ตอนที่ 313 ใต้หุบเหว
เผ่าจิตวิญญาณคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่พบได้ยากในอาณาจักรไฟกัลป์ หากจะกล่าวให้ถูกต้องยิ่งกว่าคือพบได้ยากในฝั่งปีกเกือกขวาของมหาทวีป รกรากของพวกเขานั้นอยู่ที่บริเวณแหลมเขตล่างสุดของปีกเกือกซ้ายของมหาทวีป
ด้วยขนาดของมหาทวีปและความมโหฬารของอ่าวใต้บาดาลที่แบ่งปีกเกือกขวาและซ้ายแยกจากกัน การสัญจรข้ามฝั่งจึงมักเกิดขึ้นบริเวณติดชายทะเลของส่วนโค้งด้านบนของมหาทวีป
การเดินทางข้ามทางบกนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เส้นแบ่งของการสัญจรทางบกคือหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว เขตอันตรายที่แม้แต่อริยะยังมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอดชีวิต
การโดยสารทางอากาศนั้นสามารถกระทำได้ แน่นอนว่าผู้ครอบครองธุรกิจด้านนี้ย่อมเป็นกลุ่มการค้าเชียนเป่า แต่เพราะราคาที่สูงจากต้นทุน กลุ่มการค้าอิสึกะจึงสร้างการข้ามฝั่งด้วยเรือที่ถูกแต่กินเวลานานกว่าโดยมีลูกค้าหลักคือนักผจญภัยและพ่อค้าแม่ค้า
หากจะให้ข้ามฝั่งจากทางจุดอื่น โดยส่วนมากแล้วผู้ที่กระทำได้คือโจรสลัดชื่อดังที่รับค่าจ้างราคาสูง พวกเขาคือคนไม่กี่กลุ่มที่สามารถข้ามผ่านอ่าวใต้บาดาลได้
ดังนั้นขุมกำลังต่าง ๆ ที่ติดกับบริเวณส่วนโค้งด้านบนของมหาทวีปจึงมีความหลากหลายของประชากรมากกว่าขุมกำลังที่ตั้งรกรากอยู่บริเวณปีกเกือก ดังเช่นอาณาจักรไฟกัลป์ที่อยู่ส่วนโค้งด้านบนปีกเกือกขวาและอาณาเขตแห่งการศึกษา ที่ตั้งของโรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในทวีป หอสมุด ณ นครรูนิค ที่ตั้งอยู่ส่วนโค้งด้านบนปีกเกือกซ้าย
ในทางกลับกัน ขุมกำลังใหญ่อย่างเผ่ารูเบียสกับซือบาสทางฝั่งปีกเกือกขวาและศาสนาปฐมมันตรากับศูนย์หลักสมาคมนักผจญภัยทางฝั่งปีกเกือกซ้ายก็จะมีความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ลดหย่อนลงไปจากความยากในการเทียบท่า
อีกเหตุผลสำคัญที่เผ่าจิตวิญญาณหรือนั้นยากแก่การพบในพื้นที่แถบนี้นั้นเป็นเพราะจำนวนของพวกเขาเอง พวกเขานั้นมีประชากรทั้งหมดเหลืออยู่เพียงไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น
ถือเป็นจำนวนที่น้อยเสียยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์ชั้นรองอย่างเผ่าใต้บาดาลหรือเผ่ากิกันที่มีจำนวนในหลักล้าน พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาเพียงเผ่าพันธุ์เดียวในมหาทวีปที่ไม่มีขุมกำลังระดับสูงของตนเอง
ในสมัยก่อนที่นิทานยังไม่รับรู้เรื่องการขีดเขียนชะตามากนัก เขาเพียงคิดว่าไม่มีขุมกำลังของตนเองนั้นหมายถึงเพราะพวกเขามีจำนวนน้อย หากในตอนนี้นิทานกลับตีความหมายได้อีกรูปแบบหนึ่ง
เผ่าจิตวิญญาณไม่มีผู้สลักนามไว้ในกาลเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่
