(จบ) ตำนานจอมเวทย์วงแหวนที่หก

บทที่ 174: ลิงหน้ามนุษย์

บทที่ 174:ลิงหน้ามนุษย์

 

 

 

ยายเฒ่าแคลเลนมองตามเงาดำนั้นไม่ทันว่าแท้จริงแล้วมันคือปีศาจชนิดใดนางรู้เพียงว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ หลังเหตุการณ์นั้นทั้งคณะเดินทางต่างก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นเท่าตัวบรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม

 

คู่รักพ่อมดที่ก่อนหน้านี้ยังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างอารมณ์ดีบัดนี้เงียบลงแล้ว พวกเขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าพวกตนกำลังเหยียบย่างอยู่ในซากปรักหักพังหนองมรณะสถานที่ที่ต้องระวังทุกฝีก้าวหากยังอยากมีชีวิตรอดกลับไป

 

เฮรัค และคนอื่นๆ เดินหน้าต่อไปได้ไม่นานเสียงสากซ่าในพงไม้เบื้องหน้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทั้งกลุ่มต้องชะงักฝีเท้าลง

 

ลิงตัวหนึ่งที่ยืนด้วยสองขาเยี่ยงมนุษย์กระโดดลงมาจากกิ่งไม้จ้องมองมายังพวกเขาทุกคนด้วยสายตาเขม็ง

 

ยายเฒ่าแคลเลนรีบหยิบผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าทันทีพร้อมตะโกนสั่งเสียงหลงว่า

 

“นั่นมัน 'ลิงหน้ามนุษย์'!เร็วเข้า! ปิดหน้าพวกเจ้าเดี๋ยวนี้!”

 

คนอื่นๆต่างงุนงงว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้น แม้ในใจจะรู้สึกกระอักกระอ่วนแต่ก็รีบหยิบฉวยสิ่งของใกล้ตัวขึ้นมาปิดบังใบหน้าตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ทว่า...ทุกอย่างกลับสายเกินไปเสียแล้ว

 

ลิงหน้ามนุษย์ตัวนั้นสูงราวสองเมตรร่างกายมิได้กำยำล่ำสัน หากแต่ผอมแห้งจนดูราวกับไม้เสียบใบหน้าของมันเดิมทีไม่ต่างจากลิงทั่วไปทว่ายามนี้กลับเริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปทรงไปอย่างน่าสยดสยอง ไม่นานนักใบหน้าของมันก็กลายเป็นใบหน้าของมนุษย์ที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด

 

เฮรัคเพ่งมองดูแล้วก็ต้องชะงักเพราะใบหน้าที่ปรากฏบนร่างลิงนั้นคือใบหน้าของเขาเอง...เหมือนราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกันทุกกระเบียดนิ้ว!

 

ยายเฒ่าแคลเลนกรีดร้องออกมาด้วยความตระหนก

 

“จบสิ้นกัน! เฮรัค! เร็วเข้า! จับมันไว้!ห้ามให้มันหนีไปได้เป็นอันขาด!”

 

สีหน้าของ เบลก เคร่งขรึมลงทันทีเขารีบอธิบายให้เฮรัคและคนอื่นๆ ที่ยังยืนงงอยู่ฟังว่า

 

“ลิงหน้ามนุษย์คือปีศาจหายากที่พบได้เฉพาะในซากปรักหักพังหนองมรณะแห่งนี้มันจะลอกเลียนใบหน้าของมนุษย์ที่มีรูปโฉมงดงาม และหลังจากนั้น ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นกับลิงตัวนี้ จะสะท้อนกลับไปยังเจ้าของใบหน้าที่ถูกลอกเลียนทันที”

 

“ในเมื่อมันลอกเลียนใบหน้าของเฮรัคไปแล้วนั่นหมายความว่าหากมีใครตัดหัวลิงตัวนี้ เฮรัคย่อมต้องสิ้นใจตามไปด้วย!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวใจของเฮรัคก็เย็นเฉียบลงถึงขั้วเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกเช่นนี้เกินกว่าจะคาดเดาและแทบไร้ทางป้องกันเขาเพียงแค่ช้าไปเสี้ยววินาทีก็ถูกมันชิงโฉมไปเสียแล้วและดูเหมือนความหล่อเหลาที่สุดในกลุ่มจะทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายเดียวของมัน

 

“แล้วมีวิธีแก้ไขหรือไม่ท่าน?” เฮรัคเอ่ยถาม

 

เขารู้สึกลำบากใจยิ่งนักเพราะคุณสมบัติของลิงหน้ามนุษย์ทำให้มันกลายเป็นตัวอันตรายที่แตะต้องมิได้การทำร้ายมันก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายพวกเขาต้องจับตัวมันให้ได้โดยห้ามให้มันได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วนแล้วค่อยหาทางถอนคำสาปลอกเลียนหน้า

 

ยายเฒ่าแคลเลนเอ่ยตอบว่า“การจะให้ลิงหน้ามนุษย์เลิกลอกเลียนใบหน้าของเจ้า มีเพียงสองวิธีเท่านั้น...หนึ่งคือต้องหาผู้ที่มีรูปโฉมงดงามกว่าเจ้ามาอยู่ตรงหน้ามันเพื่อให้มันเปลี่ยนเป้าหมายหรือสอง... เจ้าของใบหน้าที่ถูกลอกเลียนต้องสิ้นชีพลง”

 

เฮรัคถึงกับมึนงงทันที หาคนที่หล่อเหลากว่าตัวเขาอย่างนั้นหรือ?นับว่ายากเย็น ยิ่งในสถานที่รกร้างลึกลับเช่นนี้จะไปหาบุรุษรูปงามเช่นนั้นมาจากที่ใดกัน

 

“มันกำลังจะหนีแล้ว!ต้องจับมันมาให้ได้!” ยายเฒ่าแคลเลนเตือนสติ

 

เฮรัคเงยหน้าขึ้นเห็นลิงหน้ามนุษย์ส่งเสียงร้องแหลมก่อนจะกระโจนขึ้นสู่ยอดไม้และเตรียมจะหลบหนีไปเขารู้ดีว่าหากปล่อยมันไปในตอนนี้ ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของหนองมรณะเขาคงไม่มีทางตามหามันพบอีก และหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขเขาอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือตายตกไปโดยไม่รู้ตัวในวันหน้า

 

เฮรัคตัดสินใจพุ่งทะยานตามมันไปในทันที

 

เบลกตะโกนไล่หลังมาว่า “อย่าตามไปไกลนัก!พวกเราจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้!”

 

“ให้เวลาเจ้าเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นหากเกินกว่านั้นพวกเราจำเป็นต้องเดินทางต่อ!”ยายเฒ่าแคลเลนเสริมด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

 

พวกเขาจำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนส่วนใหญ่ในทีมเป็นสำคัญการวิ่งพล่านไปทั่วซากปรักหักพังอย่างไร้ทิศทางนับเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปแม้จะเป็นพ่อมดสภาวะผลึกก็ยังอาจเผชิญกับอันตรายจนสิ้นชื่อได้

 

ปัญหาของลิงหน้ามนุษย์เฮรัคจึงจำต้องเป็นผู้จัดการด้วยตนเอง

 

เฮรัคไล่ตามลิงหน้ามนุษย์ไปอย่างไม่ลดละแต่มันว่องไวเหลือเชื่อทำให้เขายังเข้าไม่ถึงตัวเมื่อเห็นว่าตนเองแยกห่างจากกลุ่มมาไกลพอสมควรแล้วเฮรัคจึงตัดสินใจเปิดใช้งานรอยประทับสายเลือดบรรพชนเทพสายฟ้าทันที

 

พลังแห่งสายเลือดทำงานฉับพลันเสริมสร้างทั้งพละกำลังและความเร็วให้แก่เฮรัคอย่างมหาศาลพลังนั้นปะทุออกมาอย่างต่อเนื่องโดยมีรอยประทับกลางหน้าอกเป็นศูนย์กลางควันสีดำเริ่มแผ่ขยายไปทั่วร่างกายของเขา

 

คราก่อนที่เขาปลดปล่อยพลังนี้มันถูกเจตจำนงของโลกในมิติพ่อมดกดทับไว้จนแทบแสดงอานุภาพไม่ได้แต่ในซากปรักหักพังแห่งนี้ การกดทับนั้นกลับเบาบางลง

 

พลังสีดำจึงแผ่ซ่านปกคลุมร่างของเขาราวกับอาภรณ์โลหะที่มันวาวในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

“เชนหลาน ประเมินการเสริมพลังจากรอยประทับสายเลือดเดี๋ยวนี้”เฮรัคสั่งการ

 

เขาสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงร่างกายของเขาถูกยกระดับขึ้นในทุกมิติ

 

“รายงานข้อมูลการเสริมพลัง:

 

พละกำลัง +25.3

 

ความว่องไว +25.7

 

ความทนทาน +25.5”

 

เชนหลานรายงานผ่านชิปพันธุกรรม

 

ค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นกว่ายี่สิบแต้มในทุกด้านทำให้เขารู้สึกราวกับได้เปลี่ยนจากมนุษย์ธรรมดากลายเป็นอสุรกายและนี่ก็ยังมิใช่พลังทั้งหมดของรอยประทับสายเลือด

 

เขาสัมผัสได้ว่ายังมีขุมพลังลึกลับที่ยังมิได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกมากเนื่องด้วยที่นี่มิใช่มิติห้วงอเวจีที่แท้จริงพลังของเขาจึงยังถูกจำกัดอยู่ในระดับเริ่มต้นเท่านั้น

 

“มัลคอล์ม...จงภาวนาเถิดว่าอย่าได้มาพบข้าในยามนี้” เฮรัคพึมพำด้วยความมั่นใจเขารู้สึกว่าตนเองสามารถบดขยี้พ่อมดสภาวะผลึกให้แหลกคามือได้ด้วยหมัดเดียว

 

“เชนหลานจงคำนวณว่าหากข้าเปิดใช้งานเวทเสริมพลังทั้งหมด ค่าสถานะของข้าจะพุ่งไปถึงระดับใดและจงบันทึกสภาพนี้ไว้ในชื่อ ‘ขั้นที่หนึ่ง’”

 

“รายงานข้อมูล‘ขั้นที่หนึ่ง’ หลังรวมเวทเสริมพลัง:

 

พละกำลัง 62.5

 

ความว่องไว 58.6

 

ความทนทาน 63.3

 

พลังจิต 52.6”

 

เชนหลานรายงาน

 

เมื่อเห็นตัวเลขที่น่าตกใจนี้เฮรัคมั่นใจว่าในสภาวะ ‘ขั้นที่หนึ่ง’เขาจะสามารถสังหารพ่อมดสภาวะผลึกได้อย่างง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

 

ทว่าพลังอันมหาศาลนี้กลับมาพร้อมข้อจำกัดที่ร้ายแรงหากมิใช่เพราะอยู่ในซากปรักหักพังหนองมรณะ เขาคงมิอาจเข้าสู่สภาวะนี้ได้และที่สำคัญที่สุดคือห้ามมิให้พ่อมดคนใดล่วงรู้เด็ดขาดเพราะยามนี้ตัวเขามีกลิ่นอายของมิติห้วงอเวจีรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

 

หากเรื่องนี้ถึงหูพ่อมดจากดินแดนรุ่งอรุณเขาคงถูกประหารในฐานะปีศาจที่แฝงตัวมาอย่างแน่นอน

 

 

คล้ายกับเรื่อง(จบ) ตำนานจอมเวทย์วงแหวนที่หก ที่คุณอ่าน