ตุ๊บ! องค์ชายสามที่ถูกผลักกลิ้งหล่นจากเตียง จางฟานอวี้ที่เป็ผู้ผลักรีบยื่นหน้าออกไปดู เมื่อเห็นว่าหลงเฉิงยังไม่ตื่นขึ้นมาก่นด่าก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“เมาขนาดนี้ ถ้าจำสิ่งที่รับปากไว้ไม่ได้ล่ะ” ฟานอวี้พูดกับตนเอง ก่อนจะส่ายหัวไล่ความคิด แล้วก้าวลงเตียงไปลากคนเมาให้ขึ้นมานอนบนเตียง
“ความเมาเนี่ยเป็จุดอ่อนไม่พอ มันลำบากผู้อื่นด้วยนะเพคะ”
ตัวขององค์ชายสามที่ฟานอวี้กะเกณฑ์ดูแล้วน่าจะเกือบร้อยเก้าสิบเิเของโลกปัจจุบัน ทำให้ตัวนางที่สูงเพียงแค่ร้อยหกสิบหลังโกงความสูงด้วยการยกโคนผมลำบากไม่น้อย ไหนจะมัดกล้ามเนื้อของคนฝ่ายบู๊ที่ออกกำลังอยู่เป็ประจำนั่นอีก กว่านางจะดึงขึ้นมาสำเร็จเล่นเอาฟานอวี้หอบหายใจเหนื่อยเกือบตาย
“หน้าตาก็ดี เหตุใดเป็คนพูดจาดีกว่านี้หน่อยไม่ได้กัน” จางฟานอวี้กอดอกมององค์ชายสามที่หลับไม่รู้เื่ราว เทน้ำใส่อ่างคิดจะเช็ดตัวให้เขาสบายขึ้น แต่แล้วความคิดสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
เื่ที่ขอติดตามไป แม้โจวหลงเฉิงรับปากแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจลืมคำที่ให้ไว้ หรืออาจเปลี่ยนใจภายหลังขึ้นมาก็ได้ หากนาง้าทำลายองค์ชายรอง มันจำเป็อย่างยิ่งที่องค์ชายสักพระองค์จะต้องเป็ผู้ออกหน้า และมีอยู่หนึ่งวิธีที่ไม่ว่าจะอย่างไรองค์ชายสามก็ไม่อาจสละนางทิ้งได้โดยไม่กระทบต่อชื่อเสียงตนเอง
“ชาติก่อนข้าผิดต่อท่าน ชาตินี้ก็กำลังจะผิดต่อท่าน อภัยให้ข้าเถิด…แต่ก็ได้มาเกิดใหม่แล้ว ถือว่าหายกันได้หรือไม่”
ฟานอวี้พูดกับตัวเองคล้ายคนเสียสติ “แล้วก็มีแค่องค์ชายสามเท่านั้นที่สามารถเป็หมากในกระดานแก้แค้นครั้งนี้ องค์ชายสี่..ตายแล้วหรือไม่” นางพยายามนึกย้อนแต่ก็คิดอันใดเกี่ยวกับองค์ชายผู้นี้ไม่ออกเลย
“องค์ชายห้าก็เด็กเกินไป องค์ชายใหญ่ อันนี้มั่นใจว่าตายแน่ๆ เห็นไหมเพคะ ไม่มีทางเลือกเลย เพราะฉะนั้น…อภัยให้กันด้วยเถิด” เมื่อคำนับขออภัยเต็มพิธีการแล้ว ฟานอวี้ก็เหลือเพียงความแน่วแน่ เดินไปปิดม่านเอาไว้ จุดตะเกียงให้พอมีแสง การกระทำนี้อาจทำให้องค์ชายสามเกลียดนางไปตลอดกาลหากได้รู้ความจริง แต่จะมีทางใดให้ฟานอวี้ได้เลือกอีกเล่า
อาภรณ์ของเขาถูกถอดออกจนไม่เหลือไว้สักชิ้นเดียว จากนั้นจางฟานอวี้ก็เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ตนเองสวมอยู่ออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงร่างเปลือยเปล่าเฉกเช่นเดียวกัน หากทุกคนรวมถึงตัวเขาคิดว่าข้าวสารเปลี่ยนเป็ข้าวสุกไปเสียแล้ว การจะทอดทิ้งก็มิใช่ว่าทำง่าย ต่อให้เป็คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็ยังต้องรับเข้าไปเป็ดูแล ไม่สามารถยอมเสี่ยงให้ศัตรูเอาเื่นี้ยกมาเป็ข้อครหา โจมตีระดับคุณธรรมของตัวองค์ชายสามในภายหน้า
งิ้วฉากนี้หากไม่แเีหัวคงได้หลุดจากบ่า ฟานอวี้จึงจิกเล็บลงไปบนแผลตน เอาเืหยดไว้บนผ้าปูเป็หลักฐาน นางสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ศีรษะเอนนอนอยู่บนแผงอกกว้าง มือสั่นเทาจนไม่กล้าเอาไปัักายของหลงเฉิง แต่สุดท้ายก็ต้องเอื้อมมือไปวางไว้บนบ่ากว้างนั้น หากผู้ใดมาพบเห็นย่อมไม่อาจตีความเป็อื่นไป
“เพื่อกำจัดชายผู้นั้น หม่อมฉันจำเป็” ฟานอวี้กระซิบเสียงแ่ หลับตาของตนลง แล้วให้เวลาและความเหนื่อยอ่อนพาหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทรา
.
.
.
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นายท่าน นายท่านขอรับ” เสียงของจางตงฟูปลุกโจวหลงเฉิงให้ตื่นขึ้นก่อน เขาก้มมองก็ต้องแปลกใจที่สตรีที่ทำท่ารังเกียจอยู่เมื่อครู่กลับมานอนซบอยู่บนอก แต่หัวที่ยังปวดตุบๆ เพราะฤทธิ์เหล้า ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“รอก่อน!” องค์ชายสามะโบอกคนของตนไปเช่นนั้น จากนั้นก็เรียกแม่นางนกต่อมากเื่ให้ตื่นขึ้น “ฟานอวี้ ตื่นก่อน ฟานอวี้!”
เมื่อเรียกแล้วไม่ตื่น องค์ชายสามจึงจับตัวนางเขย่า แต่เมื่อจับไปแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่าผิวกายของแม่นางน้อยผู้นี้ร้อนเป็ไฟ แต่ก่อนจะได้พลิกดูแผลก็ต้องใที่บนตัวจางฟานอวี้ไม่มีเสื้อผ้า และเมื่อก้มมองตนเองก็ไม่มีเสื้อผ้าเช่นกัน
มือใหญ่นั้นทุบขมับตนเองไปหลายที แต่ก่อนจะได้คิดหาคำตอบ เขาก็รีบดูแผลให้ฟานอวี้ก่อน หลงเฉิงเห็นว่ามันช้ำมากขึ้น ทั้งยังมีสีม่วงก่ำดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย ตามกรอบใบหน้ามีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาไม่น้อย เขาสวมอาภรณ์ลวกๆ เอาไว้ จากนั้นจึงไปจับจางฟานอวี้แต่งกาย แต่เพราะเบือนหน้าไม่ยอมมองจึงทำให้มือนั้นพลาดไปจับโดนแผล
“อ๊าาส์ เจ็บนะ ฮึก” ฟานอวี้รู้สึกตัวตื่นขึ้นทันที และอาจเป็เพราะฤทธิ์ไข้ บทนางเอกงิ้วเ้าน้ำตาที่คิดเอาไว้ก่อนหลับว่าอาจจะเล่นไม่ได้ กลับง่ายดายขึ้นเสียอย่างนั้น น้ำตาหลายสายพรั่งพรูออกมาพร้อมเพรียง
“องค์ชายสามทำอันใดหม่อมฉัน! ฮึก ฮือ องค์ชายเอาเปรียบสตรีไม่มีที่ไปเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” ฟานอวี้โวยวายออกมายกใหญ่ มือคว้าผ้าห่มมาห่อตัวเองเอาไว้ ถอยร่นไปจนหลังติดกำแพง เผยให้เห็นเืสีแดงหยดหนึ่งบนผ้าปู ดวงตากลมโตของฟานอวี้ก้มมองสิ่งนั้น แล้วแสร้งเงยหน้ามองโจวหลงเฉิงด้วยความตกตะลึง
“เปิ่น วะ- ข้า…ขะ…ข้าจำไม่ได้” หลงเฉิงเอ่ยจบก็มีเสียงเคาะดังขึ้นจากหน้าห้องอีกคราหนึ่ง
“นายท่านติดปัญหาใดหรือไม่ขอรับ เกิดอันใดขึ้น”
“จิ๊ ไปก่อน! ข้ายุ่งอยู่” องค์ชายสามตวาดไปเช่นนั้น เพราะทางหนึ่งก็ถูกเรียก อีกทางหนึ่งก็สตรีที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เขาที่กำลังปวดหัวรู้สึกเหมือนศีรษะแทบจะะเิออกมาให้จงได้
“ไหนว่าหม่อมฉันเป็สตรีหัวกระเซิง มาทำเช่นนี้กับหม่อมฉันได้อย่างไร ฮืออๆ” ฟานอวี้ก้มหน้าร้องไห้ แผลที่ไหล่เริ่มปวดขึ้นมาจนอดทนได้ยากแล้ว
“ก็บอกแล้วว่าจำไม่ได้!” หลงเฉิงหันไปตะคอกใส่ฟานอวี้ที่สะดุ้งด้วยความใ สิ่งสุดท้ายที่เขาจดจำได้ คือยามที่ขู่ว่าจะจูบนางให้สงบลง หากเลยเถิดจากเหตุนั้นดูแล้วก็คงเป็ไปได้ แต่เขาเลวทรามถึงขนาดหลับนอนกับสตรีที่มิได้เต็มใจเชียวหรือ
“จำไม่ได้เลยจะตีขลุมว่าไม่เคยเกิดขึ้นหรือเพคะ แม้จะต่ำต้อย แต่หม่อมฉันก็มีศักดิ์ศรีและเป็มนุษย์เหมือนกันองค์ชายทุกประการ ฮึก” ฟานอวี้แข็งใจเงยหน้าสู้ แผนนี้หากไม่ตีให้ตาย นางคงไม่มีโอกาสทำเช่นนี้อีกเป็ครั้งที่สองแน่ “สิ่งที่สูญเสียไป หาใช่สิ่งที่จะทวงคืนมาได้”
“เงียบหน่อย!” อาการเมาค้างในยามนี้ไม่ช่วยเขาเลยแม้แต่น้อย “เ้า้าอะไร” หลงเฉิงหันกลับไปเผชิญหน้าสตรีที่นั่งชันเข่าอยู่ใต้ผ้าห่มผืนนั้น ตาเหลือบมองหยดเืบนเตียง ด้วย้ากระตุ้นให้ตนเองจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง แม้เพียงเลือนรางก็ยังดี
“องค์ชายหมายความว่าอย่างไรเพคะ” ฟานอวี้ถามด้วยเสียงสะอื้น
“เ้า้าสิ่งใด ข้าจะหามาให้ทั้งหมด” น้ำเสียงเรียบนิ่งเปล่งออกไป พร้อมกับแววตาที่สบมองฟานอวี้อย่างไม่วางใจ
“หม่อม…ฉัน” มีแว๊บหนึ่งที่ฟานอวี้้าเอ่ยว่าร่างไร้ชีวิตขององค์ชายรอง แต่เมื่อไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายความ้านี้ จึงเลือกที่จะสงบคำลง
นางไม่ใช่คนหลักแหลมมาแต่ไหนแต่ไรมา เรียนหนังสือก็เพียงกลางๆ แม้จะเรียนสายวิทย์ก็มีเพียงแค่วิชาเคมีที่พอไปได้ ส่วนที่เหลือหรือขอให้ไม่ตกก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว แต่แม้จะไม่ฉลาดนางก็รู้ว่าหากขอตำแหน่งชายาคงไม่แคล้วถูกปะาเพราะหวังสูงจนเกินศักดิ์ แต่แล้วจะขอเป็อนุหรือ อาจถูกนำไปขังอยู่ในวังไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีก แผนที่ยังไม่ทันได้วางไว้ จะหาทางลงมือได้อย่างไรเล่า เป็นางเองที่มิได้คิดหน้าหลังให้รอบคอบจึงออกมาเป็เื่ราวลักษณะนี้
“ว่าอย่างไร อยากได้หลายอย่างจนต้องคิดให้ครบถ้วนหรือ” หลงเฉิงเรียกซ้ำเมื่อเห็นว่าสตรีประหลาดที่พูดไม่หยุดปาก จู่ๆ ก็หมดคำจะเอื้อนเอ่ยเสียอย่างนั้น
“หากที่ได้ยินมาเป็ความจริง องค์ชายสามเป็แม่ทัพผู้หนึ่ง ย่อมมีกองพลผลิตอาวุธ หม่อมฉันตีเหล็กลับคมไม่เป็ แต่พอจะผสมดอกไม้ไฟเป็อยู่ ขอทำงานรับเบี้ยหวัดอยู่ที่นั่นได้หรือไม่เพคะ”
จางฟานอวี้คิดว่าการอยู่ค่ายทหารเหมาะสมที่สุด เพราะหากวันใด มิได้เข้าถึงตัวองค์ชายได้อย่างเช่นยามนี้แล้ว ก็ยังมีลูกน้องอีกมากที่ฝากความไปบอกกล่าวได้ อย่างน้อยก็เื่เหมืองสักแห่งที่ต้องให้เขาเป็ผู้ถวายฮ่องเต้รับความดีความชอบในอนาคตตัดหน้าซ่งหลงก็ต้องพยายามให้มันเกิดขึ้นเร็วที่สุด
“สนามรบจะเอาดอกไม้ไฟไปจุดเพื่ออันใด” โจวหลงเฉิงส่ายหัว “เขลาเกินไปหรือไม่”
“คำก็โง่ สองคำก็โง่!” ฟานอวี้เอื้อมมือจะยกไปตีอย่างลืมตัว แต่ได้สติกลางคันจึงดึงมือกลับมาได้ทันท่วงที
“ชักช้าเช่นนี้ก็ถือว่าเป็โมฆะดีหรือไม่” หลงเฉิงสะบัดอาภรณ์ลุกขึ้นยืน
ฟานอวี้กล่าวพลางลุกขึ้นจะคว้าไว้ แต่เพราะแขนที่ยังเจ็บจึงทำให้ต้องเอามือมาประคองไว้ “อ๊ะ! ไม่ได้นะเพคะ”
“ฟานอวี้!” องค์ชายสามเข้าไปประคองอีกฝ่ายไว้ ดวงตาสบมองั์ตาสีน้ำตาลอ่อนของฟานอวี้ไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