ต่างกันกับขุมกำลังอื่นที่มียอดคนเหล่านั้นเป็นผู้นำ เผ่าจิตวิญญาณที่ขาดผู้นำบางทีอาจจะเริ่มตกต่ำมาตั้งแต่สมัยยุคแห่งเทพอสูร พวกเขาเป็นเผ่าที่มีลูกยากโดยธรรมชาติ ร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเป็นพิเศษหรือมีอวัยวะที่ผ่านการขัดเกลาโดยสายเลือดอย่างเผ่าซือบาสและรูเบียส แต่สิ่งที่พวกเขามีคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับมหานทีรากวิญญาณที่สูงส่งกว่าปกติ
สิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาตัวตนและค้นพบคำแห่งพลังแต่อย่างใด พวกเขาเพียงมีพลังจิตวิญญาณมากกว่าเผ่าอื่น รวมถึงบางคนอาจสามารถใช้งานพลังจิตวิญญาณได้คล่องแคล่วเป็นพิเศษ บางทีก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ประหลาด ๆ อย่างญาณหยั่งรู้มากกว่าปกติ
ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ในสถานะของเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่ตกต่ำ หากแต่ก็ไม่อ่อนแอจนถูกเผ่าพันธุ์ชั้นรองสะกดข่ม อูฐที่ผอมโซยังคงตัวใหญ่กว่าม้า มันเพียงไม่อาจเทียบเท่าอูฐที่แข็งแรงเท่านั้น
นิทานไม่เคยพบเห็นเผ่าจิตวิญญาณมาก่อน เขาเพียงแยกได้จากลักษณะภายนอกที่โดดเด่นเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเผลอหันสายตาไปจ้องชายคนนั้นโดยตรง
ชายคนนั้นราวกับสัมผัสสายตาของเรนเดลที่หันมามองได้ เขาหันจ้องกลับไปด้วยสายตานิ่งเฉย ไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด ภายในดวงตาสีขาวขุ่นนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ แม้แต่สีหน้าก็มิได้มีความเคลื่อนไหว
หากไม่ใช่เพราะภาพจากพลังอาณาเขตที่คีตาส่งมา ตัวนิทานเองก็คงไม่ทราบว่ามือข้างซ้ายของเขาที่หลบอยู่ในแขนเสื้อนั้นกระตุกน้อย ๆ
ระวังตัวโคตร แถมยังพร้อมโจมตีทันทีด้วย พวกนักผจญภัยประสบการณ์หนาอย่าไปยุ่งเลย ความคิดของนิทานถูกถ่ายทอดส่งไปให้คีตาอย่างรวดเร็ว คนจำพวกที่ระวังตัวจัดและตั้งสติประเมินสถานการณ์รวดเร็วเช่นนี้อย่าไปยุ่งจะเป็นดีที่สุด
บุคคลจำพวกนี้คือคนประเภทที่นิทานไม่ยากเข้าไปยุ่งด้วยมากที่สุด เขาเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากสมัยที่เขาเป็นหน่วยลาดตระเวน เขาในตอนนั้นนึกสนุกลอบติดตามนักผจญภัยระดับนักสลักคนหนึ่งที่เขาเจอในป่า แต่นักผจญภัยคนนั้นระวังตัวแจ เขาที่ยังเป็นเพียงแรกเกิดจึงถูกโจมตีสวนมาโดยที่ไม่ทันได้อธิบาย โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขานั้นรอดชีวิตมาได้
นิทานทำทีเป็นเบิกตากว้างเล็กน้อยยามที่เห็นว่าชายเผ่าจิตวิญญาณคนนั้นหันมาสบตา เรนเดลรีบลุกลี้ลุกลน ก้มหัวขอโทษที่เสียมารยาท ก่อนจะหันกลับไปพูดคุยกับนักบวชหญิงที่หันมายิ้มให้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้สืบสาวเรื่องราวต่ออย่างใด ในฐานะของเผ่าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ การจะโดนคนมองนานเกินไปบ้างเป็นเรื่องที่เขาพบอยู่เป็นประจำ แม้กระนั้นมือข้างซ้ายของเขาก็มิได้เผยออกมาจากเสื้อแต่อย่างใด
