วีรบุรุษอหังการ

    32 สี่ยมบาลทมิฬ


              วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมองดูการแสดงฝีมือของสหายเก่า  เพียงแค่ดาบสันมือก็สามารถกระแทกยอดฝีมือพรรคมารอย่างเหยียนโซ่วเจิ้นจนกระเด็นออกจากเวที  แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าสามารถกระทำได้    นั่นเป็นไม่ได้เลย  ผลการปะทะไม่ควรเป็นเช่นนี้  เรื่องราวชอบมาพากลนัก


            กระบี่สีนิลเป็นยอดศัสตราวุธของพรรคมาร  เมื่อถูกใช้ออกโดยยอดฝีมือพรรคมารอย่างเหยียนโซ่วเจิ้น  ไม่สมควรอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ หรือว่านี่เป็นหลุมพรางประการหนึ่ง  คนเมื่อคิดได้ก็รีบดีดตัวออกจากร้านอาหาร ในสายตาปรากฏภาพยอดฝีมือชุดดำสามคนโผล่ออกมา  พวกมันออกจากที่ซ่อนเพื่อสังหารหลิวหนิงเทียนโดยเฉพาะ ทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือผู้โด่งดังของพรรคมารในอดีต 


            คนใช้แส้คือแส้โลหิตเถี่ยสื่อทง  คนใช้ดาบใหญ่คือยมบาลสีชาดฉีจือฮึง  และคนใช้ทวนเรียกว่าทวนอำมหิตเหล่ากวนเชียง  รวมกับกระบี่สีนิลของเหยียนโซ่วเจิ้น  เรียกรวมกันเป็นสี่ยมบาลทมิฬ  เป็นยอดฝีมืออันดับต้น ๆของพรรคมารในยุคสมัยรุ่งโรจน์  วันนี้กลับพร้อมใจกันปรากฏตัวขึ้นที่นี่  เพื่อสังหารกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน  นั่นเป็นการกระทำที่อุกอาจนัก  แต่คนของพรรคมารเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสามารถดำเนินการสำเร็จลุล่วง


            หลิวหนิงเทียนทราบว่าคนที่ส่งผลคุกคามต่อตนเองมากที่สุดเป็นแส้โลหิตเถี่ยสื่อทง  คนผู้นี้จู่โจมมาจากเบื้องล่าง  แส้ในมือคล้ายอสรพิษพุ่งฉกเข้าใส่  ยากจะหลบเลี่ยงได้  ถัดมาเป็นทวนอำมหิตเหล่ากวนเชียงที่จู่โจมมาจากทางซ้ายมือ ทวนของมันส่งผลคุกคามจนเสื้อผ้าของเขาปลิวว่อน  ประหนึ่งอุกกาบาตลูกใหญ่พุ่งเข้าใส่  ส่วนกระบี่สีนิลของเหยียนโซ่วเจิ้นก็ต้องรับมือ  การทิ่มแทงกระบี่ครั้งนี้จึงเป็นการแสดงฝีมือที่แท้จริงของมัน 


            หลิวหนิงเทียนไม่สนใจดาบใหญ่ของยมบาลสีชาดฉีจือฮึง เขาเห็นร่างของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินอยู่เหนือศีรษะของคนผู้นี้แล้ว  ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงมันอีก จึงฟันดาบสันมือใส่ปลายกระบี่สีนิลคราหนึ่ง  ทุ่มเทพลังวัตรไปถึงสี่ส่วน  แล้วตีลังกาเปลี่ยนท่าร่างกลางอากาศ  กลายเป็นหัวอยู่ล่างเท้าอยู่บน ตะกุยกรงเล็บใส่ปลายแส้ที่เพิ่งจู่โจมมาถึง  เขาใช้พลังวัตรไปอีกสี่ส่วน  จากนั้นดีดตัวขึ้นอยู่ในท่างอตัว  ผลักสองฝ่ามือไปปะทะกับปลายทวน  โดยใช้พลังวัตรที่หลงเหลือเพียงสองส่วนจนหมดสิ้น พลังจากทวนกระแทกร่างของจอมกระบี่อมตะปลิวว่อนไปทางดาบสังหารของยมบาลสีชาดฉีจือฮึง เลือดคำใหญ่พุ่งออกจากปากของยอดฝีมืออันดับสองแดนมนุษย์  ไม่มีความสามารถป้องกันตนเองได้อีก


