[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 109 สิ่งชั่วร้ายนั้น ข้าจะขอชดใช้แทนเขาเอง ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด

    ตอนที่ 109 สิ่งชั่วร้ายนั้น ข้าจะขอชดใช้แทนเขาเอง ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด

            ความคิดของเยวี่ยหมิงคงถูกขัดจังหวะโดยกู้เซียนเอ๋อร์ในทันที

            นางค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ก่อนจะมองเด็กสาวตรงหน้าที่มีท่าทางเย็นชาและโดดเดี่ยวด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับพี่สาวที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกำลังมองน้องสาว

            ใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์งดงามละมุนละไม ประณีตดุจภาพวาดจากปลายพู่กัน ร่างระหงสูงโปร่งรับกับเรียวขาที่โดดเด่นสะดุดตา

            ทว่าเรือนร่างกลับถูกปกปิดไว้ด้วยกระโปรงยาวสีเขียวสนิท รัดกุมมิดชิดจนมิเผยให้เห็นแม้เพียงผิวเนื้อส่วนใด

            เยวี่ยหมิงคงรู้ดีว่า นี่เป็นคำสั่งสอนจากอาจารย์ท่านหนึ่งของกู้เซียนเอ๋อร์ ที่คอยกำชับว่าในยามออกเดินทางฝึกตน เด็กสาวจำต้องรู้จักปกป้องตนเองให้ดี

            เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กู้เซียนเอ๋อร์เคยเล่าให้นางฟังในชาติที่แล้ว และในตอนนั้นก็ทำให้เยวี่ยหมิงคงอดหัวเราะมิได้

            “เยวี่ยหมิงคง ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ”

            กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่เริ่มแผ่ปกคลุมระหว่างทั้งสองฝ่าย แม้ท่าทีของผู้มาเยือนจะดูไร้ซึ่งจิตมุ่งร้าย ทว่านางก็ยังมิวายเอ่ยถามออกมาอย่างระแวดระวัง

            ทว่าด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมของนาง กู้เซียนเอ๋อร์สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความจริงใจที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้นไร้ซึ่งเลศนัย นางจึงค่อยวางใจลงได้บ้างเล็กน้อย

            เมื่อได้ยินดังนั้น เยวี่ยหมิงคงแย้มยิ้มด้วยท่าทีอ่อนโยนพลางกล่าวว่า

            "อย่าทำตัวห่างเหินไปเลย ข้าอายุมากกว่าเจ้ามิกี่ปี เจ้าก็นับว่าข้าเป็นพี่สาวของเจ้าเสียเถิด"

            นางกล่าวคำ พลางก้าวเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว เพื่อให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลง

            เยวี่ยหมิงคงนั้นเป็นคู่หมั้นของกู้ฉางเกอ ส่วนกู้เซียนเอ๋อร์เองก็นับว่าเป็นญาติผู้น้องของกู้ฉางเกอ

            ดังนั้น การยกตนเป็นพี่สาวของนางจึงมิใช่เรื่องที่น่าแปลกประหลาดอันใด

            กู้เซียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสงสัย นางมิเข้าใจนักว่าเหตุใดเยวี่ยหมิงคงถึงได้แสดงท่าทีเช่นนี้

            ทว่าถึงกระนั้น นางก็รู้ดีว่ามิควรถือสาคำกล่าวหวานชื่นอันอ่อนโยนเช่นนี้ อีกทั้งระหว่างนางกับเยวี่ยหมิงคงก็หาได้มีความขัดแย้งใดๆ ต่อกันไม่

            ความเย็นชาที่แฝงอยู่ในท่าทีของกู้เซียนเอ๋อร์จึงค่อยคลายลงเล็กน้อย นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “ท่านมาที่แห่งนี้ด้วยเรื่องอันใดกัน”

            ความสงสัยยังคงวนเวียนอยู่ในใจของนาง

            โดยเฉพาะในแววตาของเยวี่ยหมิงคงที่มองมาด้วยความรู้สึกคล้ายความสงสารและเวทนา ซึ่งทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีรู้สึกมิค่อยสบายใจอยู่บ้าง

            ทว่านางยังคงเผยสีหน้าสงบเรียบเฉย มิได้แสดงสิ่งใดให้ผู้คนจับสังเกตได้เลยแม้แต่น้อย

            "ข้าได้ยินมาว่าเจ้าฝึกฝนอยู่กับท่านผู้อาวุโสใหญ่ เลยถือโอกาสมาเยี่ยมดูสักหน่อย" เยวี่ยหมิงคงกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

            นางเองก็รู้ดีว่ากู้เซียนเอ๋อร์ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง จึงมิเอ่ยคำอื่นใดให้มากความ เพราะเกรงว่าจะทำให้นางระแวงสงสัย

            "อย่างนั้นหรือ" กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยตอบ ดวงตาคู่งามมองเลยไปยังด้านหลังของเยวี่ยหมิงคงอย่างพินิจพิเคราะห์ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อย

            "แล้วกู้ฉางเกอเขามิได้มาด้วยหรือ"

            นางถามออกไปโดยที่มิอาจกล่าวได้ว่าแฝงด้วยอารมณ์อันใดกันแน่ พอมิเห็นใบหน้าของผู้ที่ตนเกลียดชัง นางก็กลับรู้สึกแปลกใจอย่างกล่าวมิถูก

            ในใจลึกๆ ยังแฝงไว้ด้วยความผิดหวังอยู่มิน้อย

            เยวี่ยหมิงคงมาเยือนในที่แห่งนี้ แล้วเหตุใดกู้ฉางเกอจึงมิมาด้วยเล่า

            เขาปล่อยให้นางอยู่บนยอดเขานี้ตามลำพังมานานเพียงใดแล้ว

            กู้เซียนเอ๋อร์คิดไว้แล้วว่าหากวันนี้ได้พบกับกู้ฉางเกอ นางจะท้าทายเขาสักคราหนึ่ง

            เพราะหลังจากการบำเพ็ญเพียรจนทะลวงสู่ระดับเจ้าครองแคว้นได้สำเร็จ นางก็มั่นใจว่าจะสามารถข้ามขั้นต่อสู้กับเขาได้อย่างมิยากเย็น

            ตลอดเส้นทางการฝึกฝนที่ผ่านมา นางเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่ามาโดยตลอด การเอาชนะผู้ที่มีพลังเหนือกว่าหลายขุมนั้น สำหรับนางแล้วนับเป็นเรื่องที่ง่ายดายดุจการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร

            แม้กู้ฉางเกอจะทรงพลังลึกล้ำเพียงใด ทว่านางก็หาได้คิดว่าตนเองด้อยกว่าไม่

            ยิ่งไปกว่านั้น นางยังได้เรียนรู้วิชาล้ำค่าจากบรรดาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน เคล็ดวิชาพรสวรรค์ที่นางครอบครองนั้นล้วนแล้วแต่เหนือชั้นยิ่ง

            "เขาออกเดินทางจากสำนักไปยังนครโบราณมรรคาสวรรค์ ข้าเองก็มิรู้ว่าเขาไปทำธุระอันใด" เยวี่ยหมิงคงอธิบายเสียงเรียบ

            กู้ฉางเกอมิได้กล่าวบอกนาง นางเองก็มิมีความจำเป็นจะต้องเอ่ยถามให้มากความ

            ทว่าตามที่นางรู้จักนิสัยของเขาดี กู้ฉางเกอผู้นี้คงมุ่งหน้าไปกะเกณฑ์วางแผนการร้ายบางอย่างอยู่เป็นแน่

            คนผู้นั้นเต็มไปด้วยเล่ห์กล มีแต่ความคิดอันคดเคี้ยว มักจะคิดหาโอกาสชิงช่วงโชควาสนาของผู้คนเสมอ

            กระนั้น เยวี่ยหมิงคงก็กลับรู้สึกแปลกใจมิน้อย

            เหตุใดเมื่อนางเอ่ยถึงกู้ฉางเกอ สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์ถึงได้สงบเยือกเย็น มิมีเค้าอารมณ์ของความโกรธแค้นใดๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น นางยังจับความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างได้ นั่นคือความผิดหวังอันเลือนราง

            กู้เซียนเอ๋อร์ผิดหวังที่มิได้เห็นกู้ฉางเกออย่างนั้นหรือ

            นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่

            จากที่เยวี่ยหมิงคงรับรู้มา ความสัมพันธ์ระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์กับกู้ฉางเกอนั้นควรเต็มไปด้วยความชิงชังถึงขีดสุดมิใช่หรือ

            ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้านี้ กลับทำให้นางอดสงสัยมิได้

            อย่างไรก็ตาม เยวี่ยหมิงคงเลือกที่จะละทิ้งความคิดนั้นไปก่อน นางเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจริงใจ

            "เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ข้าเองก็ได้รับรู้มาบ้าง กู้ฉางเกอนับว่าทำเกินไปจริงๆ... ทว่าต่อจากนี้ไป ข้าจะหาทางปกป้องเจ้าเอง"

            นางหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเตือนด้วยความห่วงใย "เจ้าต้องระมัดระวังตัวไว้ให้มาก กู้ฉางเกอนับเป็นผู้ที่อันตราย ยากเกินจะคาดเดา เขามีเล่ห์กลที่เจ้ามิอาจจะจินตนาการได้มากมาย หากยังมิมีความมั่นใจมากเพียงพอ ก็อย่าได้คิดประมือกับเขาเป็นอันขาด"

            ถ้อยคำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เยวี่ยหมิงคงสามารถบอกกล่าวได้ในยามนี้

            ส่วนกู้เซียนเอ๋อร์จะเชื่อหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเองแล้ว

            กู้เซียนเอ๋อร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง คำกล่าวของเยวี่ยหมิงคงทำให้นางรู้สึกฉงนเล็กน้อย

            "นางมาหาข้าเพียงเพื่อกล่าวเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ"

            ทว่ากระนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่อีกฝ่ายมีให้ นางจึงมิได้กล่าวสิ่งใดที่มิเหมาะสมตอบกลับไป

            “ข้ารู้แล้ว ขอบคุณในความหวังดีของท่าน”

            กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวตอบ สีหน้าของนางสงบลงมาก ทว่ายังคงแฝงความสงสัยไว้ “เพียงแต่ข้ายังมิเข้าใจนัก... ท่านมิใช่ว่าเป็นว่าที่คู่หมั้นของกู้ฉางเกอหรอกหรือ แล้วเหตุใดถึงได้กล่าวเรื่องพวกนี้กับข้ากัน”

            เมื่อเยวี่ยหมิงคงได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มบางที่แฝงด้วยความขมขื่นและเย้ยหยันต่อตนเอง ก่อนจะค่อยๆ ปรับสีหน้ากลับมานิ่งสงบดังเดิม และกล่าวด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า “มิมีเหตุผลใดมากมายหรอก ข้าเพียงแต่ทำเท่าที่ข้าสามารถทำได้...เพื่อจะชดใช้ความรู้สึกผิดและความมิสบายใจในใจข้าเท่านั้น”

            นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยถ้อยคำอันหนักแน่นราวกับได้ตัดสินใจมานานว่า “สิ่งชั่วร้ายที่เขาได้ทำไว้ ข้าจะขอชดใช้แทนเขาเอง”

            คำกล่าวนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้างดงามเผยความรู้สึกตะลึงงัน ราวกับถูกบางสิ่งกระทบจิตใจอย่างแรง

            นางมิสงสัยในความจริงใจของเยวี่ยหมิงคง กลับกัน คำกล่าวเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกสั่นสะเทือนในใจ

            นางรักคนผู้นั้นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            ต้องรักมากเพียงใด ถึงจะสามารถกล่าวคำว่า จะชดใช้แทนคนผู้นั้นได้อย่างเด็ดเดี่ยวและมิหวั่นไหวเช่นนี้

            ความคิดนี้ผุดขึ้นมาจนทำให้นางอดมิได้ที่จะรู้สึกเห็นใจเยวี่ยหมิงคง หญิงสาวตรงหน้าผู้งดงามราวกับเทพธิดา แท้จริงแล้วก็มิได้ต่างจากผู้โชคร้ายที่ตกอยู่ในเงามืดของบุรุษผู้หนึ่งเช่นกัน

            เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าที่เคยเย็นชาและห่างเหินของกู้เซียนเอ๋อร์กลับพลันอ่อนโยนลง นางสัมผัสได้ถึงความจริงใจและไมตรีจากเยวี่ยหมิงคง

            นางมิใช่คนไร้หัวใจ จึงมิอาจเมินเฉยต่อความหวังดีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ได้

            หลังจากนั้น เยวี่ยหมิงคงก็เผยรอยยิ้มบาง นางค่อยๆ ชวนกู้เซียนเอ๋อร์สนทนาถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นกันเอง

            ยิ่งเมื่อได้รู้ว่ากู้เซียนเอ๋อร์ชอบหรือสนใจสิ่งใด บทสนทนาระหว่างทั้งสองก็กลับไหลลื่นขึ้นอย่างมิน่าเชื่อ

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจนกู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกเหมือนตนได้พบกับผู้ที่รู้ใจนาง นางสัมผัสได้ถึงความสบายใจอย่างที่มิเคยมีมาก่อน

            ทว่าท่ามกลางบทสนทนานั้น กลับมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงกู้ฉางเกอได้

            โดยเฉพาะเมื่อตัวกู้เซียนเอ๋อร์ถามถึงการกระทำหรือสถานการณ์ยามนี้ของกู้ฉางเกอหลายครั้งหลายครา

            สิ่งนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงอดสงสัยมิได้

            ก่อนที่นางจะมาถึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แห่งนี้ กู้เซียนเอ๋อร์และกู้ฉางเกอได้เผชิญหน้ากันด้วยเรื่องราวอันใดกันแน่

            เหตุใดท่าทีของกู้เซียนเอ๋อร์จึงมิได้เต็มไปด้วยความเกลียดชังดังเช่นที่นางคาดไว้ ทว่ากลับกลายเป็นว่ามีแต่ความใคร่รู้ในตัวของกู้ฉางเกออย่างเห็นได้ชัด

            เยวี่ยหมิงคงมิได้เอ่ยถามออกไป เพราะนางรู้ดีว่าเรื่องราวบางอย่าง หากยังมิใช่เวลาที่เหมาะสม ก็มิควรเอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย

            ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างออกรส บริเวณอันห่างไกลออกไป กลางห้วงอากาศกลับเกิดความพร่าเลือน คลื่นพลังบางอย่างพลันแผ่กระจายออกมา

            เพียงมินาน ร่างของผู้อาวุโสใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้น สีหน้าดูมิค่อยสู้ดีนัก นัยน์ตาเหลือบมองมายังจุดที่เยวี่ยหมิงคงยืนอยู่ เขาย่อมมิแสดงท่าทีที่ดีอันใดให้กับคู่หมั้นของกู้ฉางเกออยู่แล้ว

            “ท่านอาจารย์...”

             กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยเรียกอย่างนอบน้อม

            “คารวะท่านผู้อาวุโสใหญ่” เยวี่ยหมิงคงลุกขึ้นแสดงความเคารพตามมารยาท นางเองก็รู้สึกว่าการเข้ามาโดยมิได้รับอนุญาตนั้นออกจะเสียมารยาทไปบ้าง ทว่าด้วยสถานการณ์แล้ว นางก็เชื่อมั่นว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่คงจะมิตำหนินางด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

            “เจ้าบรรลุถึงขั้นเจ้าครองแคว้นแล้วหรือ ดี นับว่าดีมาก” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เมื่อรับรู้ถึงระดับพลังของกู้เซียนเอ๋อร์ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความอึดอัดขัดเคืองก่อนหน้านี้ก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวชมเชยด้วยความภาคภูมิใจ “เร็วกว่ากู้ฉางเกอเมื่อครานั้นเสียอีก!”

            จากนั้น สายตาของเขาก็เบนไปยังเยวี่ยหมิงคง พลางเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ “แล้วกู้ฉางเกอเล่า เขาอยู่ที่ใดกัน”

            เยวี่ยหมิงคงเผยสีหน้านิ่งสงบ มิถ่อมตนหรือหยิ่งผยองจนเกินไป นางเอ่ยตอบเสียงชัดเจนว่า “เวลานี้ฉางเกอมิได้อยู่ในเขตสำนัก เขาไปจัดการธุระบางอย่างที่นครโบราณมรรคาสวรรค์”

            ในที่แจ้งต่อหน้าผู้คน เยวี่ยหมิงคงหลีกเลี่ยงที่จะเรียกชื่อของกู้ฉางเกอโดยตรง นางตั้งใจใช้คำที่ฟังดูให้เกียรติและเหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะนั่นมิเพียงแต่ช่วยรักษาหน้าของกู้ฉางเกอ ทว่าก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะคู่หมั้นระหว่างพวกนางอีกด้วย

            แม้กู้ฉางเกอจะมิได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทว่านางก็ยังใส่ใจในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เพื่อมิให้กระทบถึงเกียรติของอีกฝ่าย

            กู้เซียนเอ๋อร์ที่สังเกตเห็นถึงความละเอียดอ่อนในท่าทางและถ้อยคำของเยวี่ยหมิงคง ก็อดมิได้ที่จะชื่นชมอยู่ในใจ พลางคิดในใจว่า "มิเสียทีที่เป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ทั้งบุคลิกและกิริยามารยาท ล้วนสมบูรณ์แบบจนหาที่ติมิได้"

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็มิได้แสดงท่าทีแปลกใจอันใด กู้ฉางเกอผู้นั้นย่อมมิอยากจะมาในที่แห่งนี้เพื่อต้องมาทนดูสีหน้าของเขาอยู่แล้ว

            เช่นเดียวกัน เขาเองก็มิได้กระตือรือร้นจะไปพบหน้ากู้ฉางเกอเช่นกัน

            ทว่า เรื่องบางเรื่องก็เลี่ยงมิได้ที่จะต้องเผชิญหน้า

            ผู้อาวุโสใหญ่ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

            "เช่นนั้น ข้าจะไปรอเขาที่ยอดเขาไร้พ่าย"

            สิ้นคำ ผู้อาวุโสใหญ่พลันสะบัดแขนเสื้อ ปลายอาภรณ์กวาดผ่านอากาศเบื้องหน้า ห้วงมิติพลันพร่าเลือนและแยกออกเป็นช่องทางกว้างใหญ่

            เขาก้าวย่างเข้าไปเป็นคนแรก

            เมื่อเห็นดังนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ย่อมมิอยากอยู่บนยอดเขาแห่งนี้อีกต่อไป ไหนเลยจะอดทนอยู่เช่นนี้ได้ หลังจากถูกขังไว้เสียนานจนแทบจะคลุ้มคลั่ง

            นางจึงมิรอช้า ก้าวตามผู้อาวุโสใหญ่เข้าไปในช่องว่างมิตินั้น พร้อมกับเยวี่ยหมิงคง

            ในที่สุด ช่องทางมิติพลันปิดสนิท หายลับไปจากสายตา

            …

            ยอดเขาไร้พ่าย

            ภายในตำหนักอันโอ่อ่า กู้ฉางเกอยืนสงบนิ่งพลางเดินทอดน่องอย่างใช้ความคิด ดวงตาล้ำลึกราวกับห้วงมิติอันไร้ก้นบึ้ง แฝงไว้ด้วยแววครุ่นคำนึงบนใบหน้าที่สงบนิ่ง

            เขาเพิ่งกลับมาถึงประตูสำนักจากนครโบราณมรรคาสวรรค์

            ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อิ่นเหมยได้ช่วยเขาตามหาแหล่งทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรที่มีค่ามิน้อย ซึ่งยามนี้ก็ถูกกักขังไว้ในคุกใต้ดินแล้ว เขาจึงถือโอกาสไปตรวจดูด้วยตนเองเสียหน่อย

            ยามนี้ พลังบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงของเขาก็ได้ทะลวงผ่านถึงระดับเทวะสวรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หาใช่เพียงระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตนั้นอีกต่อไปไม่

            ครึ่งก้าวที่ต่างกันนั้น หาใช่เพียงเส้นบางๆ ขวางกั้น ทว่ากลับเป็นเสมือนความแตกต่างระหว่างสรวงสวรรค์และปฐพี

            "ภายใต้เทวะสวรรค์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นดั่งมดปลวกอันไร้ค่า" วาจานี้หาใช่คำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่

            สำหรับผู้ทรงพลังในระดับเทวะสวรรค์แล้วนั้น การมองลงมายังผู้ที่อยู่ใต้ขอบเขตพลังนี้ ย่อมเป็นดังเช่นผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งด้วยปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องทำถึงขนาดสะบัดฝ่ามือก็ยังนับว่ามากเกินพอเสียด้วยซ้ำ

            นอกจากนี้ เขาเองยังเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ ที่เต็มไปด้วยวิชาล้ำลึกและกลศึกอันหลากหลาย หากเขาเผยไพ่ตายทั้งหมดออกมา ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งในระดับราชันเทวะ ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้

            กู้ฉางเกอรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้ วิธีการนี้ช่างรวดเร็วยิ่งกว่าการเพิ่มพลังด้วยแต้มของเขาเสียอีก

            เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ สมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นวิชาต้องห้าม ผลลัพธ์ของมันนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด

            เคล็ดวิชานี้สามารถกลืนกินพลังต้นกำเนิด พลังบำเพ็ญเพียร รวมไปถึงจิตวิญญาณ จนกลายเป็นของผู้กลืนกินได้ทั้งหมด และเมื่อใช้ร่วมกับศาสตร์ลับแห่งขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร ก็สามารถกลั่นพลังเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวายจากการปะทะกันของพลังอันหลากหลายได้อีกด้วย

            เพราะถึงที่สุดแล้ว เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นหาใช่เคล็ดวิชาโดยสมบูรณ์ ทว่าเป็นเสมือนรูปแบบการบำเพ็ญเพียรแบบลัดขั้นคล้ายกับการเพิ่มพลังด้วยแต้มในระบบ เพียงแต่ต้องใช้พลังต้นกำเนิดเป็นเชื้อเพลิงในการหลอมรวมเพื่อเพิ่มพูนขึ้นไปเท่านั้น

            นอกเหนือจากความก้าวหน้าของพลังบำเพ็ญเพียรแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิ่นเหมยก็ยังคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของ ไป๋เลี่ย ผู้เป็นบุตรแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างใกล้ชิด

            มินานมานี้ ไป๋เลี่ยได้ออกจากนครโบราณมรรคาสวรรค์ และมุ่งหน้าไปยังนครโบราณอีกแห่งหนึ่งในดินแดนอนันต์สวรรค์

            จากเบาะแสเหล่านี้ กู้ฉางเกอก็คาดเดาได้ว่าเย่หลิงผู้นั้นน่าจะปรากฏตัวในที่แห่งนั้นแน่

            แน่นอนว่า เขายังมิคิดจะลงมือเปิดเผยไพ่ตายแต่เนิ่นๆ เพื่อเฝ้ารอให้เหยื่อของเขาติดกับอย่างไร้หนทางหลบหนี

            มรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ย่อมมิอาจตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเย่หลิงผู้ต่ำต้อยได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น

            ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต สิ่งล้ำค่าและวาสนาที่แฝงอยู่ในตัวเย่หลิง ย่อมมิใช่เพียงแค่มรดกของมหาเทพวัฏสงสารเพียงอย่างเดียว

            ในยามนี้กู้ฉางเกออยู่ในที่มืด ขณะที่เย่หลิงยังคงอยู่ในที่แจ้ง การจะลงมือจัดการกับเขาจึงมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด

            ทว่าสิ่งที่กู้ฉางเกอคำนึงถึงก็คือ เย่หลิงเป็นเพียงเหยื่อตัวเล็กๆ เท่านั้น หากเทียบกับเยวี่ยหมิงคงผู้ซึ่งเป็นผู้กลับชาติมาเกิดแล้ว นางย่อมรู้ถึงแหล่งสมบัติและวาสนามากมายยิ่งกว่าเย่หลิงหลายเท่า

            อีกทั้งนางย่อมต้องรู้ถึงเส้นทางการเติบโตในอนาคตของเย่หลิงอย่างแน่นอน

            การรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าย่อมเป็นกลโกงอันยิ่งใหญ่ที่สุด

            การปล่อยปละละเลยเยวี่ยหมิงคงแล้วหันไปสนใจเพียงแต่เย่หลิงผู้ต่ำต้อยผู้นี้ นับว่ามิใช่เป็นการให้ค่ากับสิ่งที่มิควรแยแสหรอกหรือ

            “เยวี่ยหมิงคงนี่ช่างวุ่นวายเสียจริง ข้าเพิ่งออกไปเพียงครู่เดียว ทว่ากลับมาก็กลับหาตัวนางมิพบเสียแล้ว”

            กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าฉายแววครุ่นคิด

            นางมิได้อยู่บนยอดเขาไร้พ่าย แล้วนางจะหายไปที่ใดได้เล่า

            หรือจะถือโอกาสที่เขามิอยู่ แอบเข้าไปสำรวจส่วนลึกของ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ หรือว่าอาจจะไปหาหนทางเพื่อลอบสังหารเย่หลิงอีกครั้ง

            ทว่าเขาก็มิได้ใส่ใจอันใดมากนัก ทั้งมิคิดแม้แต่จะไปถามไถ่กับเหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบ

            “หรือบางทีนางอาจจะไปหากู้เซียนเอ๋อร์แล้วก็เป็นได้”

            สายตาของกู้ฉางเกอหรี่ลงเล็กน้อย พิจารณาความเป็นไปได้นี้อย่างมิรีบร้อน

            จะว่าไปแล้ว กู้เซียนเอ๋อร์และเยวี่ยหมิงคงต่างก็มีความแค้นกับเขา และทั้งสองก็มิได้ต่างไปจากน้ำมันกับไฟที่พร้อมจะประสานมือกันเพื่อสังหารเขา

            เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ก็มิอาจสร้างความกังวลใดๆ ให้กับเขาได้ เพราะถึงสองคนนั้นจะร่วมมือกัน ก็หาได้สามารถก่อคลื่นลมอันใดขึ้นมาได้เลย

            สิ่งที่เขาให้ความสนใจในยามนี้ก็คือ เรื่องราวของดินแดนเซียนโบราณที่กำลังจะเปิดออกต่างหาก สิ่งนี้จึงจะนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเขา

            “กู้ฉางเกอ...”

            ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังบางอย่างพลันสั่นสะเทือนขึ้นที่นอกตำหนัก ประตูมิติหนึ่งพลันแหวกออกเผยให้เห็นร่างของผู้อาวุโสใหญ่ที่ย่างก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            และเบื้องหลังของเขา ยังมีกู้เซียนเอ๋อร์และเยวี่ยหมิงคงติดตามมาด้วย

            “โอ้ ท่านผู้อาวุโสใหญ่มาเยือนยอดเขาไร้พ่ายของข้าในครั้งนี้ มิทราบว่ามีธุระอันใดหรือ”

            กู้ฉางเกอกวาดสายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ซึ่งแฝงไว้ซึ่งความเย้ยหยันเล็กน้อย

            เขาล่วงรู้ถึงเจตนาของผู้อาวุโสใหญ่ได้มิยาก การมาในครั้งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นแน่

            เขาย่อมรู้ดีว่าช่วงนี้เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายคงจะหารือกันในเรื่องนี้อยู่

            ส่วนเยวี่ยหมิงคงนั้น ด้วยคงเป็นเพราะนางไปพบกับกู้เซียนเอ๋อร์เพื่อสมคบคิดบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา ทว่าจังหวะเดียวกันนั้นผู้อาวุโสใหญ่ก็คงประชุมเสร็จสิ้นพอดี จึงได้พานางทั้งสองติดตามมาด้วยกัน

            วันนี้เป็นวันเดียวกันกับที่ผู้อาวุโสใหญ่จะต้องมาขอร้องเขา

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขาทั้งสิ้น

            เขายืนอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่ง สายตาไร้ซึ่งความรีบร้อนหรือกังวลอันใด เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ผู้อาวุโสใหญ่จะมิเต็มใจเพียงใด ทว่าสุดท้ายก็ต้องถูกเขากุมผลประโยชน์นี้ไว้อยู่ดี

            “เจ้าคิดว่าผู้อาวุโสผู้นี้จะต้องขออนุญาตก่อน จึงจะมาเยือนยังยอดเขาของเจ้าได้หรืออย่างไร”

            เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของกู้ฉางเกอ ผู้อาวุโสใหญ่พลันเผยแววตาเคร่งขรึมขึ้นมาทันที คำกล่าวนั้นแฝงไว้ด้วยความมิพอใจอยู่ลึกๆ

            เดิมทีเขาบำเพ็ญเพียรมานานหลายปี ผ่านโลกมาอย่างสงบเยือกเย็น มิเคยมีสิ่งใดที่ทำให้จิตใจหวั่นไหวได้ ทว่าทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ เขาก็มักจะถูกกระตุ้นจนความอดทนอดกลั้นแทบพังทลาย

            จนบางครั้งเขายังอดสงสัยมิได้ว่า การบำเพ็ญเพียรในด้านจิตใจของตนนั้น อาจมีข้อบกพร่องอยู่จริงๆ

            “แน่นอนว่ามิต้องขออนุญาต”

            กู้ฉางเกอยิ้มบางอย่างมิแยแส น้ำเสียงยังคงราบเรียบก่อนกล่าวต่อว่า

            “ทว่าถ้าหากท่านผู้อาวุโสใหญ่มิมีธุระสำคัญอันใด ก็ขอเชิญกลับไปก่อนเถิด เพราะข้ามีเรื่องต้องปรึกษากับเยวี่ยหมิงคงเป็นการส่วนตัว การมีคนนอกอยู่ตรงนี้ มันช่างมิเหมาะสมเอาเสียเลย”

            คำกล่าวนี้กล่าวจบลงด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าเจตนาขับไล่กลับเด่นชัดราวกับดาบคมกริบที่ตัดผ่านอากาศ ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่พลันมืดครึ้มราวกับท้องฟ้าก่อนพายุฝน

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน