ตอนที่ 9 หมั้นหมายอย่างนั้นหรือ (2)
“เอ๊ะ...ครั้งก่อนตอนที่อยู่โรงแรมซิงลี่ นายยังบอกว่าไม่รู้จักเขาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอาศัยในบ้านเขาเร็วขนาดนี้
“บอกมาซะดีๆ เกิดอะไรขึ้น” หลี่เหยียนหรี่ตาลง พลางยกแขนกำยำขึ้นอวดกล้ามเนื้อลูกหนูที่โคนแขน ‘ถ้าไม่บอกละก็ จะจับมาฝึกซ้อมซะเลย’
เมื่อก่อนพี่หลี่ฝึกยูโดมาโดยเฉพาะ ก่อนจะมาเป็ผู้จัดการส่วนตัวในซิงเย่าก็อยู่ขั้นเจ็ดแล้ว คนที่ยูโดอยู่ในขั้นเก้าถึงสิบโดยทั่วไปต่างเป็ตัวแทนประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็ผู้เล่นในระดับนานาชาติแล้ว ได้ยินว่าตอนแรกพี่หลี่ถูกเลือกเป็ทีมชาติ แต่สุดท้ายเพราะสาเหตุอื่นเลยไม่ได้ไปรายงานตัว ภายหลังก็มาเป็ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงที่ซิงเย่า
พอคิดถึงตัวเองเมื่อก่อนที่ถูกพี่หลี่ทุ่มด้วยท่าต่างๆ ในสนามกีฬา ถูกกดลากลงบนพื้น ไร้ซึ่งแรงตอบโต้ ความทรงจำเหล่านี้ลึกซึ้งเกินไป พอย้อนคิดไปแล้วก็พลันเจ็บหน้าขึ้นมา
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “ถ้าผมบอกว่าพวกเราหมั้นกัน พี่จะเชื่อไหม”
ฟ้าผ่าลงกลางวันแสกๆ อีกครั้ง หลี่เหยียนชะงักนิ่งกับที่ ตกตะลึงจนพูดไม่เป็ภาษาเล็กน้อย “พวกนาย ผู้ชายสองคนจะไปหมั้นกันได้ยังไง นายกำลังพูดเื่ตลกงั้นเหรอ
“พวกนายทั้งสองฝ่ายก็ตกลงเนี่ยนะ” เสิ่นซีโหลวยังคงพยักหน้า
โลกของหลี่เหยียนราวกับถล่มทลายลง แถมถ้าเื่นี้แพร่งพรายออกไป อีกฝ่ายจะหาทางลงให้เขาอย่างไร คิดได้ดังนั้นก็อยากจะทุบเสิ่นซีโหลวให้แบนจริงๆ ‘เ้าเด็กนี่ช่างขยันหาเื่ซะจริง’
เสิ่นซีโหลวเห็นท่าทางของพี่หลี่ั้แ่ไม่อยากเชื่อ ไปจนถึงขมขื่นและคั่งแค้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ดุร้ายจนอาจฆ่าคนได้ ก็ลอบพูดขึ้นในใจ ‘เป็พ่อแม่ที่กำหนดเอาไว้ตอนที่พวกตนยังอยู่ในท้อง นี่ก็ไม่นับว่าหลอกลวงละมั้ง
‘ใครใช้ให้พี่หลี่เอะอะก็ข่มขู่ด้วยการฝึกซ้อมกันล่ะ ถือว่าผมเอาคืนได้แล้ว’ ปล่อยให้เขาปวดหัวไปเถอะ! หึๆ
ไม่ทันไรรถก็หยุดลง เสียงอู๋เฮ่าดังขึ้นในความเงียบสงัด “พี่เสิ่น ถึงแล้วครับ”
เสิ่นซีโหลวเหลือบมองคนที่ยังไม่ได้สติจากเื่เมื่อครู่แล้วเอ่ยปากพูด “พี่หลี่ ผมลงแล้วนะ”
