แต่ก่อนที่หวังฉีจะได้เริ่มเอ่ยอธิบายรายละเอียดอันเป็นหัวใจสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบของนิกายเทียนหมิง
เขากลับเคลื่อนไหวชิงหยิบบางสิ่งออกมาจากแหวนมิติอย่างรวดเร็วว่องไว พร้อมเผยรอยยิ้มกว้างดุจเด็กน้อย
ชายชราหยิบขวดน้ำเต้าสีทองหม่นออกมา ชูขวดเหล้าขึ้นพลางตะโกนด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
“ดื่มไหมศิษย์รัก! นี่คือเหล้าที่หมักออกมาจากสมุนไพรวิเศษนับสิบชนิด มันช่วยให้สมองของเจ้าปลอดโปร่งและร่างกายผ่อนคลาย!”
หลัวหยางที่กำลังยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าคำอธิบายอันแสนจริงจังจะถูกขัดจังหวะด้วยคำเชิญชวนเช่นนี้
แต่เมื่อเห็นท่าทางของชายชราผู้เป็นอาจารย์ก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆออกมาอย่างช่วยไม่ได้
ในใจนึกตำหนิเล็กน้อยถึงความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้มีความรังเกียจใดๆ
ในโลกที่ผู้คนต่างปั้นหน้าและซ่อนเล่ห์กลไว้ในทุกถ้อยคำ ชายหนุ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความจริงใจและเป็นกันเองอย่างหาได้ยาก
หลัวหยางยกมือขึ้นรับขวดเหล้ามาด้วยท่าทีเคารพอย่างสงบ ก่อนจะกระดกอึกใหญ่เข้าปากโดยไม่ลังเล
กลิ่นหอมของเหล้าผสานกลิ่นสมุนไพรหอมละมุนเข้าจมูก ตามด้วยรสสัมผัสที่เผ็ดร้อนปลายลิ้นแผ่ซ่านเข้าไปทั่วโพรงปาก
ก่อนจะกลายเป็นกระแสพลังลึกล้ำที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายอย่างกลมกลืน พลังงานที่หลอมรวมอยู่ในสุราศักดิ์สิทธิ์อันนี้มิใช่พลังธรรมดา แต่มันคือผลึกแห่งปราณที่อัดแน่นจากสมุนไพรวิญญาณระดับสูงถึงสิบกว่าชนิด
เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็เร่งเร้าการหมุนเวียนของลมปราณภายในทันที ทั้งยังปลุกจุดฝังเส้นชีพจรให้ตื่นตัวอย่างไม่อาจต้านทานได้
ร่างของหลัวหยางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน ประหนึ่งมีเปลวเพลิงที่มองไม่เห็นแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกและเส้นเลือด ปราณจากภายนอกก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขาได้เร็วขึ้น ความไวของเส้นชีพจรก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หวังฉีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเห็นปฏิกิริยาของหลัวหยางก็ลูบเคราของตนอย่างพึงพอใจและหัวเราะเบาๆด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมสุข
“นั่นแหละสุราศักดิ์สิทธิ์ของอาจารย์ เจ้าเก็บมันไว้ใช้ในตอนบ่มเพาะการบำเพ็ญเพียรละกัน”
“อย่าดื่มหมดในทีเดียวล่ะ ของแบบนี้มันหายากยิ่งกว่าทองคำพันชั่งเสียอีก!”
“แต่ก่อนที่เจ้าจะใช้พลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของนิกายเสียก่อน”
“ข้าจะอธิบายให้ฟังถึงกฎเกณฑ์ต่างๆและพื้นที่สำคัญที่เจ้าควรรู้”
“อย่างแรกเลย คงสังเกตเห็นแล้วว่าเมื่อก้าวเข้ามาในเขตของนิกาย”
“ตัวของเจ้าเห็นหอคอยสีดำที่สูงตระหง่านแยกออกจากพื้นที่หลักของนิกายใช่หรือไม่?”