เรนเดลไม่ได้อยู่ที่โบสถ์แห่งนั้นนาน เธอเพียงเข้ามาแจ้งต่อวิหารในพื้นที่เรื่องจุดหมายของการแสวงบุญของเธอเท่านั้น
หากเป็นฝั่งปีกเกือกซ้ายของมหาทวีปนักบวชแสวงบุญหลายคนมักตั้งจุดมุ่งหมายเป็นนครเฟเบิล ไปกราบกรานมหาวิหารนักบุญวีเบียน แต่สำหรับนักบวชจากฝั่งปีกเกือกขวานั้นต่างออกไป
เนื่องด้วยความยากในการข้ามฝั่งพวกเขาส่วนใหญ่จึงมิได้มีจุดมุ่งหมายเป็นมหาวิหารนักบุญวีเบียน จุดมุ่งหมายล้วนเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบุคคลและเป็นเพียงการทำตามหัวใจ บางทีการแสวงบุญของนักบวชคนหนึ่งอาจจบลงภายในเวลาเพียงหนึ่งวันหรือต่อเนื่องหลายสิบปี
นิทานเพียงมาแจ้งคร่าว ๆ ว่าตนต้องการเข้าไปในป่าเขตชายแดน แม้หญิงชราจะเป็นห่วงเธอย่อมไม่อาจห้ามนักบวชธุดงค์ได้ เธอเพียงกล่าวคำอวยพรและกำชับว่าหากมีโอกาสให้แวะเวียนมาเยี่ยมวิหารแห่งนี้อีกครั้ง
เมื่อจัดการทุกสิ่งจนเรียบร้อยในที่สุดจึงถึงเวลาที่นิทานจะได้เข้าป่าอีกครั้ง ป่าที่เขาเข้ามานับร้อย ๆ ครั้ง ป่าที่เขาสามารถหลับตาเดินได้ราวกับบ้านของตัวเอง
แผนที่ของป่านี้บริเวณรอบหมู่บ้านล้วนอยู่ในหัวของนิทาน โดยเฉพาะพื้นที่ทิศตะวันตกที่ติดกับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวที่เขามีแผนที่ในระยะกว่า 10กิโลเมตร ช่วงที่เขาขาดความรู้คือบริเวณหลังจากนั้นเป็นต้นไป
ถัดจากจุดที่เขาต่อสู้กับหมีขนมรกตไปอีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะเข้าสู่เขตชายป่า เป็นจุดอันตรายที่ก้ำกึ่งจะเป็นเขตแดนของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวแล้ว เมื่อออกจากป่าบริเวณนั้นไปจึงจะเป็นทุ่งโล่งแร้นแค้นที่ไร้พืชพันธุ์ใด ๆ เป็นทะเลทรายอันแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวออกไปยาวไกลกว่าระยะสายตา บริเวณนี้คือขอบนอกของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว พื้นที่ที่มีสัตว์อสูรระดับนักสลักอาศัยอยู่ยั้วเยี้ยและมีสัตว์อสูรระดับอริยะอาศัยอยู่ไม่น้อย
พื้นที่บริเวณนี้กินอาณาเขตกว้างไกลแค่ไหนไม่มีใครรับรู้ข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งที่ทุกคนรู้มีเพียงที่ใจกลางของทะเลทรายนั้นคือหุบเหวที่แบ่งแยกทวีปนี้ออกเป็นสอง ทอดตัวยาวไกลเหนือจรดใต้ ที่จุดทิศใต้สุดของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวคือน้ำตกใหญ่ไพศาล เชื่อมมหาสมุทรกับหุบเหวเข้าไว้ด้วยกัน
พื้นที่ด้านล่างสุดของหุบเหวมีสิ่งใดอยู่คือหนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดของมหาทวีป ใต้หุบเหวจุดที่ติดกับน้ำตกไพศาลนั้นรองรับน้ำปริมาณที่สามารถท่วมทั้งนครรัตนะได้ในพริบตาเป็นเวลาหลายพันปี หากมันกลับไม่เคยมีร่องรอยของน้ำหรือทะเลสาบใด ๆ แม้แต่ร่องรอยของน้ำในมหาสมุทรที่น้อยลงก็ไม่มี