หลี่เหยียนตอบอืมอย่างเหม่อลอย อู๋เฮ่านั้นก้าวลงไปเปิดประตูรถรออยู่ก่อนแล้ว เสิ่นซีโหลวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในวิลล่า พี่หลี่เอ่ยเรียกให้หยุด ทั้งยังจ้องตาเขาด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนพูดอย่างเคร่งขรึม “ถ้านายตัดสินใจแล้ว ทางด้านบริษัท ฉันจะคิดหาวิธีเก็บเื่นี้ไว้ แต่เวลาปกตินายต้องระวังตัวให้มาก อย่าให้โดนคนถ่ายรูปได้เป็อันขาด”
เหมือนพี่หลี่จะเชื่อไปแล้วจริงๆ แถมยังคิดไตร่ตรองให้เขาอย่างรอบคอบขนาดนี้ ‘ถ้าตอนนี้ฉันบอกไปว่าอำเล่น เขาจะทุ่มฉันข้ามไหล่เลยหรือเปล่า โยนจนครึ่งตัวใช้การไม่ได้แบบนั้น คิดดูก็น่ากลัว วันนี้จังหวะไม่ดี รอสักพักค่อยอธิบายให้พี่หลี่ฟังแล้วกัน’
“ได้ครับ ขอบคุณครับพี่หลี่ ผมจะระวัง!” เสิ่นซีโหลวโบกมือให้อู๋เฮ่าที่ยืนยิ้มมองมาที่ตนอยู่ไกลๆ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในวิลล่า
เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เ้าเอซที่หมอบอยู่บนโซฟาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พอเห็นว่าเป็เขาก็ะโจากบนโซฟามากระโจนใส่อ้อมแขน เหมือนกับเห็นแฟนตัวเองกลับบ้านแล้วดีใจไม่หยุดแบบนั้น
หยางสวินที่ตอนแรกกำลังจัดเก็บข้าวของ เห็นเขาอุ้มเ้าเอซเดินเข้ามาก็ยิ้มแช่มชื่นแล้วถาม “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหมครับ วันนี้พี่หลิวทำเหอฮวาซู[1]ที่คุณชอบกินด้วย”
เสิ่นซีโหลวกวาดตามองในห้องนั่งเล่นก็ไม่เห็นใคร ปกติเวลาที่กู้อู๋เหยียนว่างมักชอบนั่งบนเก้าอี้แมกโนเลียที่ติดหน้าต่างพลางอ่านหนังสือ ตนมาอยู่ได้สามสี่วัน ไม่เคยเห็นเขาออกไปข้างนอก ทุกวันนอกจากไปวิ่งตอนเช้า โดยทั่วไปเ้าตัวจะอยู่ติดบ้าน
“วันนี้ผมไปถ่ายปกมา เหนื่อยนิดหน่อย ผมว่าจะขึ้นไปพักผ่อนก่อนครับ ตื่นมาค่อยกิน”
ขณะก้าวเท้าเตรียมขึ้นข้างบน เขายังสองจิตสองใจอยู่สักพัก ก่อนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ “ลุงหยาง กู้อู๋เหยียนไม่อยู่บ้านเหรอครับ”
หยางสวินเห็นเขาถามถึงเสี่ยวเหยียนจึงเอ่ย “วันนี้คุณเหยียนไปบริษัทครับ อาจจะกลับดึกหน่อย!”
เสิ่นซีโหลวพยักหน้า พลางก้าวเท้าที่เมื่อครู่หยุดชะงักขึ้นข้างบนไป
เชิงอรรถ
^ ขนมดั้งเดิมอันเลื่องชื่อของหังโจว ทำจากแป้งปั้นสีชมพู สอดไส้มะพร้าวไว้ด้านใน โดยใช้มีดกรีดตัวแป้งให้เป็นกลีบดอก จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ตรงส่วนที่กรีดเอาไว้จะบานออกเหมือนดอกบัว