คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 112 : จันทราสีหม่น

     

            เรือบินขนาดเล็กเริ่มตีปีกที่สร้างขึ้นจากพลังงานสวรรค์ ก่อนค่อยๆทะยานขึ้นสู่ผืนฟ้า ระเบิดคลื่นพลังงานสีขาว พุ่งหายลับออกจากสายตาหนึ่งนายพล หนึ่งพลทหารด้านล่าง

     

            ไม่นานมันก็แล่นออกจากอาณาจักรวายุอัสนี

     

            นัยน์ตาสีองุ่นจับจ้องหมู่เมฆด้านล่าง แม้จะบินสูงจนไม่อาจเห็นพื้นพิภพ ทว่าเขายังคงส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบอยู่ตลอด ราวกับต้องการรู้ว่าตนจักผ่านไปทางใด

     

            เห็นชิลยืนนิ่งอยู่บนเรือ ลาม่อนจึงเดินนำมือไขว้หลังเข้ามายืนด้านข้างพลางกล่าว

     

             “อยากไปร่ำลานางหรือไม่”

     

             “ไม่”

     

            ชิลกล่าวเสียงค่อย

     

             “งั้นรึ”

     

            สายลมเบาบางพัดลูบไล้ใบหน้า เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนปลิวสไวผ่านนัยน์ตาสีองุ่น แม้ในที่แห่งนี้จะถูกพลังงานสวรรค์ครอบไว้อีกชั้น ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงลมที่ปะทะยามพุ่งทะยาน ถึงอย่างนั้นในพื้นที่ซึ่งไร้กระแสลม กลับพบว่ามีสายลมอันเล็กจ้อยไหลผ่านร่างในชุดคลุมดำอย่างจงใจ ราวกับมันกำลังปลอมประโลมจิตใจอันด้านชาให้หายเศร้า

     

             ‘บางทีการร่ำลาอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก’

     

            หยุดค้างสักพัก ชิลก็หันตัวเดินไปนั่งหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์ใจกลางลำเรือ

     

            เรือลำน้อยแล่นผ่านป่าพันวิญญาณ ผ่านหุบเขาจัตุรัสยักษา ผ่านทะเลทรายไร้กำลัง มุ่งสู่ทะเลอสูรคำรามด้วยความเร็ว ไม่นานด้านล่างท้องเรือก็เผยให้เห็นทะเลสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

     

            และแล้วสามวันก็ล่วงพ้น ในช่วงผ่านมาแน่นอนชิลมิได้ทำอะไรนอกจากนั่งหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์อยู่กับที่ ต่างจากลาม่อนที่บ้างก็เดินเข้าออกห้องอาหาร บ้างก็ไปเยี่ยมออรุสทำทีตรวจดูอาการนกปากเงิน หรือบางคราก็ถือแผนที่พร้อมเข็มทิศขึ้นไปยืนตรงหน้าเรือเก๊กท่าราวกะลาสีผู้ยิ่งใหญ่อยู่เป็นชั่วโมง

     

            แม้ชิลจะรำคาญอยู่มากที่ชายชราผู้มักจะนั่งสงบเสงี่ยมด้านหน้าถ้ำทำตัวผิดแปลก แต่ก็ไม่คิดอยากถามอะไรมากความ นี่ยังไม่รวมเรื่องความสงสัยตอนเดินทางไปยังสุสานโบราณอีก

     

             “เจ้าคงอยากรู้สินะว่าเหตุใดตอนเดินทางไปยังสุสานโบราณครานั้น ข้าจึงมิใช้เรือบินลำนี้”

     

            จู่ๆลาม่อนก็เดินเข้ามานั่งลงด้านข้างกล่าวถามสิ่งที่ชิลใคร่คิดคล้ายอ่านใจได้ ส่งให้ในตาองุ่นถึงกับเปิดจ้องมองชายชราตายยากผู้นั่งมองแสงดวงจันทร์เหลืองหม่นท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ก่อนเหลือบไปเห็นโต๊ะขนาดเล็กพร้อมถ้วยชาวางอยู่ด้านหน้าเรียบร้อย

     

             ‘ช่างรวดเร็ว’

     

            ชิลรู้สึกชื่นชมในการเตรียมความพร้อมของชายชรา ที่มักจะมีอาหารและเครื่องดื่มอยู่ตลอดเมื่อคิดสนทนากับใครใต้ความสวยงามทางธรรมชาติ

     

             “เด็กน้อย เจ้าคงคาดเดาอยู่หลายสิ่ง แต่บางทีเรื่องนี้อาจไร้เหตุผลอยู่บ้าง”

     

            ลาม่อนหลับตาพริ้ม วาดมือยกถ้วยชาขึ้นจิบ จากนั้นจึงปล่อยลมร้อนออกจากปากอย่างแผ่วเบา

     

             “อยากเล่าก็เล่า ไม่อยากเล่าข้าก็ไม่อยากรู้ เหตุใดต้องทำตัวลึกลับ”

     

            ชิลกล่าวเสียงเรียบ นี่ทำให้ใบหน้ารูปไข่ของชายชราถึงกับหันควับพร้อมเปิดปากโต้

     

             “เพ้ย! เด็กน้อย เจ้ามันไร้ซึ่งสุนทรี ไม่เข้าใจถึงความงดงามของกวี”

     

             “ท่านจะบอกว่าสิ่งที่กล่าวราวกับบทกวี”

     

             “มิใช่หากแต่มันคือศิลปะทางวาจา”

     

            ลาม่อนยืดอกทำตาปรือมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า สักพักจึงวางถ้วยชา พลางหลับตาทำท่าใคร่คิดบางอย่างอันลึกล้ำ กระนั้นก่อนจะได้จมสู่ท่วงทำนองศิลปินเอก กลับถูกปลุกให้ตื่นโดยเสียงบุรุษหนุ่มด้านข้าง

     

             “การกล่าวยืดยาดนั่นรึศิลปะ”

     

             “เจ้าเด็กนี่! เหตุใดคำกล่าวเจ้าจึงราวเลียนแบบมาจากเจ้าบ้าพานเซอ”

     

             “ขออภัยท่านศิลปินเอก ว่าแต่จะเล่าเรื่องที่กล่าวมาตอนต้นหรือไม่ หากไม่คิดกล่าวข้าจักได้ไปหามุมเงียบนั่งซึมซับต่อ”

     

            ฟังชิลกล่าวเหน็บ ลาม่อนก็สะอึกเบา วาดตามองชายหนุ่มบ้าฝึกฝนตรงหน้า ก่อนกระแอมคราหนึ่ง

     

             “อืม.. เรือลำนี้ข้าเพิ่งได้มาเมื่อเดือนก่อน มันเป็นของขวัญจากอดีตคู่หมั้นที่มิเคยพบหน้า”

     

             “คู่หมั้น?”

     

             “เพียงอดีต..”

     

            เห็นชายชราเริ่มปรากฏสีหน้าอมทุกข์ ชิลจึงหรี่ตาวาดมือเรียกถ้วยชาออกมาจากเชือกสีดำ พร้อมกระดิกนิ้วส่งพลังงานสวรรค์เคลื่อนกาน้ำลอยเข้ามารินชาใส่ถ้วย

     

             “เจ้ามีถ้วย?”

     

             “ก็เผื่อไว้”

     

             “หึ พลังงานเคลื่อนวัตถุแสนยากจะฝึกฝน กลับถูกเจ้าใช้ราวของไร้ค่า”

     

             “มันเป็นเพียงหนึ่งทักษะ หาได้สำคัญไม่”

     

            จู่ๆบทสนทนาก็หยุดชะงัก ทั้งคู่ทำเพียงหันมองดวงจันทร์ที่ส่องแสงยามค่ำคืน พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบๆ ทิ้งช่วงไม่กี่นาทีลาม่อนก็ถอนหายใจเบา

     

             “ตัวข้าเกิดมามั่งมี หากแต่โดนตามใจแต่เด็ก เลยไม่คิดฟังใครนอกจากตนเอง”

     

            ว่าแล้วก็สาดชาออกไปด้านข้าง วาดมือเรียกขวดเหล้าสีขาวออกมารินใส่แทน

     

