้ซึ่งนั่นทำให้จอมยุทธ์ที่อ่อนแอจำนวนมากถอนหายใจออกมา
“ท่านผู้เฒ่าทำไมหอคอยผ่านจิตถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้”เต้าหลิงที่เดินวนเวียนอยู่หลายรอบจากนั้นเขาก็ถามชายแก่คนหนึ่งขึ้น
“ว่ากันว่าของล้ำค่าของชั้นที่สิบหายไปดังนั้น จึงไม่สามารถดึงดูดพลังของฟ้าดินได้ ตอนนี้ก็ยังเข้าไปไม่ได้เสียด้วย” ชายแก่กล่าว
“ของล้ำค่าไปไหนอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงถามลองเชิง
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่ากันว่ามีคนช่วงชิงไปแล้ว มีบางคนก็บอกว่ามันบินหนีไปอีก หลายคนหลายความคิดตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นเช่นไร”เขาส่ายหัว
ผู้คนกล่าวพูดคุยกันมีคนจำนวนมากสงสัยว่าของล้ำค่าบนชั้นสิบอาจถูกอู่ตี้เอาไป เพราะว่าอู่ตี้ที่อยู่ในขั้นหล่อกายานั้นมีพลังที่น่ากลัวที่สุดในดินแดนลึกลับแล้วก็มีบางคนที่สงสัยว่าน่าจะเป็นอัจฉริยะจากดินแดนอื่นมาเอาไป
หลังจากที่สอบถามข่าวคราวสักพัก เต้าหลิงก็รู้สึกโล่งอกแค่เรื่องของตนเองไม่ถูกแพร่งพรายออกไปจากเพียงพอแล้ว
ถึงแม้ว่าชั้นเก้าจะมีของสืบทอดอยู่ทว่าส่วนใหญ่ก็ถูกเอาไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้นซึ่งมูลค่าก็ไม่ได้สูงอะไรเป็นพิเศษ
จากนั้นเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าศิลาเทพยุทธ์เขากำหมัดแน่นพลางกล่าวออกมา“ครั้งก่อนกันเหยาได้ของล้ำค่าไปหนึ่งชิ้นหากข้าสลักชื่อลงไป ไม่แน่อาจจะได้ของล้ำค่ามาเช่นเดียวกัน”
แววตาของเต้าหลิงประกายแสงออกมาในขณะที่เขากำลังจะลองสลักชื่อ ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงักลงพลางกล่าวพึมพำออกมาในใจ “รออีกสักหน่อยน่าจะดีกว่า ครั้งก่อนที่กันเหยาได้ของล้ำค่ามานางก็ถูกตามไล่ฆ่า ข้าไม่มีที่พึ่ง อีกทั้งใกล้ๆหอคอยผ่านจิตนี้ก็มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งอยู่มาก รออีกสักหน่อยแล้วค่อยมาแล้วกัน”
เต้าหลิงไม่รีบร้อนไม่ว่าอย่างไรของล้ำค่าก็ไม่หนีไปไหนอยู่แล้วอีกทั้งจะได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน
“กลับไปดูวิญญาณมิ้งค์ดีกว่าว่ามันไรบ้างถึงตอนนั้นจะได้ไปถามจื่ออวี้เรื่องฝ่ามือหยินหยางด้วย”
เต้าหลิงบิดขี้เกียจพลางมุ่งหน้าเดินไปที่สำนักซิงเฉิน
ทั่วสำนักซิงเฉินค่อนข้างคึกคักเพราะมีข่าวมาจากเบื้องบนว่าโถงวิหารซิงเฉินได้ส่งคลื่นออกมาแล้วน่าจะใกล้เปิดในเร็ววัน ว่ากันว่าโถงวิหารซิงเฉินนี้เป็นสถานที่ลับโบราณภายในมีของล้ำค่าอยู่ มีหลายคนที่อยากจะเข้าไปเพื่อช่วงชิงมัน
ส่วนเจ็ดสิบสองยอดวิชามหาอำนาจนั้นคงไม่ต้องพูดถึงแค่จุดนี้ก็ไม่รู้ว่าดึงดูดอัจฉริยะกี่คนต่อกี่คนถึงตอนนั้นเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นงานสรรเสริญครั้งใหญ่แน่
“โคจรดารา” เต้าหลิงได้ยินเสียงพูดคุยโดยรอบ เปลือกตาก็พลันกระตุกขึ้นมันเป็นเจ็ดสิบสองยอดวิชามหาอำนาจ ซึ่งในตอนนี้เขากำลังขาดวิชามหาอำนาจพอดีคิดไม่ถึงว่าในสถานที่ลับของสำนักซิงเฉินจะมีหนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชามหาอำนาจอยู่ด้วย
ว่ากันว่าวิชามหาอำนาจนี้สามารถยืมพลังจากกลุ่มดาวมาใช้เป็นกระบวนท่าที่น่ากลัวได้ซึ่งมันเป็นสุดยอดวิชามายา
“ได้ยินมาว่าถึงตอนนั้นอู่ตี้ก็จะมาเหมือนกันไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง ตอนที่อายุแค่สิบขวบก็น่ากลัวมากขนาดนั้นแล้ว”
“จะต้องเป็นชายหนุ่มรูปงามแน่”เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ เด็กสาวที่อยู่รอบๆก็พลันตาเป็นประกาย อู่ตี้คืออัจฉริยะที่น่ากลัวมากที่สุดในดินแดนลึกลับตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยมีใครที่สามารถประมือกับเขาได้หญิงสาวหลายคนต่างก็คลั่งไคล้ในตัวของอู่ตี้
ผู้อาวุโสในสำนักล้วนตื่นเต้นไม่น้อย ขนาดพวกเขาเองก็รอคอยที่อยากจะเห็นชายหนุ่มอันดับหนึ่งของดินแดนลึกลับด้วยตาของตัวเองซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่พบเจอได้ยากมาก
“มีอะไรน่าดูไม่ใช่สาวงามเสียหน่อย” เต้าหลิงเม้มฝีปากพลางหันหลังเดินไปที่ภูเขาวิญญาณ
ภายในกลุ่มผู้คน มีสายตามองไปที่ร่างของเขาชายหนุ่มคนหนึ่งแสยะยิ้มเย็นออกมาแล้วกล่าวว่า “เจ้านั่นซ่อนตัวมาจะสองเดือนแล้ว ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาจนได้”
“ฮึ ทำให้ข้าเสียเวลาซะตั้งนานครั้งนี้ได้เห็นดีกันแน่”
พวกเขาแสยะยิ้มเย็น หวังจวิ้นอี้ได้บอกเอาไว้แล้วใครที่เอาชีวิตของเขามาได้จะได้รางวัลอย่างงามพวกเขาไม่รอช้าก่อนรีบเดินตามหลังของเต้าหลิงไป