แผนการปรับปรุงครั้งใหญ่
เมื่อช่วงเย็นมาถึงผลลัพธ์จากการทำงานหนักของกัสและบราวนี่ก็คือก้อนหินทรงลูกบาศก์ของบราวนี่กับทรายหินของกัสที่บรรจุเต็มถังได้ถึง 10 ถังใหญ่
ในขณะที่บราวนี่นั้นเธอขุดหินออกมาได้เกือบร้อยก้อนนับเป็นจำนวนที่น่าทึ่งจนทำให้กัสต้องพิจารณางานของบราวนี่ใหม่อีกครั้งเลยทีเดียว
แต่หลังจากตรวจสอบผลลัพธ์จากการทำงานหนักกัสก็ต้องส่ายหน้าเพราะเขาไม่พบเจออะไรที่น่าสนใจเลยนอกจากหินที่คงไม่สามารถหาอะไรได้มากนักเพราะมันไม่มีร่องรอยใดๆ ให้สังเกตเห็นเลย
ไม่ว่าจะเป็นแบบก้อนของบราวนี่หรือเป็นแบบผงทรายของกัส
“นอกจากโรงสกัดหินแล้วข้าคงไม่ต้องรีบทำอย่างอื่นละมั้ง”
กัสกอดอกพลางมองดูกองหินที่ซ้อนจนเป็นภูเขาลูกย่อมๆตรงหน้าแล้วหันไปมองบราวนี่ที่เนื้อตัวมีแต่เหงื่อทั้งยังมีท่าทีที่อ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
สายตาของกัสนั้นกวาดมองสภาพร่างกายของเธอครั้งหนึ่งก็เริ่มมองเห็นความนัยบางอย่าง
ลักษณะของเธอนั้นดูทุ่มเทมากจนเกินไปหน่อยแถมงานในช่วงหลังยังถูกหยาบกว่าตอนแรกแต่ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไรสำหรับกัสเพราะลักษณะของหินตรงตามที่เขาต้องการทุกอย่าง
ทว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้กัสมองเห็นร่องรอยของความพยายามในการฝึกฝนที่พอจะมองออกผ่านสภาพร่างกายที่อ่อนล้าของบราวนี่และจำนวนของผลงานที่เธอทำได้
เมื่อพิจารณาทั้งสองส่วนนี้กัสก็เดินเข้าไปในบ้านจัดการซื้อเนื้อวัวมาชุดใหญ่เพื่อเตรียมเอาไว้สำหรับทำเป็นอาหารในมื้อเย็นวันนี้
ดูจากงานที่ทำบราวนี่สมควรที่จะเหนื่อยมากตัวเขาเองก็เหนื่อยจึงตัดสินใจเพิ่มปริมาณอาหาร ทั้งยังเลือกเนื้อผลไม้บางชนิดและผักตามเมนูอาหารของนายหญิงตามหลักสูตรการบำรุงกล้ามเนื้อกระดูกและเส้นเอ็นทั้งสามส่วนเท่าๆ กัน
ส่วนของกัสนั้นเขาบำรุงเพิ่มเป็นน้ำขิงปั่นรสชาติเผ็ดร้อนต้นหอมกอทอดกับเนื้อรสเค็ม รวมกับของกินทั่วๆ ไปที่กินกันเป็นปกติทุกวัน
ทว่าเมนูของกัสบราวนี่และโรสจะมีความแตกต่างจากทุกคนพอสมควรซึ่งทั้งสองคนก็สังเกตเห็นความแตกต่างนี้จนต้องหันมามองกัสด้วยความสงสัย
ปริมาณอาหารนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าใครแต่ดูจะเยอะกว่าเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ความต่างในด้านอาหารนี้ทำให้ทั้งสองคนเกิดความสงสัยขึ้นมา
เมื่อเผชิญกับสายตาของทั้งสองกัสที่อยากจะกินแบบเงียบๆก็ยิ้มแข็งและตระหนักได้ว่าทั้งสองคนดูจะสงสัยมากเกินไปจริงๆและดูจะคิดอะไรมากเกินเหตุอีกด้วย
แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาหากลูกจ้างได้รับการดูแลที่ผิดปกติจากนายจ้าง สำหรับหญิงสาวทั้งสองมันคงไม่แปลกหากจะมองกัสด้วยความสงสัยมากกว่าดีใจ
“อย่ามองข้าแบบนั้นสิ..นั่นละอาหารบำรุงร่างกายทั้งนั้นข้าให้น้องสาวของข้าปรุงตามเมนูอาหารของนายหญิงจากตำหนักผู้รักษาเลยนะ”
พอได้ยินแบบนั้นสีหน้าของโรสก็ดูเคร่งเครียดขึ้นไปอีก ท่าทางของบราวนี่ก็ดูเกร็งขึ้นไปด้วยทำให้กัสต้องส่ายหน้าพลางส่งสายตาของความช่วยเหลือไปยังซีต้าที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง
ทว่าน้าสาวที่แสนดีของเขากลับยิ้มน้อยๆที่มุมปากหากแต่เมินเฉยสายตาของเขาโดยทำทีเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียอย่างนั้นทำให้กัสถึงกับจนใจและต้องอธิบายออกมาอย่างเสียไม่ได้
“อาหารของท่านอาเป็นเมนูบำรุงกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูกและเส้นเอ็นตามหลักการบำรุงของเผ่าหมูป่าส่วนของโรสเป็นการบำรุงเส้นเอ็นกับกล้ามเนื้อ ตามหลักเผ่าเม่นหางหนามทั้งสองส่วนนี้ล้วนเป็นการบำรุงที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง..”
พูดถึงตรงนี้สีหน้าของกัสก็ดูไม่ปกติไปบ้างเพราะสายตาที่มองมาของทั้งสองนั้นเห็นได้ชัดว่าประหลาดใจและตกใจกับการจัดเมนูอาหารของกัส
ทว่าพวกเธอก็ยังมองไม่เห็นความต้องการของกัสและยังคาดเดาไปต่างๆนานาทำให้กัสรู้สึกอ่อนใจจนต้องกลอกตาไปมา
“พวกท่านสงสัยอะไรกัน หากพวกท่านไม่แข็งแกร่งขึ้นแล้วใครจะทำงานให้ข้าละที่ข้าบำรุงร่างกายให้พวกท่านก็เพื่อให้พวกท่านทำ DP ให้มากขึ้นเท่านั้น”
พูดจบกัสก็ตัดสินใจไม่อธิบายต่อแล้วเริ่มกินของตัวเองอย่างเมามัน ทั้งน้ำขิงรสเผ็ดร้อนที่ไม่ค่อยถูกปากแต่ก็จำต้องกินจนหน้าแดงไปหมดตามมาด้วยต้นหอมกอซอยทอดที่กินพร้อมกับเนื้อย่างกระทะร้อนซึ่งรสชาติดีกว่าเป็นไหนๆ
หลังจากจบมื้ออาหารกัสก็ไปหามิโดริแล้วใช้เวลายามค่ำคืนอยู่กับเธออยู่นานหลายสิบนาทีและใช้เวลาไปกับการปรึกษาวางแผนเกี่ยวกับการปรับปรุงแปลงผักให้ดีขึ้นเพื่อรองรับการปลูกผลไม้วิเศษรวมไปถึงผลไม้ทั่วไปที่ต้องจัดการบริหารพื้นที่ต่างๆ ให้เหมาะสม
ผลไม้นั้นแตกต่างจากผักที่เก็บแล้วก็เก็บไปเลยหากแต่จะกลายเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวและให้ผลผลิตไปตลอดตามฤดูกาลซึ่งจะยาวนานหลายปีทีเดียว
ปัญหาที่กัสต้องใช้เวลาเตรียมตัวก็คือศัตรูพืชของพวกผลไม้นั้นต่างจากผัก มันไม่ได้มีแค่แมลงไม่กี่ตัวแต่จะมีสัตว์ชนิดต่างๆ รวมอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยหรือสัตว์กินพืชขนาดกลางไปจนถึงใหญ่งานปลูกผลไม้วิเศษจึงมีความยากสูงกว่ามาก
ทว่าข้อดีของมันก็มีอยู่เช่นกันนั่นคือปุ๋ยของมันนั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่ามากชนิดที่สามารถเร่งความเร็วของผักวิเศษได้ด้วยจำนวนเพียงไม่กี่ชุดเลยทีเดียว
แต่ก็เช่นเดียวกับผลไม้ทั่วไปกว่าต้นมันจะโตใหญ่จนเก็บเกี่ยวได้มันก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกว่า 1 ปีเลยทีเดียวมันจึงเป็นการปลูกที่ยากลำบาก
หากใช้วิธีทั่วไปกัสคงต้องรออีกนานกว่าจะเก็บเกี่ยวDP ได้ แต่ถ้าเขาใช้วิธีปลูกผลไม้วิเศษแทนแล้วละก็ผลลัพธ์มันก็จะต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง
เพียงแต่ความพร้อมในการปลูกผลไม้วิเศษนั้นกัสยังไม่พร้อมเท่าไหร่แต่หลังจากที่ได้หินจำนวนมากมาแล้ว รวมกับการขยายดินแดนออกไปได้มากกัสก็เริ่มมีแผนการอีกครั้ง
เมื่อนำเอาแผนการนี้ไปปรึกษากับมิโดริหลังจากผ่านเกมรักที่เร่าร้อนของเขากับเธอไปเด็กสาวตัวน้อยที่มีเส้นผมสีเขียวสดใสก็นอนกอดกัสรับฟังแผนการของเขาไปด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“คิดว่าไม่น่าจะง่ายนะคะท่านกัสหากจะใช้ผักทั่วไปรับมือกับแมลงศัตรูพืชของผลไม้ ข้าเกรงว่าคงจะรับไม่ไหวแน่แต่ถ้าจะลองฝืนละก็ ข้าคงต้องขอให้ท่านกัสหาผลไม้จำพวกที่เป็นเถาเลื้อยหรือไม่ก็ชนิดที่มีหนามหรือพิษให้ข้าสักจำนวนหนึ่งเพื่อที่ข้าจะได้ตรวจสอบและทดลองว่าต้นไม้เหล่านั้นมีคุณสมบัติพอที่จะใช้เป็นกำแพงหรือไม่”