             “เคยคิดว่าผู้ที่เห็นหน้ากันมาแต่วัยเยาว์ เกิดความรู้สึกเพียงฉันมิตร เข้าใจว่ามันเป็นเพียงความผูกพันจากความเคยชิน จึงตอบปฏิเสธงานหมั้นนางต่อหน้าผู้อาวุโส และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งความผิดพลาด”

     

            ลาม่อนกระดกเหล้าเข้าปากคำโต ก่อนรู้สึกว่ามันไม่พอ เลยหยิบขวดขึ้นมากระดกอีกหลายอึก

     

            เห็นความเศร้าผ่านกิริยาท่าทางรวมถึงน้ำเสียง ชิลก็ยกชาขึ้นจิบเงียบๆ ทิ้งช่วงครู่จึงเอ่ยเสียงแผ่ว

     

             “ความรู้สึกรึ”

     

             “เป็นเพราะความมิรู้หัวใจตน เด็กน้อยจงจำไว้ ก่อนทำสิ่งใดจงถามหัวใจให้ดี”

     

            มองชิลที่กำลังทำหน้าครุ่นคิด ลาม่อนก็เผยยิ้มบาง พร้อมยกขวดเหล้าขึ้นมาซดจนหมดคราเดียว

     

             “อึก~ ว่ากันว่าพ้นขั้นสัมผัสเป็นขั้นอำนาจ พ้นขั้นอำนาจคือขั้นแสง เมื่อคิดหาหนทางไปต่อจากตรงนั้น จำต้องตัดซึ่งหนึ่งอารมณ์ความรู้สึก”

     

            ชายชราแหงนหน้า ยกขวดเหล้าขึ้นซ้อนทับดวงจันทร์ นิ่งอยู่สองลมหายใจจึงขว้างขวดในมือออกไป

     

             “หากสามารถไปถึงขั้นนั้น ข้าจะเลือกตัดความรักอันมีต่อสตรีผู้หนึ่ง..”

     

            สิ้นคำ ชายชราใบหน้ารูปไข่ก็ล้มลงไปบนพื้นเรือ ทิ้งไว้เพียงบุรุษหนุ่มผู้มองมาด้วยท่าทางยากอธิบาย อย่างไรสายตาที่ส่งผ่านกลับมากด้วยความหวนคะนึง

     

             “ความรัก..”

     

            .

     

            .

     

            หลังผ่านค่ำคืนอันเมามาย ชายชราคออ่อนก็ดูเหมือนจะเริ่มกลับเข้ารูปเข้ารอย แม้จะมีเดินไปเยี่ยมออรุสอยู่บ้าง ทว่าก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งจิบชาด้านหน้าเรืออย่างเงียบๆ

     

            เรื่องราวมากมายในคืนจันทร์หม่นจบลงเพียงเท่านี้ แม้ชิลจะอยากรู้ความเป็นมาเกี่ยวกับอดีตคู่หมั้นลาม่อน กระนั้นเขาก็มิได้คิดเอ่ยถามอะไร ทำเพียงนั่งหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์อันเป็นกิจวัตรราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

     

            เรือบินลำน้อยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่านกปากเงินห้าเท่า ทำให้การเดินทางไปยังหมู่เกาะหมื่นอสรพิษใช้เวลาโดยรวมเพียงสิบวันเท่านั้น ไม่นานเกาะขนาดกลางอันเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทรัพยากรล้ำค่ามากมายก็ปรากฏเข้ามาในสัมผัสจิตวิญญาณ

     

            ทันทีชิลทำการลืมตา ดันตัวลุก เดินตรงไปด้านหน้าเรือที่บัดนี้ลาม่อนได้ยืนหรี่ตาจ้องมองด้วยท่าทางใคร่คิด

     

             “มันเปลี่ยนไปมาก”

     

             “ไม่ได้กลับมานานรึ”

     

             “ใช่.. ช่างนานนัก”

     

            โดยไม่รีรอเขาได้นำเรือบินลงจอดเทียบท่า แต่ยังไม่ทันพ้นชั้นหมู่เมฆ ร่างชุดคลุมขาวสามร่างก็พุ่งขึ้นล้อมเรือไว้รอบทิศ

     

            พลันนัยน์ตาองุ่นหุบแคบ ผู้มาเยือนทั้งสามล้วนอยู่ในระดับคลายสมดุลบทสาม แม้จะมิได้ถือว่าอันตราย แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับสูงหากเทียบกับผู้คนในแผ่นดินทวิเทวา 

     

             “หยุด!! พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าบินผ่านน่านฟ้าเกาะหมื่นอสรพิษ!”

