ปีพุทธศักราชปัจจุบันคฤหาสน์หลังงามใหญ่โตโอ่อ่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครของอูธุยะเศรษฐีชาวพม่าวัยเจ็ดสิบปี ที่เข้ามาทำธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยมานานกว่าห้าสิบปีแล้วคนรับใช้ราวสิบคนกำลังยืนเรียงรายต้อนรับทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล
“เร็ว ๆ เข้าคุณหนูนันดากำลังจะกลับจากโรงเรียนแล้ว” สิ้นเสียงป้าใจซึ่งเป็หัวหน้าแม่บ้านทุกคนก็รีบจนแทบเสียสติ
“ทำไมกลับเร็วจัง เห็นบอกว่าคุณหญิงรัศมีให้คุณหนูแวะไปไหว้พระที่วัดก่อนไม่ใช่เหรอป้า”
“วันนี้โรงเรียนเลิกเร็วท่านเลยพาคุณหนูไปวัดก่อนยังไงล่ะ หยุดถามกันได้แล้วไปเอารองเท้าแตะลายแมวสีชมพูมาวางแล้วหรือยัง”
“เอามาแล้วจ้ะป้า”
“แล้วในครัวล่ะ เรียบร้อยดีไหมจัดเตรียมของว่างของคุณหนูเสร็จหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ นมและคุกกี้เนยค่ะ”
“นมรสอะไร” ป้าใจเสียงต่ำพร้อมมองสาวใช้ผู้เพิ่งเข้ามาทำงานวันนี้วันแรก
“นมจืดไงจ๊ะป้า”
ป้าใจตาโตใส่
“ใครให้เด็กใหม่มาจัดของว่างให้คุณหนู”
“ฉันเองจ้ะป้าใจ” แม่บ้านวัยกลางคนที่ทำงานมานานถึงสิบปียกมือขึ้นและยิ้มแหย ๆ
“ศรี เธอไม่ควรเปลี่ยนมือ รีบเอาไปเปลี่ยนซะ”
“จ้ะป้า”
ศรีเดินยกถาดกลับไปเปลี่ยนใหม่ตามเดิมหัวหน้าแม่บ้านถอนหายใจ เกือบไปแล้วกับความผิดที่สามารถทำให้เธอถูกตำหนิได้คุณหนูนันดาไม่ดื่มนมรสอื่นนอกจากนมช็อกโกแลต
รถยนต์หรูจอดเทียบหน้ามุขของคฤหาสน์ คุณหนูนันดาในชุดนักเรียนมัธยมปลายนานาชาติเดินออกมาอย่างสง่าลมบางเบาพัดเส้นผมดำขลับยาวสลวยปลิวไปตามสายลมสาวใช้ในชุดยูนิฟอร์มเดียวกันนับสิบยืนเรียงรายต้อนรับเหมือนทุกวันเธอก้าวเยื้องย่างอย่างเฉิดฉาย สายตามองผู้รับใช้อย่างพอใจในฐานะทายาทคนเดียวของตระกูล จึงทำให้คุณปู่ที่มีเชื้อสายพม่ากับคุณย่ารัศมีที่เป็ชาวไทยต่างปรนเปรอหลานคนนี้อย่างสุดใจทดแทนความรักของบิดามารดาของเธอที่เสียชีวิตไปั้แ่นันดายังแบเบาะจนทำให้เธอมีนิสัยออกจะเอาแต่ใจจนทุกคนต่างขยาดและไม่อยากจะต่อสู้กับฤทธิ์เดชของคุณหนูคนนี้
เพล้ง!
สาวน้อยปัดแก้วช็อกโกแลตหลังจากที่เธอชิมมันแล้วเห็นว่ารสชาติต่างไปจากทุกวัน
“นี่มันไม่ใช่ยี่ห้อ Valrhona นี่นา เอาช็อกโกแลตยี่ห้ออะไรมาให้นันดาดื่มคะ”
สาวใช้ลนลาน ทั้ง ๆที่เตรียมอย่างดีแล้วแต่ก็พลาดจนได้สำหรับสาวใช้คนใหม่ ป้าใจเหลือบมองศรีแม่บ้านที่รับผิดชอบเตรียมของว่าง เ้าตัวยิ้มแห้ง ๆให้ป้าใจเหมือน้าบอกว่าเธอปล่อยให้สาวใช้คนใหม่ทำ ทั้ง ๆที่อธิบายอย่างดีแล้วแต่รายละเอียดเยอะจนคนใหม่สับสนจึงเป็สาเหตุของการทำงานพลาดครั้งแรกของเธอ ป้าใจต้องออกมารับหน้าแทน
“ขอโทษค่ะคุณหนูนันดา นี่เป็แม่บ้านคนใหม่เธอยังไม่รู้รายละเอียดดี ป้าขอโทษนะคะคุณหนู”
“ทีหลังป้าต้องฝึกงานแม่บ้านให้ดีกว่านี้นะคะถ้านันดาดื่มแล้วท้องเสียขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ”
“ค่ะ ป้าขอโทษนะคะคุณหนู”
นันดาเดินขึ้นบันไดสุดหรู พื้นหินอ่อนขัดจนเป็มันวับสาวใช้ยืนส่งเ้านายน้อยจนเข้าห้องของตัวเองไป เมื่อทุกคนแยกย้ายป้าใจเอามือทาบอกตัวเองหันไปพูดกับศรีและชงโคสาวใช้หน้าใหม่
“เกือบตายแล้วไหมล่ะ”
“ฉันไม่เข้าใจเลยนะป้าทำไมคุณหนูถึงได้เข้มงวดขนาดนี้กับแค่นมช็อกโกแลต” ศรีตีไหล่ของชงโคเบาๆ พลางมองว่ามีใครได้ยินหรือไม่
“อย่าพูดดังไป ถ้าใครได้ยิน เอาเื่ที่เราพูดไปบอกคุณหนูรับรองตกงานแน่ ๆ ”
“จ้ะ ๆ พี่ศรี ”
ป้าใจถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูด
“ ศรี ฉันให้เธอช่วยฝึกงานชงโค แต่กลับทำพลาดฉันจะจดเอาไว้เพื่อให้คุณหญิงหักเงินเดือน ส่วนเธอ ชงโค ถ้าผิดครั้งต่อไปฉันไม่ปรานีแน่”
“โธ่!ป้าใจ ฉันขอโอกาส ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้มีแขกคนสำคัญมาหาคุณท่านไม่ใช่หรือให้ฉันช่วยเตรียมงานอีกนะ ครั้งนี้จะไม่พลาดแล้ว” ศรีทำเป็นวดแขนเอาใจป้าใจ
“ได้งั้นเธอและชงโคก็ควรเข้าไปในครัวช่วยเตรียมงานได้แล้ว”
สาวใช้หน้าใหม่สงสัยเหมือนกันเพราะเธอเห็นวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหารในครัวรวมถึงไวน์อย่างดีต้องเป็แขกพิเศษมากแน่ ๆ ถึงจะได้รับประทานของดีขนาดนี้
“งานใหญ่เลยหรือป้า”
“งานใหญ่มาก แขกพิเศษเดินทางมาจากพม่าเห็นบอกว่าจะนำของสำคัญมาให้คุณท่าน”
“คุณพ่อของคุณหนูเหรอป้า”
“ไม่ใช่ ! คุณชายลวินกับคุณปลายฟ้าพ่อแม่ของคุณหนูนันดา รถคว่ำเสียชีวิตไปนานมากแล้วล่ะคุณท่านกับคุณหญิงจึงเลี้ยงดูคุณหนูนันดาเรื่อยมาจนถึงวันนี้ท่านรักของท่านนัก นี่ก็เป็สาเหตุที่บางทีคุณหนูเอาแต่ใจเหลือเกิน”
“อ๋อ! ฉันเข้าใจแล้วล่ะป้าถ้าแบบนี้ก็น่าสงสารคุณหนูยิ่งนัก”
“ใช่ ป้าถึงได้บอก ว่าอย่าถือสาอะไรเธอเลย คุณหนูเธอน่าสงสารจริงๆ” แววตาป้าใจอ่อนลงเมื่อนึกถึงวันที่คุณลวินและคุณปลายฟ้าเสียชีวิตเด็กน้อยนันดาในวัยสามเดือนเศษร้องไห้จ้าเพราะไม่ได้ดื่มนมจากอกมารดาอีกต่อไป
สามแม่บ้านต่างวัยเดินเข้าไปในครัวที่ขณะนี้เต็มไปด้วยแม่บ้านมากมายกำลังสาละวนในการตระเตรียมอาหารและจัดสถานที่เพื่อนต้อนรับแขกคนสำคัญของท่านอูธุยะคุณหญิงรัศมีจึงต้องเรียกนันดามาอบรมกิริยาก่อนพบปะผู้ใหญ่ในคราวนี้
“จำได้ไหมว่าต้องพูดกับผู้ใหญ่อย่างไร”
“นันดาจำได้ค่ะ คุณย่าไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ”
เด็กสาวตอบทั้ง ๆที่ในมือกดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเล่นโดยไม่สนใจหญิงชราที่อยู่ตรงหน้าคุณหญิงรัศมียื่นใบคำศัพท์ภาษาพม่าให้หลานรัก เธอรับมาอย่างเสียไม่ได้
“เอาไปนั่งท่องซะ จะได้ไม่พูดผิด”
“โธ่! คุณย่าคะนันดาพูดภาษาพม่าได้อยู่แล้ว ทำไมจะต้องให้ท่องอีกคะ”
“ย่าไม่ไว้ใจและในเอกสารนี้รวบรวมคำสุภาพที่ใช้กับผู้ใหญ่ นันดาอย่าทำให้ย่ากับคุณปู่ขายหน้าเข้าใจไหม”
นันดาหน่ายใจกับความขี้กังวลของคุณหญิงรัศมีแม้จะถูกฝึกให้สนทนาภาษาพม่ากับคุณปู่อูธุยะมาั้แ่เด็ก ๆแต่ก็ไม่วางใจกับการพบปะแขกคนสำคัญในครั้งนี้ หากทำอะไรผิดพลาดไปทางผู้ใหญ่ของฝ่ายนั้นจะต่อว่าเอาได้
มะนันดาหรือนันดานั่งตระหง่านท่ามกลางแขกคนพิเศษอูมยิทสุหรือปู่มยิทสุ เป็คุณปู่อายุราวเก้าสิบปีแต่ยังดูแข็งแรงดีได้ตามหาตระกูลนี้มาเนิ่นนาน ชายสูงวัยมองดวงหน้าหญิงสาวอย่างพินิจนันดาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เธอไม่ชอบที่ปู่มยิทสุมองเธอแบบนั้น
“จะพูดไรก็พูดเถอะ มองกันแบบนี้ เกร็งไปหมดแล้ว”
นันดาพูดลอยๆออกมาเป็ภาษาไทยเพราะคิดว่าผู้ที่นั่งตรงหน้าจะไม่เข้าใจ คุณหญิงรัศมีสะกิดแขนหลานสาวเบา ๆเป็การปราม ปู่มยิทสุยิ้มบาง ๆ ให้เด็กสาวก่อนจะหันไปหาอูธุยะ
“ ผมตามหาพวกคุณมานานและยินดีที่คุณตอบรับการค้นหาของผม คุณทวดได้สั่งเสียก่อนถึงแก่กรรมว่าให้ตามหาเด็กหญิงที่ชื่อมะนันดาที่อยู่ในตระกูลของท่าน ตามที่เราได้คุยกันทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้”
“ครับ ถ้าเื่ราวต่าง ๆที่จารึกไว้ในสมุดโบราณของบรรพบุรุษของท่านเกี่ยวข้องกับหลานของผม ผมก็ยินดีครับ”
ปู่มยิทสุหยิบหีบโบราณใบเล็กที่ทำจากเงินเก่าคร่ำคร่ายื่นให้อูธุยะ
“ในพินัยกรรมของคุณทวดบอกไว้ว่านี่เป็ของบรรพบุรุษตกทอดกันมาั้แ่สมัยพระเ้าปดุงและสั่งให้ลูกหลานเก็บรักษาไว้เป็อย่างดีรอเวลาให้ถึงปีพุทธศักราช 2562 จงส่งมอบมันให้แก่หลานสาวตระกูลของอูธุยะที่ชื่อ มะนันดา”
อูธุยะรับหีบโบราณมาอย่างเบามือ นันดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังทำ เธอมองเป็เื่ไร้สาระเพราะบรรพบุรุษสมัยพระเ้าปดุงจะส่งมรดกพิศวงมาให้เธอในพ.ศ.นี้ได้อย่างไรอูธุยะส่งหีบนั้นต่อให้หลานสาว
“รับไปสิลูก” คุณหญิงรัศมีกระซิบบอกหลานสาวตัวดีมะนันดารับมาอย่างไม่เต็มใจนักด้วยความคร่ำคร่าของหีบทำให้เธอแสดงท่าทีรังเกียจออกมาอย่างลืมตัว
ยี้!!
“ผมขอบคุณท่านอูมยิทสุมากที่อุตส่าห์เดินทางมาหาพวกเราจนพบผมจะให้เธอเก็บรักษาเป็อย่างดี”
ชายชราทั้งสองต่างจับมือด้วยไมตรีจิตต่อกัน หลังจากอูมยิทสุได้สืบหาตามอักขรโบราณของบรรพบุรุษสมัยพระเ้าปดุงที่ได้ระบุที่อยู่ไว้อย่างชัดเจนถึงสาวน้อยที่อยู่เบื้องหน้าแม้จะเป็เื่เหลือเชื่อในการกล่าวถึงเด็กสาวที่อายุห่างกันเป็ร้อย ๆ ปีแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า บุคคลที่บรรพบุรุษอ้างถึงกลับมีตัวตนจริง ๆ
หลังจากปู่อูมยิทสุกลับไปแล้ว ท่านอูธุยะก็เอาแต่นั่งจ้องกล่องหีบใบนั้นอย่างพินิจหลานสาวตัวดีวางเอาไว้อย่างไม่สนใจไยดีการระบุตัวตนของมะนันดารวมถึงพิกัดที่อยู่ในปีพุทธศักราช 2562 อย่างถูกต้อง ล้วนเป็สิ่งที่น่าพิศวงนัก ชายชราคงไม่กล้าเปิดมัน หากเ้าของยังไม่เปิดและไม่มีท่าทีจะสนใจสิ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
“คุณปู่อย่าซีเรียสสิคะ นันดาว่า เขามั่วแน่ๆ นันดาอายุสิบเจ็ดนะคะ เกิดที่กรุงเทพมหานคร นันดาจะไปรู้จักคนที่อายุเป็ร้อย ๆปีของปู่อูมยิทสุได้ยังไงและที่สำคัญนันดาก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำค่ะ”
“มันอาจจะเป็เื่ของภพชาติก็ได้นะ” คุณหญิงรัศมีเอ่ยขึ้น
“ยิ่งแล้วใหญ่เลยค่ะคุณย่า คุณย่าน่าจะอ่านนิยายมากไปนะคะ”
เด็กสาวหัวเราะเบาๆ แต่ตายังมองโทรศัพท์ในมืออยู่
“ หลานจะไม่ลองเปิดดูซะหน่อยเหรอ”
“ไม่ล่ะค่ะ” เธอตอบโดยไม่มองคู่สนทนาก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“แย่แล้ว!!!” นันดาใหลังจากอ่านข้อความในโทรศัพท์ตัวเองจนคุณหญิงรัศมีใตาม
“อะไรกัน!แม่คุณร้องซะดังลั่น”
“พรุ่งนี้ค่ะคุณย่า! พรุ่งนี้”
“พรุ่งนี้ทำไม”
“พรุ่งนี้นันดาต้องไปค่ายวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนค่ะ”
“ก็ไปสิ ทำไมต้องโวยวายจนย่าตกอกใไปด้วย”
“นันดาต้องไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เลยนะคะคุณย่า” คุณหญิงรัศมีขมวดคิ้วครุ่นคิดหากค่ายจัดในกรุงเทพหรือเขตปริมณฑลเธอก็คงไม่มีปัญหาอะไร
“ถ้าไกลขนาดนั้น ย่าไม่ให้หลานไปนะ” นันดายิ้มร่า เพราะเธอก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
“ให้มะนันดาไปค่ายเถอะคุณหญิงรัศมี” ท่านอูธุยะที่นั่งฟังการสนทนาอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็ภาษาไทยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณปู่อ่ะ นันดาไม่อยากไปนี่คะร้อนก็ร้อน ลำบากก็ลำบาก คุณปู่ไม่สงสารหลานคนนี้เหรอคะ”
เด็กสาวเข้าไปนวดเฟ้นตามแขนขาของคุณปู่อย่างประจบประแจง คุณปู่ยิ้มกว้างแต่อย่างไรก็ต้องฝึกให้หลานตัวดีรู้จักความอดทนเสียบ้างเพราะที่ผ่านมามีแต่คนปรนนิบัติให้จนเคยตัวคุณหญิงรัศมีแตะแขนสามีเบาๆอย่างเป็กังวล
“แต่คุณคะเมื่อตอนบ่ายดิฉันไปวัดและให้นันดาเสี่ยงเซียมซี ผลไม่ค่อยดีเท่าไรคุณยังจะให้หลานของเราไปค่ายอีกหรือคะ ต่างจังหวัดเลยนะคะ”
“อย่าไปเชื่อดวงอะไรนั่นมากเกินไปเลยคุณหญิง คุณหญิงต้อง ปล่อยวางยังไงผมต้องฝึกให้นันดารู้จักการใช้ชีวิตที่ลำบากซะบ้าง ” พูดจบคุณปู่ก็ลุกเดินหนีไป คุณหญิงรัศมีได้แต่ถอนหายใจเพราะยังไงเสียท่านก็ต้องทำตาม
“เดี๋ยวย่าให้ป้าใจเตรียมของให้” พูดจบคุณหญิงรัศมีเดินเข้าห้องพระเพื่อไปหยิบบางอย่างให้แก่หลานสาว
“โธ่! คุณย่า!!” หญิงสาวคอตกเดินตามคุณย่าไป
มะนันดากลัวที่สุดคือการไปเข้าค่ายตามสถานที่ต่างๆที่โรงเรียนจัด เพราะนั่นหมายถึงความลำบากที่ได้รับแม้จะเป็โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง ลูกหลานมหาเศรษฐีหรือบุคคลชื่อดังในสังคมได้ร่ำได้เรียนกันแต่การเข้าค่ายก็ยังคงยึดหลักการฝึกทักษะชีวิตให้นักเรียนได้รู้จักการช่วยเหลือตัวเองและการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม หญิงสาวที่ได้รับการโอบอุ้มจากคุณปู่คุณย่าที่รักและทะนุถนอมดั่งไข่ในหินจึงขยาดกับการเข้าค่ายในครั้งนี้
“นันดาต้องตายแน่เลยค่ะคุณย่า”
“พูดดี ๆ สิลูก พูดให้เป็มงคลหลานจะตายได้ยังไง” คุณหญิงรัศมีพูดพลางเอื้อมไปหยิบขวดแก้วใสที่บรรจุน้ำอยู่เต็มขวดที่วางอยู่บนหิ้งพระ
“ก็นันดาไม่กินเผ็ด ไม่กินผักไม่ดื่มนมจืดนอกจากนมช็อกโกแลต ต้องนอนฟูกที่ทำจากยางพาราเท่านั้นแล้วก็ต้องเปิดแอร์ ยี่สิบหกองศาเท่านั้นด้วยค่ะถึงจะนอนหลับ”
คุณหญิงไม่ตอบอะไรหลานสาวแต่ยื่นขวดแก้วให้นันดาเธอมองด้วยความแปลกใจ
“อะไรคะคุณย่า”
“น้ำมนต์มหาสิญจน์”
“ให้ใครคะคุณย่า อย่าบอกนะว่าให้ เออ ...”
“ก็ให้เรานั่นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าย่าจะเทแบ่งใส่ขวดให้อีกหนึ่งขวดนะ”
เด็กสาวหัวเราะร่า ไม่คาดคิดว่าในยุคสมัยดิจิตอลยังมีคนหลงเชื่อในน้ำมนต์อะไรแบบนี้อยู่อีก คุณหญิงรัศมีตีแขนหลานสาวเบา ๆเป็การปราม
“ศักดิ์สิทธิ์มากนะ ทำเป็หัวเราะไป”
“เอาไปทำอะไรคะ นันดาไม่เอาหรอกค่ะนันดาไปหาป้าใจให้ช่วยเก็บของให้ดีกว่า”
เด็กสาวเดินออกไปจากตรงนั้นผู้เป็ย่าส่ายศีรษะหน่ายใจเมื่อหวนนึกไปถึงใบเซียมซีที่หลานสาวยัดใส่มือให้ที่วัด
เซียมซีใบที่ยีสิบสอง เยือนถิ่นเรืองรองผ่องอำไพ
เคราะห์กรรมครั้งนี้ยิ่งใหญ่ วนเวียนอยู่ในวัฏเวรา
ถามหาคู่ครองได้พานพบ จากแดนไกลชื่นเสน่หา
ถามหาโชคบารมีมินำพา เ้ากรรมบังตาไม่ให้เจอ
ชีวิตสับสนวุ่นวาย ปัญหามากมายทำพร่ำเพ้อ
หมั่นทำบุญถือศีลสม่ำเสมอ สติจะพาเจอทางออกโดยสมบูรณ์