กัสคิดตามไปและก็เห็นด้วยก่อนจะลุกขึ้นแล้วโอบกอดเด็กสาวเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วบรรจงจูบเธออย่างอ่อนโยน
“ขอบใจเจ้ามากเลยนะมิโดริ ถ้าไม่มีเจ้าละก็ข้าคงต้องใช้เวลาสัก 1 ปีได้ถึงจะสามารถสร้างรูปแบบแปลงผักเอาไว้รับมือกับพวกศัตรูพืชของผลไม้วิเศษได้”
ใบหน้าของมิโดริแดงระเรื่อด้วยความขัดเขินดวงตาของเธอนั้นวาววับเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนก่อนจะซุกหน้าลงกับหน้าอกของกัสด้วยความรัก
“ถ้าเพื่อท่านกัสละก็ มิโดริยินดีค่ะ”
กัสยิ้มบางๆ ให้กับเด็กสาวจากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วบอกลาเธอสั้นๆเพื่อกลับไปยังบ้านของเขา มิโดริเองก็ช่วยกัสแต่งตัวแล้วโบกมือลาเบาๆเพื่อบอกลากัสกลับไปยังบ้านในขณะที่ตัวเธอนั้นลอบมองไปยังมุมหนึ่งของแปลงผักที่แม้จะมีม่านต้นไม้บดบังไปจนเกือบหมดแต่ก็ยังแอบฟังเสียงได้อยู่
‘ทำแบบนี้บ่อยๆ คงไม่ดีต่อท่านกัสเท่าไหร่..บางทีเราอาจจะต้องขอบ้านพักส่วนตัวสักหลัง’
ในฐานะของสตรีมิโดริย่อมอยากที่จะได้รับความรักความเอ็นดูจากกัสแต่ในฐานะของข้ารับใช้การปล่อยให้เจ้านายของเธอต้องลำบากก็ดูจะไม่เหมาะสมทำให้มิโดริต้องคอยควบคุมเถาไม้เพื่อบดบังภาพต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เร่าร้อนของเธอกับกัสอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียวกว่าจะกันเด็กๆที่อยากรู้อยากเห็นได้
หากเป็นก่อนหน้านี้คงไม่เท่าไหร่เพราะยังไงเสียแต่ละคนก็เป็นผู้หญิงของกัสทั้งนั้นทว่าตอนนี้ดูจะไม่เหมาะนักเพราะมีคนนอกรวมอยู่ด้วย แถมยังมีเด็กอีก 3 คน
ยังดีที่ลูกสาวของบราวนี่นั้นพักอยู่กับแม่ของเธอในบ้านที่อยู่ห่างออกไปกว่าร้อยเมตรเลยไม่รู้ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ทว่าน้องสาวทั้งหกที่เพิ่งจะมาถึงยังไม่รู้ความขนาดนั้นพวกเธอยังเด็กยังมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างมากแถมยังไม่เข้าใจเรื่องราวระหว่างบุรุษและสตรีมากนัก
แต่ที่สำคัญที่สุดคือเด็กๆกลุ่มนี้เป็นคุณหนูของเธอทำให้มิโดริลงมือได้ลำบากพอสมควรและรู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่ต้องปล่อยให้ตัวเธอกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เด็กๆ
เมื่อวันใหม่มาถึงกัสก็ทำตามแผนของการโรงสกัดหินถูกสร้างขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของป่าทางตอนเหนือ ตั้งอยู่ด้านหลังของบ้านหลักห่างออกไปจนสุดดินแดนทำให้มีพื้นที่กว้างในการวางก้อนหินที่ได้มาเมื่อวาน
ทว่างานหนักในส่วนนี้กัสยังไม่รู้ว่าจะหาใครมาทำได้เขาเลยโยนไปให้โรสต่อและบอกให้เธอคิดวิธีใช้ดาบในการสกัดหินเพื่อฝึกฝนตัวเอง
วิธีนี้ทำให้กัสสามารถมอบงานที่ต้องใช้ความแม่นยำให้กับโรสได้ต่อจากนั้นก็สร้างบ้านพักตามที่มิโดริขอโดยไม่คิดอะไรมากเพราะบ้านพักนั้นไม่มีเงื่อนไขด้านจำนวนและราคาทำให้กัสไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลยหากจะสร้างขึ้นสักหลัง
พอเริ่มสายกัสก็เดินไปยังเหมืองน้ำแข็งอีกครั้งพร้อมกับบราวนี่ที่มีเสื้อคลุมหนังสัตว์ตัวใหม่สวมใส่อยู่บนตัวของเธอทว่ากัสมองดูแล้วก็ต้องส่ายหน้าเพราะเห็นได้ชัดว่าเธอยังเย็บชุดกันหนาวสำหรับตัวเองไม่เสร็จ
เรื่องนี้ไม่นับว่าแปลกเพราะเมื่อวานบราวนี่ทำงานหนักจนหมดแรงทั้งยังต้องดูแลลูกๆการจะแบ่งเวลามาตัดชุดให้ตัวเองนี่จึงเป็นงานที่ยากพอสมควรสำหรับเธอ
ทว่ากัสก็ไม่คิดที่จะพูดอะไรอีกเพราะว่าผลงานเมื่อวันก่อนได้บอกทุกอย่างกับเขาแล้ว
ครั้งนี้งานขุดน้ำแข็งดำเนินไปได้ด้วยดีมีจุดที่ต้องระมัดระวังหน่อยตรงที่กัสไม่สามารถใช้วิธีขุดแบบเมื่อวานได้เพราะเขายังใช้ทักษะได้ไม่แม่นยำมากพอ
งานส่วนนี้กัสเลยวางไว้ให้บราวนี่ทำต่อไปส่วนตัวเขานั้นยังพยายามใช้ทักษะคำรามแบบเบายิงอัดใส่พื้นเป็นครั้งคราวเพื่อฝึกฝนความแม่นยำ
ทักษะนี้กัสตั้งชื่อมันไว้เล่นๆว่ากระสุนเสียงนอกจากง่ายที่จะยิงแล้ว มันยังควบคุมได้ง่ายและโจมตีได้ทั่วทุกจุดยิ่งใช้ก็ยิ่งชำนาญถึงมันจะมีประสิทธิภาพไม่มาก
แต่ถ้าใช้ร่วมกับอีเตอร์แล้วละก็ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะดีขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
วันนั้นทั้งวันกัสกับบราวนี่ขุดปลาน้ำแข็งกันเต็มที่จนทำให้เหมืองน้ำแข็งทั้งหมดถูกขุดจนทะลุไปทั่วเลยทีเดียว
ทว่าปลาที่ได้กลับไม่ได้มากไปกว่าเมื่อวันก่อนสักเท่าไหร่ทำให้กัสต้องหยุดคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจขุดลึกลงไปมากขึ้นทำให้มีพื้นที่ในการขุดเยอะขึ้นอีกเล็กน้อย
เมื่อมีคนสองคนขุดเหมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพทะเลสาบที่ใหญ่เพียง 30 กว่าเมตรก็ดูจะเล็กไปบ้างสำหรับกัสและบราวนี่
วันต่อมากัสก็เลยตัดสินใจขยายดินแดนอีกครั้งทำให้ดินแดนขยายตัวเป็น40 ไร่ การขยายดินแดนครั้งนี้ดูเหมือนโชคของเขาจะมีไม่มากนัก
นอกจากป่าทางเหนือที่ขยายเพิ่มขึ้นไปตามธรรมชาติแล้วก็มีเพียงแม่น้ำเท่านั้นที่ขยายตัวออกไปในขณะที่ป่าไผ่นั้นหยุดลงเพียงเท่านั้นและก็ไม่มีทรัพยากรใดๆ เพิ่มขึ้นอีก
ในขณะที่กัสเดินไปรอบๆนั้นเขาก็มองเห็นคอกสัตว์ของน้องสาวคนรองที่ตอนนี้ใกล้จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เต็มที่
ไม่ว่าจะเป็นทางเดินที่ขนาบไปด้วยเสาไม้สูงและแผ่นไม้กำแพงไม้ที่ยกสูงและมีทางเดินคอกสัตว์ที่ดูไม่เหมือนคอกสัตว์เอาเสียเลยนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นไปมากกว่าครึ่ง
‘ไม่เลวๆ ยัยตัวเล็กทำได้ดีทีเดียว แต่จะเรียกยัยตัวเล็กไม่ได้แล้วสิก็มีน้องๆ ที่ตัวเล็กกว่ามาแล้ว..เรียกยังไงดีนะ’
กัสกำลังมองดูการทำงานของน้องๆที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างขยันขันแข็งแล้วยิ้มกว้าง โครงสร้างหลักๆที่ทำจากไม้นั้นเสร็จสมบูรณ์จนหมดเหลือ ขาดเพียงแผ่นโลหะที่จะนำมาติดเพิ่มซึ่งต้องซื้อเอาเท่านั้นเพียงเท่านี้คอกสัตว์ที่ถูกสร้างเพื่อเลี้ยงสัตว์วิเศษก็จะพร้อม
“พี่กัส!! ดูนี่สิ!!”
ในขณะที่เดินมองอยู่เสียงเรียกของน้องๆ ก็ดังมาทำให้กัสต้องหันกลับไปมองก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นป้ายขนาดใหญ่ที่ถูกติดลงบนทางเข้าของคอกสัตว์
‘คอกสัตว์ของยัยตัวเล็ก’
ตัวอักษรบนป้ายนั้นเขียนเอาไว้แบบนั้นทำให้กัสอมยิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆทั้งที่เขากำลังคิดอยู่แท้ๆ ว่าจะหาชื่ออะไรมาเรียกน้องสาวคนรองของเขาดีทว่าตัวเธอนั้นดูเหมือนจะติดใจชื่อยัยตัวเล็กเขาเสียแล้ว จนหยิบมาเป็นชื่อเล่นของตัวเองเสียแล้ว
“สวยดีนี่ยัยตัวเล็ก! แต่อย่าเล่นจนลืมงานละ!”
กัสตัดสินใจให้ชื่อ ‘ยัยตัวเล็ก’ เป็นของน้องสาวคนรองในทันทีพลางตะโกนบอกทำให้น้องสาวคนรองของเขาหน้าแดงระเรื่อและหันไปยืดอกอวดน้องๆราวกับว่าเธอนั้นภูมิใจแค่ไหนที่มีชื่อเล่นแล้ว
ยิ่งได้เห็นสีหน้าอิจฉาของน้องๆแล้วเธอก็ยิ่งยิ้มกว้างด้วยความพอใจซึ่งทำเอากัสถึงกับขำจนไหล่สั่นพลางส่ายหน้าก่อนจะเดินไปรอบๆเพื่อมองดูแผนการที่คืบหน้าไปทีละส่วนของเขา
‘เราคงต้องเริ่มเน้นการขยายดินแดนบ้างแล้ว’
เป้าหมายแรกของกัสนั้นคือการหาแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพซึ่งในตอนนี้เขานับว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ไม่ว่าจะดินเหนียวที่ทำเป็นเครื่องเคลือบดินเผาที่ขายได้วันละไม่ต่ำกว่า250 DP แปลงผักที่ทำรายได้ไม่น้อยกว่า 100 DP ต่อวัน รวมกับการปลูกผักวิเศษและการเก็บเกี่ยวใหญ่ที่จะทำให้ได้ DPมากกว่า 1 พันต่อวันเลยทีเดียวในช่วงเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่
ปลาของน้องสาวคนโตเองก็ดีขึ้นมากจำนวนที่ตกได้ต่อวันก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังติดกับขีดจำกัดของชนิดปลาทำให้ได้ DP เพียงวันละ 100 หน่วยโดยประมาณเท่านั้นซึ่งก็นับว่ามากจนน่าทึ่งแล้ว
ในตอนนี้ยังมีเหมืองน้ำแข็งของกัสอีกที่ขุดปลากลับมาได้วันละไม่ต่ำกว่า500 DP
ส่วนผลผลิตที่ได้จากการหมักดองนั้นกัสยังไม่คิดที่จะขายเพราะว่าเขายังหาคนมาประจำโรงหมักบ่มไม่ได้ทำให้เขาไม่สามารถผลิตมันออกมาขายแบบวันต่อวันได้ทำได้เพียงทำในช่วงที่ว่างเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับดินแดนเท่านั้น
‘ข้ายังขาดกำลังคนอีกมากจะทำยังไงถึงจะเพิ่มจำนวนคนได้นะ’
กัสเดินวนจากขวาไปซ้าย จากซ้ายไปขวาวนกลับมาจนเจอกับพุ่มเบอร์รี่ที่คิดว่าจะเก็บพลางยกบันทึกโลกวิญญาณขึ้นมาเพื่อกำหนดแผนการที่จะทำต่อ เป็นการขยายแปลงเบอร์รี่ที่ต้องขอให้มิโดริทำงานหนักเพื่อเขาอีกแล้ว
ต่อจากนั้นกัสก็เดินผ่านป่าและก็ต้องหยุดมองโรสที่ตวัดดาบอย่างรวดเร็วตัดผ่านต้นไม้ที่มีขนาดหนึ่งคนโอบจนล้มในครั้งเดียว
ใบหน้าของเด็กสาวนั้นดูเคร่งเครียดมากแม้จะทำได้ดีในการตัดโค่นต้นไม้ในดาบเดียวทว่าเธอก็ยังไม่มีความสุขเพราะว่าต้นไม้ต้นที่เธอโค่นลงมานั้นเป็นการโค่นต้นไม้เพื่อทำเสาไม้เท่านั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับต้นไม้ที่กัสเลือกให้เธอตัดใจวันแรก
‘เด็กคนนี้ก็ขยันดีจริงๆหวังว่าเธอจะไม่ฝืนตัวเองจนเกินไปละ’
กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางมองดูโรสที่ลากต้นไม้กลับไปด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อจากการออกแรงเต็มที่แล้วตามเธอไปจนถึงโรงไม้ที่ตอนนี้ดูเหมือนโรงงานที่ถูกใช้งานจริงขึ้นมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นกองขี้เลื่อยที่กองสุมจนเป็นกองใหญ่แผ่นไม้แปรรูปที่วางซ้อนกันจนเป็นกองสูง เสาไม้ที่วางเรียงเป็นกอง ไปจนถึงแผ่นไม้กลมที่กัสไม่รู้ว่ามีไว้ทำอะไร
ต่อจากนั้นกัสก็เดินผ่านไปอีกและหยุดลงที่โครงไม้ขนาดใหญ่ที่มีเส้นเชือกผูกโยงเอาไว้กับแผ่นไม้กลมที่มีรอยดาบอยู่กัสก็เข้าใจว่าแผ่นไม้กลมนั้นมีไว้เพื่ออะไร
รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินต่อไปจนถึงบ้านหลังที่สามของบราวนี่และลูกที่ตอนนี้ว่างเปล่าเพราะไม่มีใครอยู่
บริเวณลานบ้านนั้นกัสสังเกตเห็นโต๊ะไม้ที่มีข้าวของวางอยู่มีจานไม้ อุปกรณ์จากไม้จำนวนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นฝีมือของโรสที่ทำให้
เขามองดูรอบๆด้วยความประหลาดใจ มีเสาไม้ที่วางพาดอยู่ มีถังไม้ที่ใส่น้ำมีเสื้อผ้าที่ถูกซักและตากอยู่บนราวตากผ้าที่ทำจากไม้
“นี่มัน..ดูเหมือนว่าข้าจะลืมไปจริงๆทำไมถึงได้ลืมได้นะ”
กัสยิ้มฝืนๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินกลับไปบ้านก่อนจากซื้อบ่อน้ำอีกบ่อในราคา 100 DP แล้วจัดการย้ายมันไปไว้ตรงข้างบ้านหลังที่สามตามมาด้วยการซื้อหลักเขตแดนสำหรับเพิงไม้เตาเวทมนตร์ไปจนถึงเครื่องครัวจำนวนหนึ่งสุดท้ายคือยุ้งฉาง
‘ข้านี่แย่จริงๆเผ่าหมูป่ามักจะกินมื้อดึกเพิ่มด้วยทำให้ตอนดึกพวกนางต้องมาก่อไฟทำอาหารกินกันเองแบบนี้ลำบากพวกนางแล้วจริงๆ’
มื้อเช้านั้นทุกคนมาทานร่วมกัน มื้อกลางวันเองก็เช่นกัน มื้อเย็นก็ไม่ต่างแต่กัสและน้องไม่ได้กินมื้อดึกเพิ่มอีกลานกว้างด้านหน้าบ้านของเขาเลยไม่มีการใช้งาน
ทว่าเผ่าหมูป่านั้นมีธรรมเนียมการกินมื้อดึกเพิ่มอีกมื้อหนึ่งทำให้พวกเธอต้องพยายามหาอาหารมื้อดึกให้ตัวเองเพราะไม่กล้าเข้ามารบกวนกัส
ยิ่งไปกว่านั้นของสดที่พวกเธอใช้ก็ต้องเดินมาเอาจากยุ้งฉางที่อยู่ข้างบ้านหลังที่สองที่แม้จะไม่นับว่าอยู่ไกลแต่บราวนี่คงไม่สะดวกใจที่จะหยิบของไปมากนักหรือบางทีเธออาจจะไม่กล้าหยิบด้วยซ้ำหากแต่พึ่งพาของเหลือที่กัสแบ่งให้ในแต่ละวันเพื่อบรรเทาความหิวของลูกๆ
กัสนั้นมองข้ามในส่วนนี้ไปเพราะความแตกต่างของเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายของเผ่าอสูร
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ได้อนุญาตให้บราวนี่เข้าไปในยุ้งฉางของเขาด้วยปากของเขาเองสักครั้งแต่เขาก็ไม่ได้สั่งห้ามเช่นกัน
แต่เมื่อกัสมองดูเศษอาหารที่ยังหลงเหลืออยู่ในถังไม้กัสก็มั่นใจว่าบราวนี่คงจะคิดแบบเดียวกับลูกจ้างทั่วไปที่จะไม่เข้าไปในสถานที่ที่นายจ้างอย่างเขาไม่อนุญาต
และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุกัสก็เลยสร้างยุ้งฉางเพิ่มเสียเลยเพราะยังไงเสียหลังจากนี้เขาก็ต้องสร้างมันเพิ่มอยู่ดี
อีกอย่างยุ้งฉางแรกของเขาก็ถูกอัดแน่นไปด้วยของหมักดองรวมไปถึงเบียร์ทำให้พื้นที่มันเหลือไม่มากพอแต่แรก
จริงๆกัสก็วางแผนว่าจะเพิ่มระดับยุ้งฉางเหมือนกันแต่ถ้าต้องสร้างเพิ่มมันก็เป็นทางเลือกที่ดีกัสเลยตัดสินใจทำแบบนี้แทนต่อจากนั้นกันก็จัดซื้อเสบียงอาหารเพิ่มอีกเล็กน้อยแล้วจัดการย้ายของสดจำนวนหนึ่งมาเก็บเอาไว้ในยุ้งฉางและก็ไม่ลืมที่จะบอกให้บราวนี่รู้ในวันทานอาหารว่าต่อจากนี้หากพวกเธอต้องการทำมื้อดึกทานก็ให้เอาของในยุ้งฉางที่สองไปใช้ได้เลย
คำอนุญาตและการสร้างยุ้งฉางเพิ่มให้ของกัสนั้นทำให้บราวนี่ปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุดซึ่งก็น่าแปลกที่ครั้งนี้เธอกล่าวขอบคุณเขาอย่างจริงใจโดยไม่มีท่าทางเคลือบแคลงสงสัยเขาเหมือนก่อนหน้านี้เลย
เด็กสาวทั้งสามคนเองก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขพลางกล่าวขอบคุณกัสไม่ขาดปากทั้งยังมองดูเขาด้วยดวงตาที่สดใสเป็นประกาย