              ยมบาลสีชาดฉีจือฮึงรู้สึกยินดียิ่ง  เขามั่นใจว่าดาบที่บรรจุพลังวัตรสิบส่วนของตนเองนี้  สามารถสังหารหลิวหนิงเทียนได้  ซึ่งความจริงสมควรเป็นเช่นนั้น  เพียงแต่ว่าเหนือศีรษะของมัน  มีฝ่ามือขนาดมหึมากดทับลงมา  เสียงร้องเตือนจากพรรคพวกอีกสามคนดังระงม  คนผู้นี้นับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง  มันรับรู้ถึงภยันตรายได้อย่างรวดเร็ว  รีบวกดาบฟาดฟันไปเบื้องบน  แต่นั่นคล้ายกับว่าจะสายไปบ้างเล็กน้อย  ฝ่ามือฟาดใส่ดาบอย่างแรง  ทั้งคนทั้งดาบกระแทกใส่พื้นดินดังโครม โชคดีที่ฝ่ามือนี้ใช้พลังไปเพียงแค่สองส่วนเท่านั้น  เป้าหมายหลักของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินคือการช่วยชีวิตหลิวหนิงเทียนและมันทำสำเร็จลุล่วงแล้ว  เมื่อในอ้อมอกของเขามีร่างอันอ่อนระทวยของสหายยืนพิงอยู่


            ฝ่ามือข้างหนึ่งของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินทาบกับแผ่นหลังของหลิวหนิงเทียน  ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไปไม่หยุดยั้ง อาการบาดเจ็บของสหายผู้นี้ไม่หนักหนาเท่าไหร่  เพียงแต่หมดสิ้นเรี่ยวแรงเพราะใช้พลังลมปราณมากเกินไป  ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสักหลายชั่วยามจึงจะฟื้นคืนสภาพเดิม


            สี่ยมบาลทมิฬรู้สึกตื่นตระหนกที่ปรากฏยอดฝีมือแปลกหน้ามาช่วยหลิวหนิงเทียน  ผู้มามีวรยุทธ์ลึกล้ำสุดหยั่งคาด  แต่เมื่อเห็นว่าคนสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าผู้นี้กำลังถ่ายเทลมปราณให้คนเจ็บอยู่  จึงส่งสัญญาณให้แก่กันเพื่อบุกจู่โจมต่อ เว้นเพียงแต่ยมบาลสีชาดผู้เดียวที่ยังคงลุกไม่ขึ้น  ทั้งสามกระโดดเข้าใส่ศัตรูโดยพร้อมเพรียง  แส้โลหิตจู่โจมจากทางซ้าย  ทวนอำมหิตจู่โจมจากทางขวา  และกระบี่สีนิลจู่โจมมาโดยตรง 


             วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินใช้มือซ้ายข้างเดียวฟาดออกไปสามฝ่ามือ ฝ่ามือแรกเน้นความยืดหยุ่นเข้าปะทะกับทวนแข็งกร้าว ฝ่ามือที่สองเน้นความแข็งกร้าวเข้าปะทะกับแส้ที่ยืดหยุ่น  และฝ่ามือที่สามเน้นความว่างเปล่าปะทะกับกระบี่ที่มั่นคง ทั้งสามฝ่ามือล้วนจู่โจมใส่จุดอ่อนของศัตรู 


            ทวนอำมหิตเหล่ากวนเชียงต้องพุ่งถอยกลับไปด้วยความลนลาน  เพราะกระบวนท่าโจมตีของตนเองถูกดูดรั้งจนแทบควบคุมไม่อยู่  คล้ายปลายทวนทิ่มแทงใส่หลุมเหนียวหนึบหนับ  ไม่สามารถรุกคืบต่อไปได้  แส้โลหิตเถี่ยสื่อทงกลับตื่นตระหนกยิ่งกว่า  ปลายแส้ของตนเองคล้ายกระทบกับกำแพงภูผาไร้ช่องว่าง แส้อ่อนของตนเองไม่สามารถพุ่งไปข้างหน้าได้  แถมยังปรากฏพลังกลุ่มหนึ่ง  แล่นเข้ามาในแส้โลหิต  กระแทกกระทั้นใส่พลังลมปราณป้องกันตนเองจนปั่นป่วนไปหมด คนต้องพุ่งหนีไปยังด้านข้างด้วยความทุลักทุเล  แต่บุคคลที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสมควรเป็นกระบี่สีนิลเหยียนโซ่วเจิ้น  กระบี่ของมันคล้ายจมสู่ความเวิ้งว้าง  ไม่สามารถรุกคืบหรือถอยหลังได้  ความเวิ้งว้างนั้นได้ดึงดูดคนจนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ กระบี่ถูกพัวพันอยู่ในวังวนของพลังอันไร้ที่สุดนั้น  คล้ายกับรอรับการเชือดเฉือนฝ่ายเดียว


            เหยียนโซ่วเจิ้นเป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่มยมบาลทมิฬ  ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์เฉลียวฉลาด มันรู้ว่าสาเหตุที่ถูกพลังเวิ้งว้างดึงดูดเอาไปคือกระบี่สีนิล  มันกระแทกพลังใส่กระบี่ให้หลุดลอยไป  ยอมสูญเสียกระบี่ดีกว่าสูญเสียชีวิต  จากนั้นพุ่งตัวล่าถอยทันที  แต่ไม่ได้ไปมือเปล่า มันทิ้งตัวลงโอบอุ้มร่างใหญ่โตของยมบาลสีชาดฉีจือฮึงไปด้วย  คล้ายกับว่าทุกอย่างอยู่ในการคำนวณของมันหมดแล้ว


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินได้แต่ปล่อยให้คนพวกนี้หลุดลอยไป นี่สมควรเป็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดคนชั่วช้าเหล่านี้  หากต่อสู้กันอีกครั้งเหตุการณ์จะไม่ง่ายดายปานนี้อีก  ยอดฝีมือเหล่านี้จะระมัดระวังตัวมากขึ้น  พร้อมกับร่วมมือกันอย่างแข็งขัน  น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถปล่อยวางการรักษาสหายได้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือทำการรักษาหลิงหนิงเทียนให้พลังลมปราณฟื้นคืนโดยเร็ว  เพราะจิตสัมผัสของตนเองสัมผัสได้ถึงยอดฝีมืออีกสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด  นั่นจึงเป็นยอดฝีมือเข้มแข็งแท้จริง  ยอดฝีมือที่สามารถต่อกรกับเขาได้


            สี่ยมบาลทมิฬจากไปแล้ว นายน้อยแห่งสำนักกระบี่และคนของสำนักกระบี่อมตะหลายสิบคนวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน  แต่ไม่ได้ร่ำร้องวุ่นวายแม้แต่คนเดียว  เพียงยืนสงบปากสงบคำอย่างเงียบงัน  แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสำนัก  จวบจนกระทั่งเจ้าสำนักเอ่ยปาก 


            “กลับไปเตรียมตัวให้พร้อม  ศึกใหญ่กำลังจะมาถึง  เรียกตัวยอดฝีมือของสำนักกลับมาให้หมด  ยกเว้นพี่ใหญ่ของเจ้าให้อยู่เฝ้าสาขาที่ซีอานต่อไป  และให้พ่อบ้านใหญ่ออกเดินทางไปเมืองซีอานโดยเร็ว  เพื่อสมทบกับพี่ใหญ่ของเจ้า  ไม่ต้องเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเรา  สหายรักผู้นี้สามารถรักษาเราให้หายเป็นปกติได้”


            นายน้อยแห่งสำนักกระบี่อมตะรับคำคราหนึ่ง  พาคนในสำนักจากไปอย่างรวดเร็ว  หลิวหนิงเทียนหันมาสบตากับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน  ที่มุมปากยิ้มออกมา  กล่าวว่า


            “ไม่น่าเชื่อว่าการพบกันครั้งนี้ของพวกเรา  จะเป็นการต่อสู้กับคนของพรรคมารอีกครั้ง  ท่านรู้ไหม ทำไมพวกมันถึงไม่เริ่มต้นจากซีอาน ทำไมต้องเริ่มจากที่นี่”


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินส่ายหัวคราหนึ่ง  เขาไม่สามารถหาคำตอบได้  ตามความเป็นจริงแล้ว  พรรคมารสมควรเริ่มต้นจากซีอาน  ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของพวกมัน  แล้วค่อยบุกยึดดินแดนของมนุษย์ทีละเมือง ๆแต่ไฉนถึงมาเริ่มต้นจากดินแดนห่างไกลเช่นนี้ หลิวหนิงเทียนหัวร่อคราหนึ่ง กล่าวว่า


            “นั่นก็เพราะว่า  พวกมันจะปิดสะพานแห่งนี้  ไม่ให้มนุษย์หลบหนีข้ามไปฝั่งแดนเทพ  และปิดกั้นไม่ให้เหล่าเทพมาวุ่นวายกับการต่อสู้ของพรรคมารและมนุษย์ ท่านอาจจะคิดว่ายังมีอีกหลายสะพานให้ข้ามไป หรือเหล่าเทพที่เป็นยอดยุทธ์เช่นเดียวกับท่าน  เพียงใช้ท่อนไม้ท่อนเดียวก็สามารถข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่นี้ได้ แต่พวกมันดูออกว่าเหล่าเทพถือดีในศักดิ์ศรี  หากจะยกทัพข้ามมา  ต้องผ่านทางสะพานเชื่อมสองแดนแห่งนี้เท่านั้น  ดังนั้นจุดเริ่มต้นของพวกมันจึงอยู่ที่นี่ มีแต่กำจัดสำนักกระบี่อมตะเท่านั้นจึงจะยึดครองเมืองผิงเหยา  และควบคุมสะพานแห่งนี้ได้”


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย มีแต่พรรคมารที่จะคิดค้นแผนการลึกซึ้งเช่นนี้ได้ และคงมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่รู้ทันแผนการของพวกมาร ด้วยเหตุนี้สองเผ่าพันธุ์จึงต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน  เหล่ามารโหดเหี้ยมอำมหิต  มนุษย์รักใคร่สามัคคี  ทำให้ผ่านมาหลายพันปียังไม่มีฝ่ายใดถูกลบล้างไป  มีเพียงแค่สงครามครั้งสุดท้ายเท่านั้นที่มนุษย์พ่ายแพ้จนต้องหลบหนีเข้าแดนเทพ และเมื่อเหล่ามารยังขวัญกล้าบังอาจบุกข้ามไป  จึงถูกทัพเกรียงไกรของเหล่าเทพร่วมกับชาวยุทธ์ที่ยังคงยืนหยัดได้จู่โจมจนพ่ายแพ้  กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินปล่อยมือจากกลางหลังของสหาย เขาใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวกลับไปยังชั้นสองของร้านอาหาร โดยมีหลิวหนิงเทียนที่ฟื้นคืนกำลังภายในบางส่วนตามติดมาด้านหลัง ทั้งสองทิ้งตัวลงบนร้านอาหารที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน  ผู้มาดื่มกินล้วนถูกคนของสำนักกระบี่อมตะขับไล่ไปจนหมดแล้ว 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม  ส่วนหลิวหนิงเทียนนั่งขัดสมาธิบนพื้น  ทั้งสองล้วนเงียบงัน  หนึ่งคนดื่มกิน  หนึ่งคนฟื้นฟูลมปราณ  เป็นบรรยากาศที่กลมกลืนลงตัว


            เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม  วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมองดูถ้วยสุราของตนเอง  เขาคล้ายกับพบเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง  มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาหยุดดื่มกิน  หลับตาลงฟื้นฟูลมปราณพร้อมกับสหาย  ช่วงที่เขาหลับตาอยู่นั้นมีบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถรอดพ้นจากโสตของยอดฝีมืออย่างเขาได้  เสียงวัตถุเท่ากับเม็ดทรายสองสามเม็ดตกลงไปในถ้วยสุราของตนเอง คนเมื่อลืมตาขึ้นก็ซัดขว้างถ้วยสุรานั้นออกไป 


            ถ้วยสุราพุ่งออกไปพร้อมกับพลังลมปราณมหาศาล  มันกระแทกหน้าต่างจนแหลกสลาย ปรากฏคนแขนเดียวใส่ชุดดำผู้หนึ่งฟาดฝ่ามือออกไปต้านรับถ้วยสุราทรงพลังนั้น  แต่คนผู้นี้ผิดแล้วผิดเล่า  ถ้วยสุราระเบิดออกมาทันทีเมื่อปะทะกับฝ่ามือ  แขนของคนผู้นั้นกลายเป็นเศษเนื้อปลิวว่อน  จากคนแขนเดียวกลายเป็นไร้แขนในทันใด  คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้  นอกจากบิดาแห่งเชื้อโรคหลวนคุน มันร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดคล้ายสุกรถูกเชือดคอ  ร่างของมันพุ่งชนกับประตูจนทะลุเป็นรู  จากไปพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนน่าสยดสยอง


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินส่ายหัวด้วยความขบขัน เศษเดนกเฬวรากเช่นนี้กลับคิดสร้างผลงานชิ้นใหญ่  สมควรแล้วที่มันสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง  ปล่อยให้มันจากไปพร้อมความพิการที่สูญเสียสองแขนไป  แล้วแขนอีกข้างหนึ่งของมันถูกใครเฉือนทิ้ง  เขาหาได้ใส่ใจกับปัญหาเช่นนี้ไม่ 


            ศึกใหญ่กำลังจะมาถึง สมควรออมแรงเอาไว้จัดการกับยอดฝืมือที่แท้จริง