กระบี่บินเล่มงามแหวกทะลวงผ่านทะเลหมอกอันหนาทึบ มุ่งหน้าสู่ยอดเขาเหมันต์ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตลอดกาล สายลมเย็นเยียบเสียดกระดูกพัดกรรโชก ทว่าความหนาวเหน็บจากฟ้าดิน กลับมิอาจเทียบเคียงกับความปั่นป่วนภายในกายของเย่เฉินได้เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มนั่งทรุดกายอยู่บนตัวกระบี่เบื้องหลังซูหลิงเอ๋อร์ ท่อนแขนขวาที่เส้นโลหิตปริแตกยังคงโชกชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทุกครั้งที่กระบี่บินเชิดหัวทะยานขึ้นสูง ร่างที่ฝืนทนจนถึงขีดจำกัดของเขาจะโอนเอนไปมาประดุจต้นไม้เฒ่าที่ใกล้จะโค่นล้ม ลมหายใจหอบถี่และรวยรินดุจเส้นด้ายที่จวนเจียนจะขาดสะบั้น
ทว่าสิ่งที่เด่นชัดที่สุด กลับเป็นหยาดโลหิตสีคล้ำที่ไหลรินออกจากมุมปากของเขาไม่หยุดหย่อน
เย่เฉินกำลังขบกรามและฟันของตนเองแน่นจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปน เขารู้ดีว่าตนเองมิอาจปล่อยให้ดวงจิตจมดิ่งสู่ห้วงนิทราได้เด็ดขาด หากเขาสิ้นสติลงเมื่อใด มารแฝงกายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้กองเลือดที่ท่อนแขนขวา ย่อมฉวยโอกาสกลืนกินร่างของเขาทันที
ซูหลิงเอ๋อร์ผู้ยืนควบคุมกระบี่อยู่เบื้องหน้า ปรายตาหงส์ชำเลืองมองหยาดโลหิตที่หยดแหมะลงบนตัวกระบี่ นางชะลอความเร็วของการเดินทางลงเล็กน้อย ความเงียบงันอันหนักอึ้งโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านโสตประสาท
นัยน์ตาหงส์ที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีสั่นไหววูบหนึ่ง นางทอดมองใบหน้าซีดเผือดที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของเขา ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"เจ้า... มิจำเป็นต้องฝืนถึงเพียงนี้"
เย่เฉินมิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ นัยน์ตาสีดำขลับที่เริ่มพร่ามัวของเขาค่อยๆ ปิดลง ท่ามกลางความเงียบงันบนกระบี่บิน ชายหนุ่มเพียงขบฟันลงบนปลายลิ้นของตนเองอีกครั้งอย่างหนักหน่วง!
โลหิตหยดใหม่ไหลรินจากมุมปากหยดลงสู่พื้นกระบี่ ทว่าสติสัมปชัญญะที่กำลังจะดับวูบกลับถูกกระชากให้ตื่นตัวขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส กระดูกสันหลังที่งองุ้มของเขาค่อยๆ ฝืนเหยียดตรงขึ้นทีละน้อย
แม้จะไร้ซึ่งสุ้มเสียงตอบรับ ทว่าการกระทำอันเด็ดเดี่ยวและอำมหิตต่อตนเองนี้ คือคำตอบอันหนักแน่นดุจขุนเขา... เป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่เขาขีดไว้ เพื่อมิให้ผู้มีพระคุณต้องก้าวล่วงลงมาแปดเปื้อนกับขุมนรกของเขาโดยเด็ดขาด
เรือนเหมันต์ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะโปรยปราย เมื่อกระบี่บินร่อนลงจอด ซูหลิงเอ๋อร์รีบประคองร่างที่โชกเลือดของเย่เฉินเข้าไปภายใน นางจัดแจงให้เขานั่งพิงผนังไม้หอมบนเตียงหยกเย็น ความหนาวเหน็บจากหยกโบราณที่แผ่ซ่านเข้าสู่แผ่นหลัง ช่วยระงับความเจ็บปวดที่กำลังแผดเผาร่างกายของชายหนุ่มลงได้หลายส่วน
นางพลิกฝ่ามือ ปรากฏ 'โอสถบงกชน้ำแข็ง' เม็ดสีขาวกระจ่างส่งกลิ่นหอมหวน เย่เฉินรับมันเข้าปากโดยมิลังเล ทันทีที่กลืนล่วงลงคอ กระแสความเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันไหลทะลวงเข้าสู่ตันเถียน สะกดข่มทะเลปราณที่กำลังปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่งจากการเดินปราณย้อนกลับ ให้ค่อยๆ สงบนิ่งลงดุจผิวน้ำในสระที่ถูกแช่แข็ง
ซูหลิงเอ๋อร์หมุนตัวกลับไป นำอ่างน้ำอุ่นและผ้าสะอาดผืนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้อีกครั้ง นัยน์ตาหงส์จ้องมองก้อนเนื้อและโลหิตที่เกรอะกรังบนท่อนแขนขวาของชายหนุ่ม นางยื่นมือออกไป หมายจะเช็ดชำระล้างคราบคาวเลือดเหล่านั้นเพื่อเปิดปากแผลและทายาสมานชีพจรให้
ทว่า... วูบ!
เย่เฉินกลับเบี่ยงไหล่หลบ ท่อนแขนขวาที่ชุ่มโชกถูกดึงกลับเข้าหาลำตัวอย่างรวดเร็ว
ซูหลิงเอ๋อร์ชะงักมือค้างกลางอากาศ คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "แขนเจ้า... ปล่อยให้ข้าดู"
เย่เฉินส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากที่ซีดเซียวเอื้อนเอ่ยเสียงแหบพร่า "มิจำเป็น"
"ข้าเป็นผู้นำเจ้ามา" น้ำเสียงของเทพธิดาแห่งยอดเขาเหมันต์แฝงความดื้อดึงระคนห่วงใย นางก้าวประชิดเข้ามาอีกครึ่งก้าว หวังจะทลายความดื้อรั้นของเขา
เย่เฉินเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ความเงียบงันโรยตัวลงมาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะกล่าวถ้อยคำอันหนักอึ้ง
"ข้าทราบดี..." เย่เฉินเว้นจังหวะ ลมหายใจสะดุดกึก "และเพราะล่วงรู้... ข้าจึงมิอาจให้ท่านเห็น"
ถ้อยคำนั้นสั้นกระชับ ทว่ากลับกระแทกใจผู้ฟังดุจค้อนศิลา ซูหลิงเอ๋อร์สบตากับชายหนุ่มเบื้องหน้า นางมองเห็นกำแพงอันสูงชันที่เขาก่อตัวขึ้น มิใช่เพื่อกีดกันความหวังดี ทว่าเพื่อปกป้องนางจากความมืดมิดที่เขาแบกรับไว้บนท่อนแขนนั้น
มือที่ยื่นออกไปของนางค่อยๆ ลดระดับลง ซูหลิงเอ๋อร์มิได้ดึงดันอีกต่อไป นางวางผ้าชุบน้ำอุ่นลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียงหยก พร้อมกับหยิบผ้าแพรไหมฟ้าผืนใหม่เอี่ยมที่พับไว้อย่างประณีตวางเคียงคู่กัน
เทพธิดาแห่งยอดเขาเหมันต์หมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบงัน ปล่อยให้ชายหนุ่มเผชิญหน้ากับบาดแผลและความนัยของตนเองเพียงลำพัง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ
คล้อยหลังร่างระหงของเทพธิดาแห่งยอดเขาเหมันต์ เย่เฉินจัดการพันธนาการท่อนแขนขวาที่ชุ่มเลือดด้วยผ้าแพรไหมฟ้าผืนใหม่จนแน่นหนา ลมปราณในตันเถียนที่เคยเดือดพล่านเริ่มสงบนิ่งและโคจรอย่างเป็นระเบียบด้วยฤทธิ์ของโอสถบงกชน้ำแข็ง
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ขับไล่ความเหนื่อยล้าออกจากดวงจิต ก่อนจะล้วงเอาม้วนไผ่ดำขลับ 'เคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาล' ออกมาจากสาบเสื้อ
ม้วนไผ่เก่าแก่แผ่กลิ่นอายความตายและหนักอึ้งดุจศิลา เย่เฉินค่อยๆ คลี่มันออกอย่างระมัดระวัง เสียงซี่ไผ่เสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงัดของเรือนเหมันต์
บนซี่ไผ่ซี่แรก จารึกด้วยอักขระสีโลหิตที่ดูคล้ายจะหยดทะลักออกมาได้จริง มันมิใช่การเกริ่นนำถึงความยิ่งใหญ่ล้นฟ้าของเคล็ดวิชา ทว่ากลับเป็นคำเตือนที่แปลกประหลาดและขัดต่อสามัญสำนึกที่สุด
"ผู้มีสองแขนสมบูรณ์... จงอย่าฝึกฝน"
เย่เฉินขมวดคิ้ว นัยน์ตาสีดำขลับฉายแววฉงน เคล็ดวิชาระดับสูงในใต้หล้าล้วนต้องการผู้ที่มีรากปราณและสรีระร่างกายสมบูรณ์แบบเพื่อรองรับพลังตบะ เหตุใดคัมภีร์ม้วนนี้จึงเปิดฉากด้วยการปฏิเสธผู้ที่เพียบพร้อม?
เขาพลิกหน้าถัดไป ไล่สายตาอ่านลงไปทีละบรรทัด ทีละตัวอักษร ริ้วรอยแห่งความตื่นตะลึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเซียว
วิชานี้บัญญัติให้ผู้ฝึกละทิ้งวิถีแห่งธรรมชาติโดยสิ้นเชิง การตวัดศัสตราหนักมิใช่การถ่ายเทน้ำหนักเพื่อรักษาสมดุล ทว่าคือการสูบกระชากปราณทั้งหมดในทะเลปราณ พุ่งทะลวงไปกระจุกรวมที่ท่อนแขนเพียงข้างเดียวเพื่อบีบอัดพลังทำลายล้างสูงสุด หากมนุษย์ธรรมดาที่มีร่างกายสมดุลฝืนกระทำ ย่อมต้องแลกมาด้วยเส้นเอ็นที่ขาดสะบั้นและกระดูกที่แหลกเหลวคาดาบของตนเอง
นี่คือสาเหตุที่อัจฉริยะในอดีตล้วนตกตายหรือกลายเป็นคนพิการเมื่อพยายามฝึกฝนวิชาต้องสาปม้วนนี้!
เย่เฉินอ่านทวนประโยคสุดท้ายที่สลักไว้ส่วนลึกของคัมภีร์ด้วยเสียงแผ่วเบา
"ผู้เพียบพร้อมย่อมยึดติดในความสมดุล ทว่าวิชานี้... ผู้แหลกสลายไร้สมดุล ทะลวงขีดจำกัดสังขาร จึงจะเบิกเนตรทัณฑ์บรรพกาล"
ชายหนุ่มลดคัมภีร์ลง สายตาของเขาเลื่อนไปมองท่อนแขนซ้ายของตนเองอย่างช้าๆ... แขนข้างที่เคยถูกบดขยี้จนพิการไร้ค่า ทว่าบัดนี้ถูกหลอมรวมและผลัดเปลี่ยนกระดูกใหม่ด้วย 'วารีทิพย์' จนมีความแข็งแกร่งดุจสัตว์ประหลาดบรรพกาล ผนวกกับพลังฟื้นฟูสมานแผลที่รวดเร็วจนน่าสยดสยอง
มุมปากของเย่เฉินค่อยๆ ยกขึ้น ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอ
"ช่างบังเอิญยิ่งนัก..."
เคล็ดวิชาต้องสาปที่ฝังร่างยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน หาใช่วิชาที่สูงส่งจนมิอาจเอื้อม แต่มันถูกสร้างมาเพื่อผู้แหลกสลายที่พร้อมจะทุ่มพลังทั้งชีวิตไปที่แขนเพียงข้างเดียว... เฉกเช่นเขานี่เอง!
ยามราตรีคล้อยต่ำ ลานน้ำแข็งเร้นลับเบื้องหลังเรือนเหมันต์เงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมหนาวพัดกรรโชก เย่เฉินลอบเร้นกายออกจากเรือนพักมายืนหยัดอยู่ท่ามกลางลานกว้าง แขนขวาที่ถูกพันธนาการด้วยผ้าแพรไหมฟ้าผืนใหม่แนบสนิทอยู่ข้างลำตัว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก เอื้อมมือซ้ายไปเบื้องหลัง ปลดเปลื้อง 'ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพี' ออกจากฝัก
ตึง!
ทันทีที่ปลายดาบยักษ์จรดลงบนพื้น น้ำหนักมหาศาลดุจขุนเขาขนาดย่อมของมัน กดทับจนพื้นน้ำแข็งบริสุทธิ์ปริร้าวเป็นทางยาว เย่เฉินกุมด้ามดาบด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว นัยน์ตาสีดำขลับหลับพริ้มลง ทบทวนอักขระในคัมภีร์ต้องสาปที่สลักลึกเข้าไปในดวงจิต
เขาเริ่มเดินลมปราณตามวิถีแห่งความวิบัติ ละทิ้งความสมดุลของสรีระร่างกายโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มสูบกระชากปราณทั้งหมดจากทะเลปราณในตันเถียนอย่างเกรี้ยวกราด บังคับให้กระแสน้ำวนแห่งพลังพุ่งทะลวงขึ้นไปกระจุกรวมอยู่ที่หัวไหล่ซ้ายเพียงจุดเดียว!
ทว่า... ร่างกายมนุษย์หาใช่ภาชนะรองรับพลังอันไร้ขอบเขต เมื่อปราณมหาศาลผสานกับน้ำหนักของดาบยักษ์ ภาระอันหนักอึ้งเกินกว่าขีดจำกัดจึงปะทุขึ้น!
ผึง!!
เสียงเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ซ้ายปริแตกขาดสะบั้นดังก้องลานน้ำแข็ง โลหิตสดๆ สีแดงฉานสาดกระเซ็นทะลุเนื้อผ้าออกมา ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีหลุดลอยจากมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังกัมปนาท
"อั่ก!"
เย่เฉินกระอักเลือด ทรุดเข่ากระแทกพื้นหินเย็นเยียบ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ชายหนุ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นริ้วประดุจท่อนแขนซ้ายถูกอสูรร้ายกระชากหลุดออกจากบ่า!
ความล้มเหลวและข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์แสดงผลอย่างโหดร้าย นี่คือสาเหตุที่ผู้กล้าในอดีตล้วนต้องพิการเมื่อท้าทายเคล็ดวิชานี้
ทว่าเย่เฉินหาใช่คนธรรมดา!
ชายหนุ่มตวัดสายตาขึ้น มองบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ซ้าย ภายใต้ผิวหนังที่ปริแตก พลังลี้ลับแห่ง 'วารีทิพย์' ที่หลอมรวมอยู่ในกระดูกพลันตื่นตัว มันเปล่งแสงสีฟ้าครามจางๆ ก่อนจะถักทอเส้นเอ็นและสมานกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดให้ผสานกลับคืนอย่างรวดเร็วจนน่าสยดสยอง ความเจ็บปวดมลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นอีกขั้น!
"ในเมื่อวิชานี้เกิดมาเพื่อทำลาย... ข้าก็จะใช้ความพินาศเป็นพลัง!"
เย่เฉินขบกรามแน่น ฝืนลุกขึ้นยืนตระหง่านท้าทายลมหนาว เขาคว้าด้ามดาบยักษ์ขึ้นมาอีกครั้ง เขาอดทนฝึกฝนกระบวนท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปล่อยให้เส้นเอ็นฉีกขาดและสมานตัวด้วยวารีทิพย์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งแขนซ้ายของเขาสามารถรองรับปราณอันมหาศาลได้อย่างสมบูรณ์
ครานี้เขามิรั้งรอให้พลังปะทุจนร่างกายแหลกสลาย ทว่าประสานจังหวะที่เส้นเอ็นกำลังสมานตัว สูบปราณทั้งหมดเข้าสู่แขนซ้าย แล้วตวัดดาบฟาดฟันออกไปในเสี้ยวลมหายใจ!
"กระบวนท่าที่หนึ่ง... ทลายบรรพต!"
ตูมมมม!!!
เสียงคำรามกึกก้องประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย คลื่นปราณดาบสีขุ่นมัวอันดิบเถื่อนและบ้าคลั่ง พุ่งทะยานออกจากคมดาบดุจมังกรผงาด มันกวาดทะลวงอากาศจนบิดเบี้ยว ก่อนจะพุ่งเข้าบดขยี้ธารน้ำแข็งขนาดยักษ์เบื้องหน้า...
พริบตาเดียว ธารน้ำแข็งที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า พลันถูกอานุภาพแห่งดาบทัณฑ์บรรพกาลบดขยี้จนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงละอองน้ำแข็ง ปลิวว่อนไปทั่วเวหาในดาบเดียว!
อานุภาพทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวนี้ แลกมาด้วยหยาดเลือดและความเจ็บปวดนับครั้งไม่ถ้วน ทว่ามันคือสุดยอดวิชาสังหารที่ดุดันและคู่ควรกับชายหนุ่มผู้แหลกสลายอย่างแท้จริง!
ละอองน้ำแข็งยังคงปลิวว่อนไปทั่วเวหา ร่างของเย่เฉินยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงท่ามกลางลานกว้างที่แตกร้าว แม้พละกำลังจะเหือดหาย ทว่านัยน์ตาสีดำขลับกลับทอประกายวาวโรจน์ด้วยความปีติ อานุภาพของเคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาลช่างคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องแลกมา
ทว่าในจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังจะเก็บดาบยักษ์เข้าฝัก...
ฟริ้ว!
ลำแสงสีเลือดสายหนึ่งพลันพุ่งแหวกม่านราตรีอันหนาวเหน็บ ทะลวงผ่านค่ายกลคุ้มครองของเรือนเหมันต์ลงมาอย่างโอหัง มันร่อนลงปักเข้ากับพื้นหินเบื้องหน้าเย่เฉิน เผยให้เห็นรูปลักษณ์ของ 'นกกระเรียนกระดาษ' ที่ถูกอาบย้อมด้วยปราณอัคคีสีโลหิต บนปีกกระดาษนั้นประทับด้วยตราสัญลักษณ์หัวกะโหลกอันเป็นอาญาสิทธิ์แห่งหอคุมกฎ!
เย่เฉินหรี่ตาลง เขาก้าวเข้าไปหยิบนกกระเรียนกระดาษนั้นขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสและคลี่สาส์นออก ปราณสีเลือดที่อัดแน่นอยู่ภายในพลันปะทุขึ้น กลายสภาพเป็นภาพเงาเลือนรางของผู้อาวุโสหลิวหยวน ลอยตระหง่านอยู่กลางลานน้ำแข็ง!
"เย่เฉิน!"
เสียงตวาดก้องกังวานของคนโฉดเฒ่าแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต ดังกึกก้องออกมาจากเงามืด "เจ้าคิดว่าบารมีของคุณหนูใหญ่ตระกูลซู จะคุ้มกะลาหัวเจ้าไปได้ตลอดรอดฝั่งกระนั้นหรือ! หอคุมกฎย่อมมีวิถีแห่งหอคุมกฎ!"
เงาของหลิวหยวนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม "ลานประลอง... คือสถานที่อันยุติธรรมที่สุดของสำนัก ผู้แข็งแกร่งรอด ผู้ไร้ค่าตกตาย! ครานี้... มิมีบารมีตระกูลใดปกหัวเจ้าได้อีก!"
ข้อความในสาส์นเลือดปรากฏชัดเจนแก่สายตา มันคือคำสั่งบังคับให้เย่เฉินในฐานะผู้ชนะเลิศสายนอก ต้องเข้าร่วม 'ศึกลานประลองยอดเขาชั้นใน' เพื่อประเมินฐานะ ทว่าหลิวหยวนกลับใช้อำนาจมืดแทรกแซงสายการประลอง บังคับขีดเขียนชื่อของเย่เฉินให้ต้องเผชิญหน้ากับ 'นักเชือดไร้เงา' ซึ่งเป็นถึง 'ศิษย์สืบทอดสายตรง' ของหอคุมกฎ ผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนด้านความเหี้ยมโหด!
รูปแบบการประลองถูกระบุด้วยอักขระสีแดงฉานว่า... 'ศึกลานประลองเป็นตาย'
ยิ่งไปกว่านั้น บรรทัดสุดท้ายของสาส์นยังระบุเงื่อนไขที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์...
"ผู้พ่ายแพ้ในศึกนี้ หากแม้นยังรอดชีวิต... จะต้องถูกบดขยี้ 'ทะเลปราณ' ให้แหลกสลายกลายเป็นคนพิการโดยสมบูรณ์ และถูก 'อัปเปหิ' ขับไล่ออกจากสำนักเมฆาครามชั่วกาลนาน!"
พรึ่บ!
สิ้นสุดข้อความ นกกระเรียนกระดาษและภาพเงาของหลิวหยวนพลันลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำร่วงหล่นลงบนพื้นหิน
เย่เฉินยืนนิ่งงันกลางลมหนาว นัยน์ตาสีดำขลับที่ทอดมองเถ้าถ่านเหล่านั้น มิได้ฉายแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ทว่ากลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นจิตสังหารอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งของขุมนรก
ในเมื่อหอคุมกฎต้องการใช้กฎเกณฑ์อันชอบธรรมมาเป็นลานประหาร... เขาก็จะใช้ 'ดาบยักษ์' ในมือซ้าย บดขยี้ความชอบธรรมจอมปลอมนั้นให้แหลกคาลานประลอง!
การเดิมพันด้วยทะเลปราณและชีวิต... ไร้ซึ่งทางถอยโดยสมบูรณ์!
[จบตอนที่ 69]