     

            หนึ่งในบุรุษชุดขาวกล่าว พลางวาดมือชี้มาทางลาม่อน พร้อมกันบุรุษชุดขาวอีกสองก็ได้เริ่มเขียนอักขระจำนวนมากขึ้นบนอากาศ

     

            เห็นบทอาคมที่ทั้งสองกำลังขีด ชิลจึงยิ้มหยัน ก่อนยกมือขึ้นคิดร่ายบทอาคม ทว่ากลับถูกชายชรายื่นมือเข้ามาจับแขนไว้

     

             “เย็นก่อน”

     

            ลาม่อนส่ายหัวเบาจ้องมองชิล สักพักจึงหันกลับไปหาบุรุษชุดขาวผู้ยกมือชี้มาคล้ายคิดโจมตีด้วยทักษะบางอย่าง

     

             “ข้าเป็นคนของที่นี่”

     

            ว่าแล้วก็ยกแผ่นป้ายหยกที่สลักคำว่า ‘ลัช’ ตรงกลางขึ้นมา

     

            พอทั้งสามเห็นป้ายในมือ ท่าทีคุกคามคราแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง จากนั้นต่างก็ค่อยๆลดมือสลายบทอาคม เผยท่าทีนอบน้อมอย่างน่าประหลาด

     

            มองตัวอักษรกลางป้ายหยก ชิลก็คิดถึงเรื่องผู้ติดตามของจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัท นี่ราวกับเรื่องเพ้อเจ้อที่ฟ้าลิขิต เพราะหากบันทึกมิได้ผิดพลาด ผู้ติดตามดังกล่าวก็ใช้สกุลลัช

     

             ‘คงไม่’

     

            โดยไม่สนใจสิ่งใด ลาม่อนได้พยักหน้าให้บุรุษทั้งสามที่จู่ๆพลันก้มหัวลงเล็กน้อยคล้ายท่าทำความเคารพ ก่อนเคลื่อนเรือบินผ่านกำแพงสูง พุ่งตรงไปยังปราสาทห้าชั้นสีดำที่ตั้งเด่นอยู่กลางตำหนักน้อยใหญ่จำนวนมากด้านล่าง

     

            บินวนรอบปราสาทอยู่สองสามครา จึงพบจุดลงจอดอันเป็นพื้นที่กว้าง ซึ่งดูอย่างไรมันก็คือลานประลองขนาดใหญ่

     

            ถึงอย่างนั้นชิลกลับสัมผัสได้ว่าจุดที่ผ่านเข้ามาเมื่อครู่ถูกลงไว้ด้วยอาคมแจ้งเตือน ซึ่งหากที่แห่งนี้มีผู้ใช้อาคมประจำการคอยตรวจสอบอาคมวงเวทอยู่ตลอด คงต้องคิดว่ามีศัตรูบุกรุกเป็นแน่ เพราะดูอย่างไรพวกเขาก็มิได้เข้ามาแบบปกติทั่วไป

     

            และก็เป็นดังคาด ทันทีเหล่าทหารชุดเกราะสีทองกว่าร้อยนายได้กรูเข้าล้อมรอบลานประลอง ขณะที่เรือบินค่อยๆลงจอดอย่างนุ่มนวล

     

            เมื่อท้องเรือห่างจากพื้นประมาณหนึ่งฟุต น่านฟ้าด้านบนก็เต็มไปด้วยคนสวมเกราะสีดำจำนวนมาก โดยหากนับด้วยตาเปล่าน่าจะประมาณเกือบสามสิบ แน่นอนว่าทุกคนล้วนอยู่ในระดับคลายสมดุล

     

            “จงแสดงตัว!!”

     

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน