ย้อนกลับไปตอนที่เฟิงเยว่ฉานและเฟิงหยาลี่เข้ามาในแหวนมิติจิตวิญญาน ทางด้านเฟิงหยาลี่นั้นไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร แต่ทว่ากลับกันเฟิงเยว่ฉานนั้นตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากและมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก
"ที่นี่คือ.....?"
"ด้านในแหวนของเจ้าตัวร้ายไงเจ้าคะ เป็นอย่างไรมหัศจรรย์ใช่หรือไม่ แต่ดุเหมือนทุกอย่างจะแปลกตาไปหมดเลยนะเนี้ย"เฟิงหยาลี่กล่าวตอบและมองดูรอบๆด้วยความแปลกใจเช่นกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในแหวนมิติจิตวิญญานนี้นั้นหาใช่คฤหาสน์ใหญ่เช่นกาลก่อนที่นางเข้ามา แต่ทว่าเป็นต้นพฤกษาดาราขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างต่างหาก
ทั้งสองจ้องมองมันด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนที่จะเดินเข้ามาสำรวจรอบๆต้นไม้ด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก พฤกษาดาราไม่ใช่อะไรที่จะหาดูกันได้ง่ายๆทั่วทั้งจักรวาลนั้นมีเพียงแค่เขตตะวันตกที่เดียวที่จะมีมันและมีเพียงหนึ่งต้นเท่านั้น ซึ่งนางไม่รู้เลยว่าพฤกษาดาราต้นที่ว่ากำลังอยู่ต่อหน้าของนางในตอนนี้
"ผู้หญิงของเฟยหรงอีกแล้วหรือ"ในขณะที่สองพี่น้องกำลังสำรวจต้นพฤกษาดาราด้วยความตื่นเต้นอยู่ เสียงของต้นไม้ใหญ่พลันดังขึ้นมาจนพวกนางต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง และสิ่งที่นางเห็นคือภูติต้นไม้ตัวน้อยที่มีสีเขียวตลอดทั้งตัวที่กำลังนั่งอยู่บนกิ่งของพฤกษาดารา
"เอ่อ.....ใช่ ข้าเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขาเอง แล้วเจ้าคือ??"เฟิงหยาลี่กล่าวตอบและถามต่อไปในทันที
"ข้าคือร่างจำแลงของพฤกษาดาราอย่างไรละ ด้วยพลังที่ได้จากบัลลังก์ราชันจึงทำให้เกิดร่างจำแลงนี้ขึ้นมาเพื่อให้ข้าไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น"ภูติตัวจิ๋วกล่าวพร้อมลอยลงมาบินอยู่ต่อหน้าของเฟิงหยาลี่และเฟิงเยว่ฉาน รูปลักษณ์ของนางนั้นคล้ายกับภูติแห่งแสงที่เป็นร่างจำแลงของบัลลังก์ราชันอย่างมาก จะให้กล่าวก็มีเพียงแค่ปีกที่เป็นผีเสื้อและร่างกายที่เป็นสีเขียวเท่านั้นที่แตกต่าง
ในขณะที่ภูติพฤกษากำลังลอยวนสำรวจทั้งสองคนอยู่นั้น บริเวณหน้าคฤหาสน์ก็มีหยิงงามสามคนเดินออกมาในทันที นั่นคือตงกู่เซียน หลินเอ๋อ และหวูหลิงนั่นเอง
"โอ้ เจ้าคือคนที่อยู่กับเฟยหรงที่มิติเร้นนี่น่า"หวูหลิงเป็นคนกล่าวขึ้นมาก่อนเป็นคนแรกที่เห็นเฟิงหยาลี่ ทางด้านเฟิงหยาลี่เองก็มองไปที่หวูหลิงด้วยความแปลกใจเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิดหญิงงามคนนี้นางเองก็เคยเห็นในมิติเร้นเช่นเดียวกันแถมลูกน้องของหวูหลิงในตอนนั้นยังเคยสร้างปัญหาให้กับเฟยหรงอีกด้วย
"ไม่ต้องแปลกใจไป ตอนนี้เฟยหรงคือนายท่านของข้าดังนั้นไม่แปลกที่ข้าจะอยู่กับเขา ส่วนหญิงสาวสองนางนี้ก็ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงของเขาถูกใจน่ะ"หวูหลิงเหมือนจะรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายจึงตอบออกไปในทันที เฟิงหยาลี่ที่ได้ยินพลันยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และแสร้างเดินตรงไปยังตงกู่เซียนและหลินเอ๋อที่บัดนนี้หน้าแดงกล่ำจากคำพุดของหวูหลิง
"เช่นนั้น......พวกเจ้าก็คือน้องหญิงของข้าสินะเนี้ย อืมๆ เจ้าตัวร้ายตาถึงไม่เบาที่เกี้ยวพวกเจ้ามาเช่นนี้"
"นี่ๆช่วยตอบข้าหน่อยได้หรือไม่ แต่ว่าใช้ท่วงท่าใดปรณนิบัตรเขาบ้างหรือ พวกเรามาเเลกเปลี่ยนความรู้กันเสียหน่อยดีหรือไม่"นางกล่าวหยอกล้ออย่างไม่อาย ทั้งตงกู่เซียนและหลินเอ่อใบหน้าก็ทวีความแดงกล่ำไปเรื่อยๆเหตุใดหยิงสาวนางนี้ถึงได้พุดเรื่องหน้าอายเช่นนี้ออกมาได้หน้าตาเฉยถึงเพียงนี้กัน
ไม่เพียงแค่ตงกู่เซียนและหลินเอ๋อเท่านั้นที่รู้สึกอายในคำพูดของเฟิงหยาลี่ แม้แต่เฟิงเยว่ฉายผู้เป็นพี่สาวของนางยังต้องกุมขมับด้วยความเหนื่อยหน่าย ให้ตายเถอะเหตุใดน้องสาวของนางถึงเป็นเช่นนี้ไปได้กัน
"ท่านอย่าถามพวกนางเช่นนี้เลย พวกเราที่อยู่ที่นี่ยังไม่มีใครตกถึงท้องเขาสักคนเดียว"หวูหลิงกล่าวตอบในทันที เฟิงหยาลี่ถึงกับแสดงท่าทางแปลกใจออกมา อย่างเฟยหรงเนี้ยนะจะไม่ทำอะไรพวกนาง ยิ่งนึกถึงคืนระเริงกามที่ได้ร่วมเข้าจังหวะรักอย่างเร้าร้อนกับชายหนุ่ม เฟิงหยาลี่ยิ่งไม่อยากจะเชื่อในคำพูดของหวูหลิงเสียเท่าไร
"โอ้ เช่นนั้นต่อไปข้าจะสอนพวกเจ้าก็แล้วกัน ฮิฮิ"เฟิงหยาลี่กล่าวอย่างติดตลก หญิงงามทั้งห้าคนหนึ่งภูติพฤกษาเดินไปนั่งที่ศาลาภายใต้การนำของหวูหลิง ก่อนที่พูดคุยทำความรู้จักกันอย่างเป็นกันเอง
และในเวลาต่อมาเพียงไม่ถึงสามชั่วยามพวกนางก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องที่พวกนางคุยกันนอกจากเรื่องของตัวเองแล้วก็จะเป็นเรื่องของเฟยหรงและเรื่องความงามเสียส่วนใหญ่ พวกนางยังพากันเดินไปเที่ยวสำรวจด้านในแหวนมิติจิตวิญญานและจบวันด้วยการพาไปเลือกห้องนอนด้านในแหวนมิติจิตวิญญาน แน่นอนพวกนางได้เลือกห้องถัดไปจากสิบหกห้องของเหล่าภรรยาของเฟยหรงเพราะพวกนางเองก็ไม่ได้แปลกแยกกับคนอื่น
ซึ่งตอนแรกเฟิงเยว่ฉานถึงกับอึ้งไปในทันทีที่ได้ยินว่าเฟยหรงมีหญิงงามอยู่ข้างกายในตอนนี้ทั้งสิ้นสิบเจ็ดคนด้วยกันซึ่งสิบเจ็ดคนนี้นางไม่ได้นับตนเองเข้าไปด้วย เนื่องจากยังไม่ยอมรับในตัวชายหนุ่มนั่น
ในขณะเหล่าหญิงงามกำลังสนุกสนานอยู่ในแหวนมิิติจิตวิญญานอยู่นั้น เฟยหรงและเฟยเสีย่วโหรวได้ออกมาจากรูหนอนเป็นที่เรียบร้อยและด้านหน้าของเขาคือสิ่งปลูกสร้างที่แปลกตาและหน้าประหลาดใจมากเลยทีเดียว เพราะมันทำมาจากคริสตัลทั้งหมดดูงดงามและวิจิตรเป็นอย่างมาก
"ตรงกลางคือโถงดาราพิสุทธิ์เป็นสถานที่ประชุมและที่พักที่พักของผู้นำขุมกำลังกับครอบครัว ส่วนโถงอื่นที่แตกแยกย่อมาจะมีโถงโอสถ โถงข่าวสาร โถงภารกิจ โถงพิพากษา และสุดท้ายคือโถงสงคราม"
"แต่ละโถงจะอยู่กระจายกันออกไปโดยจะมีถูกดาราพิสุทธิ์อยู่ตรงกลางและมีสะพานคริสตัลเป็นตัวเชื่อมเป็นสัญลักษณ์ดวงดาวห้าแฉก"เฟยเรียวโหรวกล่าวอธิบาย เฟยหรงมองไปที่ขุมกำลังนี้อย่างไม่วางตา หากทะเลดวงดาวเป็นสถานที่ๆงดงามสบายตาสถานที่แห่งนี้ก็เรียกได้ว่าตระการตาอย่างแท้จริง และเฟยหรงกล้าบอกได้เลยว่าในชีวิตของเขาสถานที่นับไม่ถ้วนที่เขาได้เจอมา นอกจากทะเลดวงดาวแล้วที่นี่นับว่างดงามที่สุดเลยก็ว่าได้
"ไปเถอะ นายใหญ่รออยู่"เฟยหรงได้สติจากภวังค์ความงดงามในทันที เขาลอยตามเฟยเสียวโหรวไปแต่ทว่าดวงตากลับสอดส่องมองดูทุกอย่างด้วยความสนใจอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กำลังเข้าไปในโถงดาราพิสุทธิ์นั้นเอง ชายหนุ่มพลันต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้างในทันทีและกระโดดหนีอย่างฉับไว กระบี่สีขาวที่มาจากไหนก็ไม่รู้พุ่งตรงมาปักอยู่ที่ตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่แผ่ไอปราณปริศนาออกมา ดูหน้าหวาดสะพรึง
"อาวุธเทพ!!"เฟยหรงอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา ใช่กระบี่สีขาวเล่มนี้คืออาวุธเทพทั้งยังดูเหมือนว่าจะเทีบเท่าหรือเหนือกว่าตรีศูลของเทพสมทุรเสียอีก
หลังจากที่เฟยหรงหลบกระบี่เล่มนั้นได้ชายคนหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นมาข้างๆกระบี่เล่มนั้น ผมสีขาวพริ้วไสวไปมาท่าทางดูสงบและเยือกเย็นหน้าตาคล้ายเฟยอู่หลินผู้เป็นทวดของเขาทุกประการ
"ตอนรับกันเช่นนี้??"เฟยหรงกล่าวเพียงสั้นๆใบหน้าบึ้งตึงราวกับคนถูกรังแก เนื่องจากตัวเขาไม่สามารถที่จะตรวจสอบพลังของอีกฝ่ายได้เลย ทั้งออร่าที่มาจากชายคนนี้ยังรุนแรงยิ่วกว่าของเทพสมุทรเสียอีก แบบนี้มันรังแกกันชัดๆ
"ก็เห็นทวดเจ้าชมนักชมหนาว่าเก่งกาจ ให้ข้าอยากทดสอบเสียหน่อยไม่ได้หรือ"เฟยอู่หนานกล่าวพร้อมยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เฟยหรงที่เห็นท่าทีเช่นนั้นเขาพลันรู้สึกไม่ยินยอมแบบสุดๆแต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไร สัญชาตญานของเขาก็สั่งการให้หลบอย่างรวดเร็วปรากฏว่าปราณกระบี่จากที่ใดก็ไม่รู้ได้พุ่งมาหาเขาทั้งๆที่เฟยอู่หนานยังไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย
"นี่มัน!! เทพกระบี่เหมือนกับของท่านพ่อ"เฟยหรงพลันตึงเครียด นี่กะเอากันให้ตายเลยงั้นหรือถึงได้ใช้ทักษะของเทพกระบี่ออกมา เฟยหรงหันไปทางเฟยเสี่ยวโหรวแววตาแสดงถึงการขอความช่วยเหลือแต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงรอยยิ้มให้กำลังใจเท่านั้น
'ให้ตายเถอะ ตระกูลนี้จะมีครั้งไหนบ้างที่จะพบกันโดยปกติ'เฟยเสียวโหรวอุทานในใจ
ทางด้านของเฟยหรงเมื่อเห็นว่าสถานการณ์นี้ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้ทำใจและหันกลับมาด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมผิดกับเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง
"กระบี่เทพมังกรสี่ลักษณ์"เฟยหรงกล่าวกระบี่มังกรสี่เล่มลอยวนอยู่รอบตัวของเขา พลังปราณเทพมังกรแผ่พุ่งราวกับสายน้ำเฟยหรงชี้นิ้วไปทางเฟยอู่หนานกระบี่เทพมังกรคลื่นที่คดเคี้ยวพุ่งเข้าไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
"โอ้ ลมปราณรุนแรงใช้ได้"เฟยอู่หนานกล่าวกระบี่สีขาวถูกดึงออกมา ทันใดนั้นมันก็ฉาบสีขาวไปทั่วทั้งบริเวณจนกระบี่เทพมังกรของเฟยหรงไม่อาจมาถึงตัวของเขาได้และหายไปในห่วงอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่ เฟยหรงถึงกับตกตะลึงจนตาค้างนั่นมันพลังบ้าอะไรกัน มันไม่โกงไปหน่อยหรือ
"เทพดารากลืนสวรรค์"เฟยอู่หนานกล่าวหลังจากสิ้นเสร็จการใช้กระบี่ เฟยหรงรู้ตัวในทันทีด้านวิถีกระบี่ไม่มีทางที่จะสู้ชายเบื้องหน้าต้นได้อย่างแน่นอน
"อะไรหมดมุกแล้วหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ทำให้ข้าผิดหวังไม่น้อยเลยทีเดียว"เฟยอู่หนานยังคงกล่าวท้าทาย เฟยหรงที่ได้ยินพลันคิ้วกระตุกนี่มันดูถูกกันเห็นๆ เขาไม่รอช้าวงแหวนเทพประทานพรเจ็ดวงปรากฏขึ้นที่หลังพร้อมกับร่างกายทุกกลายเป็นเกราะสีรุ้งงดงาม ใช่! เกราะเทพมังกรนิรันทร์กาลถูกเรียกใช้โดยไม่ลังเล
พร้อมกับร่างกายของชายหนุ่มที่หายไปและไปโผล่ตรงหน้าของเฟยอู่หนานหมัดที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณของมังกรอันแข็งแกร่งพุ่งตรงไปยังหน้าของอีกฝ่ายในทันที แต่ทว่ากลับมีเหมือนม่านบางๆกั้นเอาไว้ จนทำให้เฟยหรงไม่อาจที่เขาสัมผัสตัวของเฟยอู่หนานได้แม้แต่น้อยกลับกันเขากลับโดนนิ้วดีดไปที่หน้าฝากจนกระเด็นไปไกล
"บ้าจริงพลังมันแตกต่างกันแค่ไหนกัน"เฟยหรงอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อครู่เพียงแค่โดดดีดเท่านั้นตัวเขากลับปลิวมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่าหากอีกฝ่ายใช้พลังทั้งหมดเขาคงตายภายในการโจมตีเดียวเป็นแน่แท้
"เพลิงมังกรเก้าอัสนี"ในขระที่ตัวเขากระเด็นออกไป เปลวเพลิงสองสีในมือพลันผสานกันอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดมังกรเพลิงที่มีเกราะเป็นสายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งไปที่เฟยอู่หนานอย่างรวดเร็ว
"หนึ่งกระบี่ผ่าดารา"เฟยอู่หนานชักกระบี่ออกมา เพลิงมังกรเก้าอัสนีของเฟยหรงตัวขาดครึ่งและหายไป ในเวลาเดียวกันนั้นเฟยหรงรีบใช้ออกด้วยวิถีแห่งราชันและย่างก้าวแห่งราชันเพื่อผนึกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ส่วนตัวของเขาพลันหายไปและฟาดกระบี่ลมปราณเข้าใส่ด้านหลังของเฟยอู่หนานเข้าอย่างจัง แต่ก็เป็นเช่นเดิมมีเกราะบางๆมากั้นขวางเอาไว้ทำให้เฟยหรงไม่สามารถที่จะทำอะไรอีกฝ่ายได้เลย จนต้องกระโดดถอนหล่นออกมา
"จริงอยู่ที่ในบรรดาลมปราณทั้งหมด ลมปราณมังกรนั้นรุนแรงที่สุด แต่ทว่าลมปราณดารากลับยืดหยุ่นมากกว่า"เฟยอู่หนานกล่าวขึ้นกระบี่ของเขาวาดไปด้านหน้า ในชั่วพริบตาทันใดนั้นเขตแดนที่เฟยหรงเปิดใช้งานแบบลับๆพลันหายไป เฟยหรงที่เห็นก็พลันตะลึงในทันใดนี่เขาอยู่ในระดับเทพบรรพกาลแล้วอีกทั้งเขตแดนก็ถูกยกระดับขึ้น แต่เพียงชายเบื้องหน้าวาดดาบเท่านั้นเขตแดนของเขาก็โดนทำลายไปดื้อๆนี่คือความต่างชั้นระหว่างระดับเทพนิรันทร์บรรพกาลกับเทพบรรพกาลงั้นหรือ เหตุใดมันได้แตกต่างกันราวฟ้ากันเหวเช่นนี้
"ทดสอบอะไรกัน รังแกเด็กชัดๆ"เฟยหรงอุทานออกมาทำให้อีกฝ่ายต้องยิ้มเยาะ "ลูกสัตว์ประหลาดอย่างเจ้านับว่าเป็นเด็กด้วยหรือ อีกอย่างข้าก็สนุกกับการเล่นกับลูกหลานเป็นที่สุดด้วยสิ"
เฟยอู่หนานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เฟยหรงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเลิกลาเสียทีก็งัดไม้ตายสุดท้ายออกมา บัลลังก์ราชันแห่งอัสนีโผล่มาจากห่วงอากาศด้านหลังของเฟยหรง และเขาก็นั่งลงในทันที
"ร้อยมังกรอัสนีล้างสวรรค์"เฟยหรงกล่าวออกมาโดยพลันด้านหลังของเขาวงแหวนเทพประทานพรหม่นแสงลงถึงหกวงด้วยกันเห็นได้ชัดเลยว่าชายหนุ่มทุ่มกำลังกับการโจมตีนี้อย่างถึงที่สุด เบื้องบนท้องฟ้าเหล่ามังกรอัสนีพลันแหวกมายไปมาดูแล้วทรงอำนาจและน่าหวาดสะพรึง
"นี่มัน อำนาจของบัลลังก์ราชัน"เฟยอู่หนานอุทานออกมาพร้อมกับเก็บกระบี่ดาราและผสานมือเป็นสัญลักษณ์รูปแบบต่างๆสร้างม่านพลังสีขาวทั่วทั้งโถงดาราพิสุทธิ์
"เจ้าเด็กบ้านี่โกรธถึงขนาดจะถล่มโถงเลยหรือไร"เฟยอู่หนานกล่าว ในความคิดของเขาไม่น่าไปยั่วยุเจ้าเด็กประหลาดคนนี้เลย โชคยังดีที่ตนเป็นถึงเทพนิรันทร์บรรพกาล หากให้เทพนิรันทร์มารับการโจมตีนี้เกรงว่าจะได้กลายเป็นเถ้าถ่านจากมังกรอัสนีตันเเรกเป็นแน่แท้
มังกรอัสนีพุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งจนจบทั้งร้อยตนร้อยสายแต่ทว่ากลับทำอะไรม่านพลังสีขาวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนเฟยหรงไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว ในขณะที่มังกรสายฟ้าตนสุดท้ายฟาดลงมาเฟยหรงพลันหายตัวไปและใช้ดาบวารีสวรรค์ฟาดเข้าใส่เต็มแรงแน่นอนว่ามันไร้ผล
เฟยอู่หนานหันมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับยกมือทำท่าทีจะดีดไปที่หน้าผากของเฟยหรงอีกครั้งจนชายหนุ่มถึงกับตาเบิกกว้างก่อนที่จะหลับตาลงเก็บหัวสุดฤทธิ์หมายรับการดีดหน้าในครานี้
"แป๊ะ!"
"หืม ไม่เจ็บ"เฟยหรงหลังจากเกรงอยู่นานก็พลันลืมตาขึ้นในทันทีและหน้าผากของเขาก็ไม่ได้โดนดีดแต่อย่างใด กลับกันมือของอีกฝ่ายในตอนนี้พลันอยู่ที่บริเวณศรีษะของเขาและลูบอย่างแผ่วเบาอย่างเอ็นดู
"ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านอีกหลังของเจ้า"เสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนดังขึ้นมาจากเฟยอู่หนาน เมื่อเฟยหรงหันไปมองกลับพบว่าใบหน้าของเฟยอู่หนานในตอนนี้ประดับรอยยิ้มเล็กๆทำให้เขาคลายใจในทันทีและปลดเกราะเทพมังกรนิรันทร์กาลออกไป
"เห้อ ให้ข้าได้พักบ้างเถอะ ข้าพึ่งผ่านความเป็นความตายมาไม่นานนี้นะขอรับ"เฟยหรงกล่าวตัดพ้อออกมาเล็กน้อย ก่อนที่ตัวเขาเองจะถอยหลังออกไปสามเก้าผสานมือและก้มหัวลง "เฟยหรงคาราวะ ท่านทวดใหญ่"