นี่ควรทำอย่างไรดี?
เยี่ยนเจาเจาย่อมยอมรับทุกคำเยินยอจากผู้คลั่งไคล้ตัวน้อยของตนเองและถือโอกาสปลุกใจว่าหากพวกนางพยายาม อนาคตจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เช่นกัน
หลังจากกระตุ้นหยวนอีเจินกับหยวนอีอ้ายแล้ว เยี่ยนเจาเจาค่อยนึกถึงคำถามที่วนเวียนค้างคาอยู่ในใจนางตลอด
“เจินเจิน อ้ายอ้ายพวกท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านแม่ของพวกท่านถึงเชื่อฟังนายหญิงใหญ่นัก?”
เยี่ยนเจาเจาไม่เชื่อคำพูดเชิงถูกชะตาอะไรพวกนั้นนางพิจารณารอบด้านยิ่งรู้สึกว่านางหญิงรองคงมีจุดอ่อนบางอย่างอยู่ในกำมือของนายหญิงใหญ่เป็นแน่
ถือเสียว่านายหญิงรองให้กำเนิดบุตรสาวน่ารักทั้งสองจนเยี่ยนเจาเจายินดีตอบแทนน้ำใจ ด้วยการไล่เหลือบไรอย่างนายหญิงใหญ่ออกจากบ้านรอง
แน่นอนว่าหากกำจัดบ้านใหญ่ทิ้งอย่างราบรื่นและมอบทั้งจวนสกุลหยวนให้เป็นของขวัญแรกพบแก่บ้านรอง คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วเพราะถึงอย่างไรพี่ชายรองของนางก็ไม่มีทางอยู่ที่จวนสกุลหยวนเล็กๆ แห่งนี้ในฐานะผู้สืบทอด
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมาคุยกันทีหลัง
เจินเจินและอ้ายอ้ายส่ายศีรษะเมื่อได้ยิน
เจินเจินเอ่ยถึงสิ่งที่ตนคุยกับท่านแม่ก่อนหน้านี้“ข้าบอกท่านแม่ไปตั้งนานแล้วว่าให้ระงับอารมณ์และถนอมร่างกายดีๆบางทีอาจมอบผู้สืบทอดแก่บ้านรองได้อีกสักคน อย่าทำลายร่างกายของตนเองน่าเสียดายที่นางไม่ยอมฟัง”
เดิมทีนี่เป็นเพียงการโอดครวญธรรมดาเยี่ยนเจาเจาฟังแล้ว ขณะกำลังจะปล่อยผ่านมันไป จู่ๆ ก็สะดุดตรงประโยค“มอบผู้สืบทอดได้อีกสักคน”
“ขออภัยที่ต้องถามตามตรงท่านพ่อของพวกท่านเคยมีบุตรชายหรือไม่?”
ช่วงที่มีเวลาว่าง เยี่ยนเจาเจามักจะได้เรียนเกี่ยวกับวิชาการแพทย์จากหนานหมิงเหอมาบ้างเช่นการให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว
คนส่วนใหญ่ชอบดุด่าสตรีที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตรชายแต่ใครเล่าจะทราบว่าการมีบุตรชายหรือบุตรสาวความจริงขึ้นอยู่กับฝ่ายชายต่างหาก
เจินเจินรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยที่จะกล่าวแต่อ้ายอ้ายกลับเอ่ยตรงไปตรงมา “ย่อมมี ในเรือนท่านพ่อเคยมีอนุภรรยาอยู่คนหนึ่งให้กำเนิดบุตรชายออกมา แต่น่าเสียดายที่น้องชายไม่อาจรอดผ่านเหมันตฤดู เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์”
นั่นหมายความว่านายท่านรองสกุลหยวนสามารถมีทายาทชายได้แต่เหตุใดนายหญิงรองจึงให้กำเนิดฝาแฝดหญิง แต่กลับไม่อาจให้กำเนิดบุตรชายเล่า?
เยี่ยนเจาเจามาจากสถานที่เช่นไรการตายของเด็กชายคนหนึ่งพัวพันกับหลายสิ่งหลายอย่างนัก นางจึงเกิดความสนใจแทบจะในทันที
“เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ลองบอกข้ามา?”
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายจะสามารถรู้ได้แล้วแต่เยี่ยนเจาเจาเกิดสนใจขึ้นมากะทันหัน พวกนางคิดว่าคงมีอย่างแปลกๆ ในนั้นเลยอยากสืบดูจึงเรียกหนึ่งในคนสนิทเข้ามาพบ
นั่นก็คือบ่าวเก่าแก่โจวซื่อที่ติดตามนายหญิงรองเข้ามาตอนแต่งงาน ได้ยินว่านางเคยป้อนนมนายหญิงรองในวัยทารกส่วนเจินเจินและอ้ายอ้ายนางก็เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้งไม่ธรรมดา
นางรู้ว่าเหล่าคุณหนูของตนผูกมิตรกับเยี่ยนเจาเจาแล้วรู้ด้วยว่าความเลอะเลือนของนายหญิงรองคราวนี้หยุดลงเพราะคำแนะนำของเยี่ยนเจาเจานางจึงไม่แสดงท่าทีใดที่เจาเจาอยู่ที่นี่
อ้ายอ้ายถามตามตรง “แม่นมโจว ท่านรู้หรือไม่ว่าบุตรชายของซูซื่อคนนั้นหายไปได้อย่างไร?”
โจวซื่อครุ่นคิดเนิ่นนานถึงนึกออกก่อนกล่าวว่าเด็กชายนอนอยู่บนเปลในห้องช่วงฤดูหนาว เด็กรับใช้คนใหม่ไม่รู้ความกลัวเด็กทารกจะหนาวก็เลยปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
คาดไม่ถึงว่าในห้องเผาถ่านเพื่อคลายหนาวอยู่แล้วมาปิดประตูหน้าต่างในเรือนทั้งหมดเพิ่มไปอีก มันจึงเกินความจำเป็น ความประสงค์ดีได้กลายเป็นประสงค์ร้ายแทน
อากาศไม่พอ ถ่านไหม้ไม่หมดดีอากาศพิษจึงถูกปล่อยออกมา รมควันทารกน้อยจนตายในผ้าอ้อมทั้งเป็น
ซูซื่อเป็นแม่คนครั้งแรกจึงไม่รู้เรื่องพวกนี้เมื่อนางพบเข้า ร่างกายของน้องชายก็เย็นเฉียบไปแล้ว
หลังเกิดเรื่องสาวใช้คนนั้นก็ถูกนายหญิงรองเฆี่ยนตายซูซื่อโศกเศร้าเพราะสูญเสียบุตรชายที่รัก จึงล้มป่วยและตายจากไปอย่างรวดเร็ว
นายท่านรองเป็นขุนนางอยู่ข้างนอกน้อยครั้งจะกลับบ้าน ดังนั้นทายาทของบ้านรองจริงๆ จึงมีเพียงเจินเจินและอ้ายอ้ายสองพี่น้องฝาแฝดเท่านั้น
ดวงตาเยี่ยนเจาเจาพลันทอประกายเมื่อได้ยิน
ไม่แปลกใจที่นางเป็นนักลอบวางกลยุทธ์เรื่องนี้ฟังอย่างไรก็รู้สึกผิดปกติ
สาวใช้ที่ถูกมอบหมายให้มาปรนนิบัติในเรือนไม่รู้ความเพียงใด อย่างน้อยก็ควรเข้าใจหลักการพื้นฐานพวกนี้เหตุใดจึงกระทำการน่าสงสัย เดินไปปิดหน้าต่างในช่วงฤดูหนาวเล่า?
หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตระกูลใหญ่โตในเมืองเซียงเฉิงต้องทรมานสาวใช้ที่ปิดหน้าต่างอย่างหนักสอบสวนหาว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือเปล่าแน่ เหตุใดนายหญิงรองจึงสั่งให้คนเฆี่ยนนางเลยเล่า?
หรือที่เร่งรีบเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากความโกรธจนสะเพร่า แต่เป็นต้องการฆ่าคนเพื่อปิดปาก?
ยิ่งกว่านั้นจากที่เยี่ยนเจาเจารู้จักนายหญิงรองหลายวันมานี้ นายหญิงรองอารมณ์ร้ายและขี้อิจฉาแม้นางจะเอาใจใส่และปกป้องบุตรของตนสุดๆ ทว่าไม่ได้ดีกับคนรอบข้างด้วย
ถึงนางจะโง่ไปสักหน่อยแต่นางมีใจทะเยอทะยานต่อบ้านรองอย่างยิ่งในสายตานายหญิงรองที่ตอนนั้นคลอดบุตรชายไม่ได้กลับต้องมองอนุภรรยาให้กำเนิดบุตรชาย บุตรอนุภรรยาคนนี้จะมีตัวตนอย่างไรกันนะ?
ต่อให้ไม่มีหลักฐานเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกว่าคำตอบนั้นชัดเจนแล้ว
นางเก็บงำประกายในดวงตาลง เอ่ยถามทันทีว่า“สาวใช้คนนั้นเกิดจากบ่าวในเรือน หรือเลือกซื้อมาจากข้างนอก?”
โจวซื่อลังเลครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบ “เกิดในเรือนเจ้าค่ะหากบ่าวจำไม่ผิดนางน่าจะเป็นหนึ่งในสาวใช้ใหญ่ที่นายหญิงพามาด้วยตอนแต่งงานเจ้าค่ะ”
โจวซื่อกล่าวตรงไปตรงมาเสียจนเจินเจินกับอ้ายอ้ายอดนิ่งอึ้งไม่ได้
สาวใช้ใหญ่ที่ถูกพามาตอนแต่งเข้าสินเดิมล้วนหน้าตาดีเพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นสาวใช้ต้นห้องเวลานายหญิงตั้งครรภ์ไม่สะดวกปรนนิบัตินายท่าน เช่นนี้จะได้ควบคุมไม่ให้พวกนางก่อคลื่นลมอะไรได้ง่ายๆ
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องถามอีกต่อไปแล้วแต่มันไม่มีหลักฐาน จึงควรสืบลึกลงไปกว่านี้สักหน่อย
“เหตุใดสาวใช้คนนี้จึงไปปรนนิบัติในเรือนอนุภรรยา?”
เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่สะดวกถามแต่เยี่ยนเจาเจากลับไม่พะวักพะวน
“นี่...” โจวซื่อเริ่มพูดตะกุกตะกักแล้ว
เจินเจินเห็นนางอึกอัก จึงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“ทำไม หรือยังมีเหตุผลอื่นอยู่อีก?”
“คุณหนู... บางคำพูดกล่าวออกมาอาจแปดเปื้อนหูของคุณหนูออกจะพูดลำบาก...”
โจวซื่อชั่งใจ สีหน้านางน่าเกลียดเล็กน้อย
เจินเจินขมวดคิ้ว ตำหนิอย่างไร้ปรานี“นี่ก็ไม่พูด นั่นก็ไม่พูด ต้องให้บ้านรองของพวกเราโดนรื้อก่อนหรือถึงจะคิดว่าดี?”
คำพูดนี้ทำเอาโจวซื่อตื่นตระหนก รีบกล่าวทันที “เป็นนายหญิงใหญ่ที่บอกนายหญิงของพวกเราว่าสาวใช้คนนั้นสวยหยาดเยิ้มปล่อยไว้ข้างกายคงยั่วยวนนายท่าน มองแล้วไม่สบายใจชอบกล จึงไล่ไปอยู่กับอนุภรรยาเจ้าค่ะ”
สีหน้าเจินเจินและอ้ายอ้ายเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองตามคาด
เป็นตอนนั้นเองที่นายหญิงใหญ่เริ่มเข้ามาบงการบ้านรองหากไม่รู้ คงนึกว่าการตายของเด็กชายข้องเกี่ยวกับท่านแม่ของตน!
แต่เยี่ยนเจาเจากลับไม่คิดเช่นนั้น
แม้นายหญิงรองจะเป็นพวกช่างริษยาทั้งยังค่อนข้างทะเยอทะยาน แต่นางไม่ใช่คนที่จะกล้าลงมือสังหารใคร เพราะเหตุนั้นจุดอ่อนที่เยี่ยนเจาเจาคิดมาตลอดจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?
ความคิดนางโลดแล่นไปมา หลังจากใคร่ครวญถึงหนทางรุกในใจเรียบร้อยแล้วก็โบกมือให้โจวซื่อถอยออกไป
เจินเจินและอ้ายอ้ายเห็นเช่นนี้จึงถามเจาเจาว่าเจอเงื่อนงำแล้วหรือ
แต่ตอนนี้เยี่ยนเจาเจายังไม่มีหลักฐานพูดอะไรไม่ได้สักอย่าง ทำได้เพียงเอ่ยเตือนเจินเจินและอ้ายอ้ายอย่างกระอักกระอ่วนเท่านั้น
แน่นอนว่าต้องตรวจสอบต่อ แต่ผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่สวยนักไม่ว่ากรณีใดก็หวังว่าพวกนางจะยอมรับมันอย่างสงบ
กล่าวจบเยี่ยนเจาเจาก็ไม่รอให้พวกนางตอบสนองเปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน ถามเจินเจินและอ้ายอ้ายว่าปกตินายหญิงรองสวมของจำพวกเครื่องประดับและห้ามไม่ให้ใครแตะต้องหรือไม่ หรือมียาที่มีที่มาไม่ชัดเจนสำหรับกินประจำหรือเปล่า
หากเยี่ยนเจาเจาจำไม่ผิดบรรดาเหตุการณ์ที่นางเคยจัดการในชาติก่อนก็มีเรื่องทำนองนี้ด้วย
หลังชายาของหมี่อ๋องให้กำเนิดบุตรสาวคนโตแก่เขานานวันก็ไม่มีครรภ์บุตรชายอีก แตกต่างจากอนุภรรยาในจวนที่คลอดบุตรชายคนแล้วคนเล่า
เรื่องราวครึกโครมอยู่พักใหญ่ จึงได้พบว่าชายาหมี่อ๋องสวมกำไลหินโมราสีแดงที่อันตรายถึงชีวิตเส้นหนึ่งมันดูเหมือนหินโมรา แต่แท้จริงแล้วเป็นสร้อยลูกปัดหงเซ่อ [1]
สิ่งนี้มีกลิ่นชะมดในปริมาณมากใส่บนร่างกายนานหลายปี ร่างกายนางจึงถูกทำลายทันทีหลังคลอดบุตรสาวคนโต
อย่าว่าแต่ให้กำเนิดบุตรชาย จะอะไรก็ไม่สามารถคลอดออกมาได้แล้ว
นางมีเหตุผลเพียงพอให้สงสัยว่า มีใครทำอะไรบางอย่างกับการสืบสกุลของบ้านรองและคนเดียวที่จะทำเรื่องพวกนี้ก็คือนายหญิงใหญ่ผู้กระทำได้ทุกอย่าง
เรื่องนี้สามารถหารือกับเจินเจินและอ้ายอ้ายตามตรงได้
เมื่อกล่าวออกไป เจินเจินกับอ้ายอ้ายก็รีบจดจำอย่างใส่ใจบอกว่าช่วงนี้จะสังเกตดีๆ หากมีข่าวคราวแล้วจะมาแจ้งเยี่ยนเจาเจาทันที
ทั้งสองฝ่ายต่างมีเรื่องราวที่หนักใจ จึงได้แยกย้ายกันตั้งแต่ตอนนั้น
เยี่ยนเจาเจากลับไปปรึกษากับหนานหมิงเหอเพื่อถามความเห็นของเขาหลังทั้งสองระดมความคิด ก็เตรียมไปล้วงความลับของนายหญิงใหญ่ที่ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์คับขันและเหนื่อยล้าผ่านทางหยวนหยางฮุย
อย่างไรเสียเงินติดตัวหยวนหยางฮุยก็จะหมดเร็วๆนี้แล้ว นายหญิงใหญ่กระเป๋าหนักเพียงใดก็ใกล้กินแกลบเช่นกันทั้งสองต้องมีปากเสียงตอนพบหน้ากันแน่ และนั่นคือโอกาสของเยี่ยนเจาเจา
เป็นอย่างที่คิดไว้ ช่วงค่ำวันนั้นหยวนหยางฮุยกลับจวนสกุลหยวนพร้อมกลิ่นสุราโชยคลุ้ง
เขาไม่ไปเรือนหลักตอนกลับมาถึง เพียงถอดเสื้อนอกและนั่งอยู่ที่หน้าประตูข้างในจวนสกุลหยวนตะโกนเรียกให้นายหญิงใหญ่ออกมา ตั้งแต่ที่หยวนหยางฮุยเสียสติเขาก็ไม่เรียกนายหญิงใหญ่ว่าท่านแม่นานแล้ว
อีกไม่นาน นายหญิงใหญ่จะมาที่นี่
นางไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร อาจเป็นเพราะฝึกฝนจิตใจของตนเองมานานนางถึงได้ทำใจกล้า บอกหยวนหยางฮุยเรื่องบริจาคเงินขอตำแหน่งให้เขา
คาดไม่ถึงว่าเมื่อหยวนหยางฮุยได้ยินแล้ว ก็แทบจะคลุ้มคลั่งในทันที“ข้าไม่ไปเป็นขุนนาง มันน่าเป็นตรงไหนกัน ให้คนอื่นหัวเราะเยาะสวะอย่างข้าหรือ!นายหญิงใหญ่ ท่านก็ช่างคิด รังเกียจที่ข้าทำท่านเสียหน้าในซูโจวใช่หรือไม่ จึงได้ส่งข้าไปไกลๆ”
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สร้อยลูกปัดหงเซ่อ หมายถึงลูกประคำสีแดงที่ทำจากกลิ่นชะมดและส่วนผสมอื่นๆ มาร้อยเป็นสายสวมที่ข้อมือสำหรับเสริมความงามซึ่งกลิ่นชะมดหลั่งออกมาจากต่อมกลิ่นของกวางชะมดตัวผู้เมื่ออบแห้งจะกลายเป็นเม็ดสีน้ำตาลแดงจนถึงน้ำตาลเข้ม