หลัวหยางพยักหน้ารับ หวังฉีจึงยิ้มมุมปากแล้วกล่าวด้วยเสียงต่ำลงเล็กน้อย
“นั่นแหละ หอคอยแห่งนั้นถูกเรียกว่าหอคอยฟ้าสวรรค์ มันคือสถานที่บ่มเพาะที่สำคัญที่สุดของนิกายเทียนหมิง”
“หอคอยนี้มิใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ธรรมดา เพราะพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในนั้นมีความหนาแน่นบริสุทธิ์เกินกว่าจะพบเห็นในธรรมชาติทั่วไป บางคนกล่าวว่ามีการฝังแก่นพลังไว้ในหอคอย บางคนก็เชื่อว่าที่ตั้งของมันตรงกับจุดพลังปราณ”
“มันมีทั้งหมดสิบชั้น และเต็มไปด้วยห้องบ่มเพาะส่วนตัวที่เปิดให้ศิษย์ใช้ตามแต้มคะแนนและระดับของตนเอง”
ชายชราหยุดพูดไปเล็กน้อยก่อนจะใช้พลังปราณวาดภาพโครงสร้างของหอคอยกลางอากาศ ประกายเส้นแสงสีทองสลักภาพหอคอยทรงแปดเหลี่ยมพุ่งสูงขึ้นไปสู่ฟากฟ้าแบ่งเป็นชั้นๆอย่างชัดเจน
“ชั้นหนึ่งหรือก็คือชั้นสูงสุด ปราณจะมีความเบาบางที่สุด ศิษย์ใหม่ทั่วไปและผู้ที่มีแต้มคะแนนน้อยจะถูกจำกัดให้ฝึกฝนได้แค่ที่ชั้นนี้”
“ส่วนชั้นถัดๆไป ปราณจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าอัศจรรย์ จนกระทั่งถึงชั้นที่เก้า ซึ่งเป็นชั้นที่มีปราณไหลเวียนเข้ามาจากทั่วทั้งสวรรค์และโลกเข้มข้นจนสามารถเร่งการบ่มเพาะให้เร็วกว่าปกติถึงสิบเท่าเลยทีเดียว!”
“แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดของหอคอยไม่ใช่ที่ชั้นเก้า ทว่าอยู่ที่แก่นกลางของหอคอย ซึ่งถูกฝังไว้ใต้ฐานของมันลึกลงไปในพื้นหินวิญญาณ”
“หอคอยฟ้าสวรรค์นั้นถูกสร้างขึ้นบนซากกระดูกของสัตว์อสูร มันคือสิ่งมีชีวิตโบราณตนนึง มังกรเพลิงอมตะที่ยิ่งใหญ่ ซากของมันตายไปแล้วนับหมื่นปี ทว่าพลังชีวิตและอำนาจของมันยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย พลังปราณทั่วหอคอยล้วนแผ่ขยายมาจากซากกระดูกนั้น!”
“ท่านบรรพชนผู้ก่อตั้งนิกายของเราได้พบซากของมันโดยบังเอิญระหว่างการเดินทาง”
“และเมื่อท่านพบว่ามันยังแผ่พลังออกมาได้แม้สิ้นชีพแล้ว ท่านจึงวางแผนก่อร่างสร้างนิกายบนสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้หอคอยฟ้าสวรรค์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้งไปตลอดกาล!”
หลัวหยางเมื่อได้ฟังถึงจุดนี้ แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ความรู้สึกตื่นตะลึงผุดขึ้นในใจ
ตัวของหวังฉีเมื่อเห็นอาการของศิษย์ก็กระซิบด้วยเสียงเบาอีกครั้งราวกับพ่อที่ห่วงใยบุตร
“ศิษย์รักของข้า.. เรื่องของซากกระดูกมังกรเพลิงอมตะนั้นเป็นความลับระดับสูงสุดของนิกาย!”
“ห้ามเอ่ยปากบอกผู้ใดเด็ดขาด! แม้แต่สหายสนิท ตัวเจ้าก็ต้องปิดเงียบเข้าไว้!”
“ความลับนี้คือรากฐานอันสำคัญของพวกเรา หากแพร่งพรายออกไป อาจนำภัยใหญ่หลวงมาสู่นิกายได้เลยเชียวละ!”
หลัวหยางก็เข้าใจในสิ่งที่ชายชรากล่าว เขาตั้งใจรับฟังอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นศิษย์รับฟังอย่างตั้งใจ หวังฉีก็เผยรอยยิ้ม แล้วเอนกายด้วยท่าทางสบายอารมณ์ก่อนจะกล่าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง
“ต่อไปก็คือสถานที่สำคัญอื่นๆของนิกาย เจ้าควรจดจำไว้ให้ดี”
“เริ่มจากหอคัมภีร์ มันคือสถานที่ที่เก็บรวบรวมตำราวิชาบ่มเพาะนับร้อยนับพันแขนง”
“ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับล้ำฟ้า แม้แต่วิชาต้องห้ามบางส่วนที่เคยถูกใช้ในสงครามโบราณก็ยังคงมีสำเนาเก็บรักษาไว้”
“หากเจ้ามีแต้มคะแนนเพียงพอ เจ้าก็สามารถเข้าสู่พื้นที่ชั้นลึกของหอคัมภีร์เพื่อเลือกวิชาที่เหมาะกับร่างกายและแนวทางของตนเองได้”
“จากนั้นก็เป็นหอโอสถ สถานที่นี้เป็นเหมือนหัวใจของการเยียวยาภายในนิกายเทียนหมิง”
“เป็นทั้งโรงผลิตโอสถ ห้องแลกเปลี่ยนเม็ดยา ไปจนถึงสถานที่ที่สามารถเรียนรู้ศาสตร์แห่งการหลอมโอสถ”
“ผู้ที่มีฝีมือในการหลอมโอสถจะมีสถานะที่สูงมากในนิกาย เจ้าหากสนใจศาสตร์แขนงนี้ ก็สามารถสะสมแต้มเพื่อเรียนรู้ได้เช่นกัน ยิ่งหลอมโอสถได้แม่นยำและทรงพลังมากเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งมีแต้มคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเม็ดยาวิเศษของตน”
“ลำดับถัดไปคือหอภารกิจ สถานที่แห่งนี้คือแหล่งกำเนิดของแต้มคะแนนที่แท้จริง หากเจ้าต้องการรวบรวมแต้มให้เร็วที่สุด เจ้าจำเป็นต้องเข้าออกหอภารกิจบ่อยๆ ทุกวันจะมีภารกิจมากมายถูกติดประกาศ ทั้งระดับง่ายไปจนถึงภารกิจเสี่ยงตายบางประเภท”
“ผู้ที่มีความกล้าและความสามารถสูงมักเลือกภารกิจที่มีแต้มตอบแทนมาก แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม!”
“จากนั้นก็เป็นลานประลองต่อสู้ สถานที่แห่งนี้เปิดให้ศิษย์สายนอก สายใน รวมถึงผู้อาวุโสที่ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน”
“เจ้าสามารถเข้าร่วมการประลองหรือท้าประลองศิษย์คนอื่นได้โดยตรง ทุกการต่อสู้ที่เป็นทางการจะมีผู้เฝ้าสังเกตและบันทึกคะแนน การเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งจะทำให้เจ้าสะสมแต้มคะแนนได้รวดเร็วที่สุด และยังเป็นการแสดงฝีมือให้กับเหล่าผู้อาวุโสได้เห็นอีกด้วย”
และแล้วชายชราก็หยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะเหยียดนิ้วไปยังทิศตะวันตกของตำหนัก
“และที่สุดท้ายคือผืนป่าเทียนหมิง สถานที่ซึ่งตั้งอยู่เบื้องหลังของนิกาย เป็นผืนป่ากว้างใหญ่ที่กินอาณาเขตครอบคลุมทั้งเทือกเขา”
“สัตว์อสูรนับร้อยสายพันธุ์อาศัยอยู่ในนั้น ตั้งแต่ความแข็งแกร่งระดับหนึ่งไปจนถึงระดับห้า!”
“ผืนป่าแห่งนี้มิใช่เพียงแค่เขตฝึกฝนของศิษย์ แต่คือสนามทดสอบที่แท้จริงของผู้บำเพ็ญเพียน!”
“ศิษย์ทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ป่าเทียนหมิงโดยใช้ป้ายหยกยืนยันตัวตน”
“เจ้าสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูร เก็บเกี่ยวแกนอสูรเวทย์ของพวกมันมาแลกเป็นแต้มคะแนน หรือสำรวจหาโบราณวัตถุที่ซ่อนเร้นอยู่ในเขตลึกของป่า ข้าอยากให้เจ้าจดจำไว้ให้ดี.. ผู้ที่ต้องการแข็งแกร่ง จำเป็นต้องเดินเข้าสู่เขตมรณะ และกลับออกมาพร้อมชัยชนะ”
“จำท่านต้าเผิงได้ใช่ไหม อินทรีปีกทองคำ นั่นแหละคืออดีตราชันย์ของผืนป่าเทียนหมิง”
“เพราะเหตุที่ท่านผู้นั้นมีเหตุผลและความเมตตา ทางนิกายจึงเชื้อเชิญให้มาร่วมเป็นสัตว์พิทักษ์!”
“ส่วนแต้มคะแนนนั้น..”
“ตัวของเจ้าควรจดจำให้ดี!”
“ไม่ว่าข้าหรือแม้แต่ท่านบรรพชนทั้งสาม ก็ไม่มีสิทธิ์มอบให้โดยพละการ พวกเจ้า.. ต้องพยายามด้วยตนเอง!”
จากนั้นชายชราก็เหยียดฝ่ามือเบาๆ วงแหวนมิติส่องแสงจางๆ ก่อนจะหยิบตำราสองชุดออกมา
“แต่ถึงเจ้าต้องพยายามเรื่องแต้มคะแนนด้วยตนเอง”
“อาจารย์ก็ยังสามารถมอบวิชาบ่มเพาะระดับสูง และวิชาการต่อสู้ระดับสูงไว้ให้เจ้าซักหนึ่งชุดเป็นของขวัญแรกเริ่ม!”
เขายื่นตำราเล่มหนึ่งซึ่งผิวปกเป็นหนังอสูรสีแดงคล้ำ มีลวดลายอักขระล้อมรอบพร้อมพลังลี้ลับที่เอ่อล้นอยู่ตลอดเวลา
“วิชาการบ่มเพาะของอาจารย์ มีชื่อว่าวิชาการเทพก่อกำเนิด มันสามารถ.. ”
ทว่ายังไม่ทันที่ชายชราจะกล่าวจบ ตัวของหลัวหยางกลับยกมือขึ้นและเผยรอยยิ้มบางๆที่แฝงความมั่นใจ
“ไม่ละท่านอาจารย์ ข้ามีวิชาบ่มเพาะส่วนตัวอยู่แล้ว”
“ท่านลืมไปแล้วหรือไง.. ว่าผู้ที่มีร่างศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีวิชาบ่มเพาะประจำตัวของตนเองอยู่เสมอ”
คำตอบที่เรียบง่ายของหลัวหยางทำให้หวังฉีถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหัวเราะพร้อมเผยรอยยิ้มแห้งๆด้วยท่าทางละอายเล็กน้อย
“นะ.. นั่นสินะ ข้าหวังฉีดันลืมไปเสียสนิทเลย เจ้าศิษย์รักของข้ามีร่างศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เสียด้วย!”
“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์ประเภทใด แต่ดูจากแววตาของเจ้าแล้ว มันจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอนใช่ไหมล่ะ?”
หลัวหยางตอบด้วยแววตามั่นคง ไม่มีร่องรอยของการโอ้อวดเลยซักนิด
“แน่นอนสิท่านอาจารย์ ท่านรอดูได้เลย หนึ่งเดือนหลังจากนี้.. ข้าหลัวหยางจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอก!”
ตัวของหวังฉีพอได้ยินก็อึ้งไปอยู่นิดๆ ก่อนที่จะหัวเราะเสียงดังออกมาด้วยความยินดีพร้อมตบเข่าตนเองดังปัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีมากศิษย์รัก! ข้ารอวันนั้นอยู่ จงพิสูจน์คำพูดของเจ้า แล้วเขียนชื่อของเจ้าไว้บนผนังแห่งเกียรติยศของนิกายเทียนหมิงซะ!”
“แต่ยังไงก็เอาวิชาการต่อสู้ระดับสูงนี้ไปฝึกฝนละกัน!”
“ทว่าถ้าเจ้าไม่ชอบใจหรือฝึกฝนมันได้ยาก เจ้าก็ไปยังหอคัมภีร์เพื่อหาวิชาที่เหมาะสมเถอะ”