ราวกับว่ามันถูกกลืนหายไป แล้วจึงไปโผล่ออกที่อีกซีกโลกหนึ่ง วนเวียนเป็นวัฏจักรที่เชื่อมโลกสองฝั่งไว้ด้วยกัน
นักวิชาการเชื่อกันว่าใต้หุบเหวนั้นคือหลุมใต้ดินขนาดยักษ์ที่เชื่อมกับมหาสมุทร ทำให้น้ำที่ไหลลงไม่อาจสังเกตเห็นได้ และเพราะเหตุนั้นหลายคนจึงเชื่อว่าหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวนี้มิได้หยุดทอดตัวลง ณ น้ำตกไพศาลนั้น หากกลับทอดตัวยาวไกลออกไปต่อเนื่องถึงส่วนใต้สมุทร
ทฤษฎีนี้มีผู้เชื่อมากขึ้นเมื่อหนึ่งในนักผจญภัยระดับผู้แสวงวิถีได้ออกมาประกาศว่าที่เหนือสุดของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวนั้นคือน้ำตกอีกแห่งหนึ่ง หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวนี้สมควรทอดตัวยาวเหนือจรดใต้อย่างแท้จริง มิได้เพียงจำกัดอยู่ที่มหาทวีป หากกลับตัดผ่านทั้งผืนโลกและผืนน้ำ แบ่งโลกนี้ออกเป็นสอง
จุดมุ่งหมายของนิทานไม่ใช่จุดที่ลึกถึงเพียงนั้น หากต้นหอมแสนลี้อยู่ภายในหุบเหวจริง เช่นนั้นก็โบกมือลาวัตถุดิบชิ้นนี้ได้เลย
จากการวิเคราะห์ของไพลิน เธอคิดว่าชายป่าติดทะเลทรายไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่ต้นหอมแสนลี้อยู่ ดังนั้นมันสมควรเป็นพื้นที่บางส่วนในทะเลทรายที่อุดมสมบูรณ์กว่าจุดอื่น อย่างเช่นโอเอซิส
ดังนั้นรูปแบบการค้นหาของนิทานจึงจะเป็นการค้นตามขอบของป่าในอาณาบริเวณที่ผู้พันลาลันตาวงไว้ หากไม่พบจึงมุ่งหน้าเข้าทะเลทรายไปตรวจสอบโอเอซิสขนาดกลางบริเวณนั้น และในพื้นที่เช่นนั้นการหลีกเลี่ยงการต่อสู้แทบจะเป็นไปไม่ได้
ด้วยความเร็วของทั้งสองในปัจจุบันพวกเขาไม่จำเป็นต้องค่อย ๆ เดินทางดังเช่นอดีต เพียงปลดปล่อยพลังจางหายและมุ่งตรงเข้าป่าด้วยความเร็วสูง นิทานเลือกหลบเลี่ยงสัตว์อสูรทั้งหลายเพื่อไม่ไปรบกวนระบบนิเวศของพวกมัน
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนิทานก็เข้ามาถึงป่าส่วนลึก พื้นที่ที่ลึกยิ่งกว่ารังของหมีขนมรกต ป่าบริเวณนี้เปลี่ยนสีไปจนเห็นได้ชัด ต้นไม้ใบหญ้าล้วนมีสีเขียวชอุ่มและรกชัฏกว่าป่าส่วนนอกมาก ราวกับว่าไม่เคยสิ่งมีชีวิตใดเยื้องย่างเข้ามาก่อน
หากเป็นเช่นนั้นจริงป่าเขตนี้คงปลอดภัยไปแล้ว พลังอาณาเขตของคีตานั้นบอกอีกอย่าง พื้นที่แถบนี้มีสัตว์อสูรระดับนักสลักอยู่หลายตัว เพียงในระยะ 3กิโลเมตรจากตัวเขาก็มีด้วยกันถึง 5ตัว
เป็นจำนวนที่มากเสียยิ่งกว่าในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ภาพลักษณ์ของป่าที่นิทานสามารถหลับตาเดินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ส่วนลึกของป่าเขตชายแดน ป่าที่เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไฟกัลป์และหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว