แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดผ่านยอดหลังคาทองของพระราชวังหลวง เสียงฆ้องกลองบรรเลงดังก้องทั่วลานประกาศการเสด็จของฝ่าบาทและเหล่าเชื้อพระวงศ์ วันนี้คือวันเลี้ยงใหญ่แห่งราชวงศ์ที่ฝ่าบาททรงจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ อ๋องแดนเหนือ ชิวลู่เสียนน้องชายแท้ ๆ ที่ไม่ได้มาราชสำนักเสียนานหลายปี
ในท้องพระโรงใหญ่ผู้คนต่างพากันก้มศีรษะเมื่อขบวนของอ๋องแดนเหนือก้าวเข้ามา ร่างสูงในชุดอ๋องสีดำปักดิ้นเงินลายมังกรครึ่งตัวสง่างาม นัยน์ตาเฉียบคมแต่เรียบสงบ ด้านข้างคือ ชิวจิ้นอัน แม่ทัพผู้เย็นชาและภรรยาของเขา เฉินฟางซิน สตรีที่ทั้งราชสำนักต่างกล่าวขานถึงความงามและความเฉลียวฉลาด นางในชุดผ้าไหมสีอ่อนปักลายเมฆทองขลิบชายด้วยดิ้นเงินที่สะท้อนแสงตะเกียงราวละอองดาว เรือนผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบหรูประดับเพียงปิ่นหยกลายอินทรีทำให้ความงามของนางดูละมุนราวแสงจันทร์
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงดวงตาของเหล่าองค์ชายและขุนนางหนุ่มต่างจับจ้อง บางคนถึงกับชะงัก...สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมแม้จะรู้ดีว่านางคือภรรยาของแม่ทัพชิวแต่กลับเก็บอาการไว้ไม่อยู่
“นั่นหรือ...ภรรยาของแม่ทัพใหญ่ชิวจิ้นอันแห่งแดนเหนือ”
“โฉมงามดุจเทพธิดาเช่นนี้ เหตุใดฟ้าจึงประทานให้บุรุษผู้เย็นชาเช่นนั้นได้ครอบครองกัน...”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ท้ายแถวแต่ไม่รอดพ้นหูของชิวจิ้นอัน เพียงชั่วพริบตาสายตาเย็นเยียบของแม่ทัพได้เหลือบมองไปทางต้นเสียงความเยือกเย็นที่เข้าคืบคลานได้ทำให้อีกฝ่ายรีบก้มหน้าลงทันที เฉินฟางซินสังเกตเห็นได้แต่เพียงยิ้มบาง ๆ นางรู้ดี...เขา “หวง” แต่ก็พยายามสงบนิ่งเพราะอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้ผู้มีพระพักตร์งดงามและทรงภูมิฐานเสด็จลงมาต้อนรับด้วยพระองค์เอง เมื่อเห็นอ๋องแดนเหนือก้าวเข้ามาพระองค์ถึงกับลุกจากที่ประทับย่างเท้าเข้ามาหาน้องชายแท้ ๆ ของตน
“เสียนตี้! น้องข้า...เจ้ากลับมาจริง ๆ!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและชื่อเล่นที่มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าเรียกเช่นนี้ ฮ่องเต้ทรงกุมพระหัตถ์ของชิวลู่เสียนไว้แน่น สายตาอบอุ่นอย่างที่แทบไม่เคยมีให้ใคร
“ข้าติดตามข่าวของเจ้าจากชายแดนเหนืออยู่เสมอ เจ้ายังแข็งแรงเช่นนี้ข้าก็อุ่นใจนัก”
“ฝ่าบาททรงพระเมตตา ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ชิวอ๋องยกมือคำนับเอ่ยตอบด้วยความสุภาพแต่เย็นเฉียบในน้ำเสียงแผ่วบาง เฉินฟางซินยืนอยู่เบื้องหลังเล็กน้อยเงยหน้ามองภาพตรงหน้า นางรู้สึกได้ในทันทีว่าฮ่องเต้นั้นรักน้องชายคนนี้อย่างแท้จริง แต่ชิวลู่เสียน...กลับแฝงความห่างเหินไว้ลึก ๆ ดวงตาของนางแวววาวด้วยความเข้าใจ ในรอยยิ้มสงบนั้นมีความปวดร้าวบางอย่างที่ผู้คนทั่วไปมองไม่เห็น ‘ชาติก่อนเป็นเพราะข้าสนใจในเรื่องอื่นจึงมิเคยรู้ในเรื่องนี้เลย’ เฉินฟางซินแอบถอนหายใจเบา ๆ
เหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ต่างทยอยขึ้นมากล่าวถวายพระพร แต่สายตาของบางคนยังแอบเหลือบไปทางเฉินฟางซินอยู่เป็นระยะ องค์ชายสามยกถ้วยสุราขึ้นยิ้มบางพลางพูดกับชิวจิ้นอัน
“แม่ทัพใหญ่ชิว โชคดีนักที่ได้สตรีงามล้ำเช่นนี้มาเป็นชายา ข้านับถือจริง ๆ”
เสียงนั้นดูเป็นมิตรแต่แฝงแววหยอกเย้า ชิวจิ้นอันยิ้มบาง...แต่ในแววตาเย็นเยียบ
“โชคดีของข้าจริง ๆ ข้าจึงไม่อาจให้ใครมองนางนานนัก กลัวจะมีคนเผลอหลงใหล”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังรอบโต๊ะแต่เฉินฟางซินรู้ว่าเขาพูดจริง มือหนาของเขาวางบนหลังมือนางใต้โต๊ะอย่างแนบแน่นโดยไม่ให้ใครเห็น แรงกดเบา ๆ ที่สื่อคำเดียว “เจ้าเป็นของข้า” ทำให้นางหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ท่านแม่ทัพ...ท่านกำลังทำให้คนมองเรายิ่งกว่าเดิมนะเจ้าคะ”
“ข้าก็แค่ไม่อยากให้ใครลืม ว่าเจ้าเป็นภรรยาข้าเท่านั้น”
ระหว่างนั้นองค์ฮ่องเต้ทรงหันมามองเฉินฟางซินเช่นกัน ในแววตาของประองค์มีประกายบางอย่างที่ไม่สามารถตีความได้ 'เป็นนางสินะที่ช่วยข้า'
“สตรีผู้นี้ ดูสง่างามและมีมารยาทนัก เสียนตี้ ข้ามิคิดว่าสตรีที่อยู่ข้างบุตรชายของเจ้าจะดูอ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้”
ชิวลู่เสียนยิ้มเพียงเล็กน้อย
“นางเป็นคนดี...และเป็นภรรยาที่ลูกข้ารักมากพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้น
“เช่นนั้นวันนี้...ข้าขอดื่มเพื่อความสุขของเจ้าและหลานข้าทั้งสอง”
ทุกคนในงานยกจอกขึ้นตาม พระสุรเสียงแผ่วแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ เฉินฟางซินยกจอกขึ้นดื่มตาม ขณะเดียวกันสายตาของนางเหลือบเห็นชิวลู่เสียนเพียงแว๊บเดียวที่ทำให้หญิงสาวเห็น..สีหน้าเยือกเย็นนั้นแม้ยิ้มจะอยู่แต่แววตาเหมือนซ่อนความเจ็บลึก ๆ
“ในราชวัง...แม้จะมีความรัก ก็ไม่อาจรักได้อย่างอิสระสินะ”
นางคิดในใจ พลางมองชิวจิ้นอันที่จับมือนางแน่นขึ้นราวจะให้คำมั่นว่า 'ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เจ้าจะไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความเย็นชานั้นอีกเลย'
เมื่อเสียงพิณขับกล่อมและเสียงร้องสุดท้ายจบลง ขบวนขุนนางทยอยล่าถอยออกจากท้องพระโรง เหลือเพียงแสงตะเกียงที่ค่อย ๆ มอดลงและกลิ่นสุราที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ เฉินฟางซินก้าวออกจากงานพร้อมสามี ชิวจิ้นอันเอ่ยเบา ๆ ข้างหูนาง
“เจ้ารอข้าตรงนี้ ข้าจะไปทักทายคนรู้จักสักครู่”
เมื่อเขาก้าวออกไปเฉินฟางซินจึงยืนนิ่งใต้ต้นเหมยที่เบ่งบานอยู่ข้างลาน สายลมพัดเอื่อย กลีบดอกสีชมพูโปรยร่วงลงบนผมและบ่าของนางเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เถียนเถียน ยังไม่กลับหรือ”
เฉินฟางซินหันกลับไปพบชิวลู่เสียนในชุดพิธี ข้างกายไม่มีผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าเรียบนิ่งของเขา เผยให้เห็นรอยอ่อนล้าในแววตาที่แม้แต่คนเข้มแข็งอย่างเขาก็ไม่อาจซ่อนไว้
“ท่านพ่อ ข้ากำลังรออาอิงอยู่เจ้าค่ะ”
ชิวลู่เสียนพยักหน้าเบา ๆ เขาเดินเข้าไปยืนข้างนาง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงต่ำแต่เรียบ
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้กลับวังหลวง...ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง มีเพียงคนในวังเปลี่ยนไป”
เฉินฟางซินมองขึ้นเห็นประกายเศร้าในแววตาของอ๋องแดนเหนือ
“ฝ่าบาททรงดีพระทัยนักที่เห็นท่านพ่อเพคะ คิดว่าคงจะคิดถึงท่านพ่อมากนะเพคะ”
“คิดถึงหรือ...”
เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ คล้ายเย้ยตนเอง
“เสด็จพี่ของข้า...ไม่เคยปล่อยให้ข้าลืมว่าข้าเป็นน้อง”
เสียงนั้นแผ่วนักแต่ในน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยร่องรอยความขมขื่น เฉินฟางซินนิ่งไปครู่ ก่อนพูดเบา ๆ
“บางครั้ง...ความรักที่มากเกินไป ก็กลายเป็นกรงขังโดยไม่รู้ตัว”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่เหมือนแทงลึกถึงใจชายตรงหน้า ชิวลู่เสียนหันมามองนางเต็มตานัยน์ตาเข้มจนหัวใจนางไหววูบ
“เจ้ามองเห็นมันงั้นหรือ...ความรักที่แปรเป็นพันธนาการ”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มบาง
“และข้าก็เห็นว่า...ท่านพ่อยังรักฝ่าบาทอยู่เพียงแต่ไม่ยอมเข้าใกล้”
ชิวอ๋องหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงนั้นทั้งอบอุ่นและปวดร้าว
“เจ้าเป็นสตรีที่เฉียบคมยิ่งกว่าผู้ใด ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจิ้นถึงได้หวงเจ้านัก”
“เขาไม่ได้หวงหรอกเจ้าค่ะ...เพียงแต่อยากแน่ใจว่าข้าจะไม่เห็นอกเห็นใจใครเกินกว่าเขา”
“แม่ทัพเย็นชาเช่นเขา...ก็มีหัวใจอ่อนโยนได้เหมือนกัน...ไม่น่าแปลกใจ ๆ”
“เขาไม่อ่อนโยนกับใครนัก...แต่เฉพาะกับข้า”
ทั้งสองต่างเงียบลง ราวกับเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดอีก เสียงขลุ่ยยามค่ำดังแผ่วจากลานไกล ๆ ข้างตำหนัก ราวจะขับกล่อมให้ค่ำคืนนี้งดงามกว่าทุกคืนที่ผ่านมา เมื่อชิวจิ้นอันเดินกลับมาเห็นภรรยาของตนยืนพูดคุยกับบิดาอยู่ใต้แสงจันทร์ เพียงแวบเดียวแววตาเขาเย็นเฉียบก่อนจะก้าวเข้ามา มือหนากอบมือภรรยาไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“เถียนเถียนเย็นมากแล้ว กลับเรือนเถิด”
เฉินฟางซินพยักหน้า ส่วนชิวลู่เสียนเพียงยิ้มบาง ๆ ‘ไอ้เจ้าลูกคนนี้ หวงเมียแม้กระทั่งกับพ่อตัวเอง’
“โชคดีท่านพ่อมายืนเป็นเพื่อน มิเช่นนั้นภรรยาของท่านคงต้องปั้นหน้ายิ้มให้ใคร ๆ จนเมื่อยเป็นแน่”
ทั้งสองบุรุษสบตากัน หนึ่งคนสงบนิ่งเยือกเย็นอีกคนแฝงความร้อนแรงและปกป้อง เฉินฟางซินได้แต่ยิ้มบาง ๆ ‘ทั้งฝ่าบาทและท่านพ่อมีเรื่องอันใดกันแน่นะ’ หญิงสาวคิดแต่มิได้เอ่ยถามขณะด้วยชาติก่อนแม้จะมีเหตุการณ์ตรงหน้า แต่นางก็มิได้เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้
“ซินเออร์ เจ้าไม่ค่อยสบายนักอยู่พักที่เรือนเถิด”
ฝูเหวินห้าวเอ่ยแก่ภรรยาของตนขณะทราบว่าตนจะได้เข้าร่วมงาน่เลี้ยงใหญ่ในครั้งนี้
“แต่...”
“ข้ากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง เจ้าอย่ามาเป็นภาระให้ข้า”
พูดจบชายหนุ่มได้เดินจากไปในทันทีโดยทิ้งนางไว้ที่เรือน ดังนั้นในชาติก่อนนางมิค่อยได้เข้าไปร่วมงานเช่นนี้ และยังพยายามช่วยเขาให้เลื่อนตำแหน่งโดยมิได้สนใจเรื่องใด ๆ หรือแม้แต่เรื่องที่เขาแอบเลี้ยงสตรีไว้นอกจวน...จนเมื่อนางรู้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว