61
อย่าหมายเด็ดปีกนางพยัคฆ์
จางหลินถงยืนมองผลงานของนางจากบนหลังคาอาคารหลังหนึ่ง ในหัวใจนางยังไม่รู้สึกถึงการเติมเต็ม ทั้งหมดเพียงแค่เริ่มต้น ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกท่วมหอตำราหลวง นางได้ยินเสียงร้องตะโกนของผู้คน จากนั้นเห็นแสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมาก กำลังเคลื่อนมาทางจุดที่เกิดไฟไหม้ ควันไฟและควันพิษผสมเข้าด้วยกันลอยคลุ้ง ช่างเป็นภาพที่ชวนมองอย่างยิ่ง ต่อมามีเสียงร้องขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจ
“มีพิษ อย่าเข้าใกล้ ที่นั่นมีควันพิษ”
อ้าก! เสียงร้องระงม
“เกิดอะไรขึ้น เป็นฝีมือใครกัน”
“พวกเจ้าหาน้ำมาดับไฟสิ ยืนเฉยอยู่ทำไม”
ด้านล่างคนร้องตะโกนด้วยความสับสนอลม่าน จางหลินถงได้ยินนางจึงยกยิ้มที่มุมปาก ประกายในดวงตายังเป็นสีแดงโลหิตไม่จางหาย ทั่วร่างกายยังมีไอสีแดงลอยกรุ่น ขณะนั้นคนผู้หนึ่งก็หันมาทางนางอย่างหม่อลอยราวกับคนโดนสะกดจิต ก่อนจะได้สติและร้องขึ้นว่า
“นั่น นางอยู่นั่น!”สิ้นเสียงตะโกน ทุกคนหันมาทางนาง
“จับนาง นางเป็นคนวางเพลิง!”คนพวกนั้นตะโกน หลายคนวิ่งเข้ามา แต่สักพักก็ล้มลงดิ้นทุรนทุราย บางคนตาเหลือกค้างชักกระตุกจนทำคบเพลิงในมือหลุดไปตกที่อื่น ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้นอีกแห่ง อาคารหลายหลังในพระราชวังถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี สายลมเป็นใจ ไฟจึงลุกลามบานปลายใหญ่โต
พระราชวังที่คนสกุลอู๋สร้างขึ้นจากหยดเลือด และความตายของผู้คนกำลังกลายเป็นทะเลเพลิง ไกลออกไปนางได้ยินเสียงกรีดร้องของสตรี พวกนางวิ่งออกมาจากอาคารด้วยความกลัวตาย ความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้ว จนแยกแยะไม่ได้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร เพราะทุกคนล้วนต้องการเอาชีวิตรอดกันทั้งนั้น
“ฮ่าๆ”จางหลินถงหัวเราะด้วยความสะใจ“กรีดร้องมันเข้าไป กรีดร้องให้ดังๆ สาแก่ใจข้านัก!”
“คุณหนูรีบหนีเถอะเจ้าค่ะ พวกเขาเห็นเราแล้ว”เป่าซานร้องเตือน
“ให้เขาเห็นข้าสิดี ข้าไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้เพียงเพื่อช่วยอู๋อ๋องอย่างเดียวเสียหน่อย แต่ข้ามาเพื่อจะประกาศบอกพวกเขาว่าข้า คุณหนูสามจางหลินถง บุตรสาวขุนนางที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏยังไม่ตายและกลับมาแล้ว”
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่สามารถหยุดยั้งเจ้าได้จริงๆ”ทันใดนั้นเสียงดังแว่วมาจากด้านหลัง บุรุษในชุดสีน้ำเงินยืนโดดเด่นใต้แสงจันทร์ ใบหน้าของเขาไร้หน้ากากปกปิด เพราะเขาตั้งใจเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง
จางหลินถงหันกลับไปมองอย่างแช่มช้า“นึกว่าใครที่แท้ก็เป็นคุณชายเจิ้งจื่ออี้”
“ถงเอ๋อร์ เจ้าหยุดแค่นี้ไม่ได้หรือ?”เจิ้งจื่ออี้นึกถึงจางหลินถงในวันวาน ที่อ่อนหวานเรียบร้อย
“ต่อให้ข้าต้องตายข้าก็ไม่หยุด วันนี้แค่ช่วยอู๋อ๋อง แต่วันหน้าข้าจะมาเอาชีวิตทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของตระกูลจาง ท่านตา ท่านแม่ และหน่วยพยัคฆ์ขาวทุกคน”
“เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าเหตุใด ข้าถึงช่วยเจ้าให้พ้นความตาย และพยายามกันเจ้าออกหากจากเรื่องนี้ เพราะข้าอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ที่ดี ไม่อยากให้เจ้าต้องมือแปดเปื้อน”
“มือแปดเปื้อนงั้นรึ! ขอบคุณคุณชายที่ห่วงใยข้า แต่บุญคุณช่วยชีวิต ข้าได้ตอบแทนคืนไปแล้ว”เขาเคยช่วยชีวิตนาง แต่นางก็ไว้ชีวิตเขาที่เมืองเตียวฮุย ยามนี้ไม่มีหนี้บุญคุณติดค้างกันอีก จะมีก็เพียงแต่หนี้แค้นเท่านั้น“คุณชายเจิ้งจื่ออี้ อาหารรสเลิศลิ้นดีไหมเล่า น่าเสียดายที่ชิวยี่ถูกฆ่าตายไปแล้ว ใต้หล้านี้คงไม่มีใครปรุงน้ำแกงได้เก่งกาจเท่านาง ท่านว่าไหม”
“ถงเอ๋อร์” เจิ้งจื่ออี้ขบเม้มริมฝีปาก เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงเกลียดชังจากนาง“เหตุใดเจ้าถึงเกลียดข้า แต่กลับไม่เกลียดจวิ้นอ๋อง เขาก็หลอกลวงเจ้าเช่นกัน”
“จวิ้นอ๋องหลอกลวงข้า ใช้ประโยชน์จากข้าก็จริง แต่เขาคือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับข้า”นางกล่าว
“ในใจเจ้าไม่เคยมีข้า”เจิ้งจื่ออี้เพิ่งเข้าใจ
“คุณชายอย่าลืมว่ามารดาคุณชายปฏิบัติต่อข้าอย่างไร”นางยอกย้อนสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง
“ที่แท้เจ้าก็ร่วมมือกับจวิ้นอ๋อง ช่วยกบฏหลบหนีและเผาหอตำราหลวง”ซ่งตงหยางในอาภรณ์ขาวถูกประคองโดยหลิงฉี ยืนอยู่เบื้องล่าง พร้อมองครักษ์กลุ่มใหญ่ที่กำลังเล็งธนูมาทางจางหลินถง สีหน้าโกรธจัดจนเก็บไว้ไม่อยู่
จางหลินถงหันกลับไปมอง หญิงสาวไม่ตกใจเลยที่เห็นซ่งตงหยางมาพร้อมกับคนที่หมายเอาชีวิตนาง ต่างจากเป่าซานและไห่เถิงที่ตกใจจนหน้าซีด ขยับตัวเข้าปกป้องหญิงสาวสุดกำลัง
“ถูกต้อง เป็นข้าที่ร่วมมือกับจวิ้นอ๋อง ท่านดูสิ วังหลวงมืดมิดมานาน พอข้ามาถึงก็มีแสงสว่างขึ้นมาทันที”นางกล่าวแดกดันทำสีหน้าไม่เปลี่ยน
วังหลวงไม่เพียงมีแสงสว่างจากเปลวเพลิง แต่ยังมีควันพิษปกคลุมไปทั่ว ผู้ใดได้สูดดมล้วนได้รับผลกระทบที่ทางเดินหายใจทั้งสิ้น คนหลายคนเริ่มไอและล้มลง ใครรู้ทันหาผ้าปิดจมูกปิดปากก็รอด ส่วนพวกนางกินยาต้านพิษ ย่อมไม่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว
“ดี ทำได้ดีมาก”ซ่งตงหยางขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำมองจางหลินถงด้วยความโกรธจัดระคนคาดไม่ถึง
ความผิดพลาดวันนี้เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด เดิมทีหากเป็นคนอื่นเขาจะสั่งฆ่าและนำศพไปแล่เป็นหมื่นชิ้นเพื่อชดใช้ความผิด แต่พอรู้ว่าเป็นจางหลินถง ความโหดเหี้ยมของนางทำให้เขากระหาย จนอยากจับนางมามัดแขนมัดขาติดไว้กับเตียง ครอบครองลงโทษให้สาแก่ใจ แล้วขังนางไว้ในตำหนักไม่ให้นางหนีไปไหนอีก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าจวิ้นอ๋องหนีไปพร้อมกับคนของเขาแล้ว”
“รู้สิ เพราะข้าตั้งใจให้เขาพาคนหนีไปเอง”นางยืดออกยอมรับอีกครั้ง ในภาพนิมิตคนที่ยืนตรงนี้ เดิมทีเป็นอู๋ฮวนที่พยายามถ่วงเวลาให้คนของเขาพาอู๋อ๋องหนี ก่อนจะถูกฝนธนูจำนวนมากยิงจนตาย แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นนางแล้ว อีกทั้งพลธนูเหล่านั้นก็เล็งมาที่นาง นางตั้งใจสับเปลี่ยนตัว จะไม่รู้ว่าอีกคนกำลังหนีได้อย่างไร
“เจ้าเต็มใจช่วยเขา แม้รู้ว่าเขาจะทิ้งเจ้าไว้ แล้วเอาชีวิตรอดคนเดียวงั้นหรือ?”ซ่งตงหยางถามต่อ
“แล้วอย่างไร ข้าต้องคร่ำครวญเสียใจแล้วขอให้ท่านช่วยข้าด้วยหรือไม่”นางประชดกลับ ท่วงท่าอาจหาญ จิตใจไม่หวั่นกลัวแม้รู้ว่าอู๋ฮวนพาคนไปแล้ว ตรงกันข้ามนางโล่งใจมากที่รู้ว่าเขารอดชีวิต และพาอู๋อ๋องหนีไปได้
“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมาก เจ้าช่วยให้เขาหนีไปได้ แต่น่าเสียดายที่วันนี้เจ้าจะไม่ได้กลับออกไป”
“คุณชายซ่ง ท่านคิดว่าจะจับข้าได้จริงหรือ ที่เมืองเตียวฮุยพวกท่านวางคนไว้ทุกจุดตรวจเพื่อจับพวกข้า แล้วจับได้หรือไม่ ไม่เห็นหรือว่าสวรรค์เข้าข้างข้ามากกว่าพวกท่าน”นางถามกลับด้วยสีหน้ามั่นใจ
ซ่งตงหยางชะงัก คำกล่าวนี้เขาได้ยินอู๋ฮวนพูดไปก่อนหน้า ในขณะที่บรรดาองครักษ์เหล่านั้น มองซ่งตงหยางพลางขมวดคิ้ว ประหลาดใจว่าเหตุใด นางถึงเรียกองค์ชายอู๋เหวินเซียวว่าคุณชายซ่ง นั่นไม่ใช่แซ่ของอัครมหาเสนาบดีหรอกหรือ?
“ดี ทายาทพยัคฆ์ขาวต้องหยิ่งผยองถึงจะถูก แม่นางอาหลินเจ้าร่วมมือกับกบฏก็ถือว่าเจ้าเป็นกบฏ ในเมื่อเขาหนีไปแล้ว ข้าก็ไม่มีทางเลือก เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเป็นคนรับโทษทั้งหมด”ซ่งตงหยางกล่าว เหตุการณ์วันนี้ต้องมีคนผิด จับนางได้แล้วค่อยทำให้พ้นผิด จากนั้นกักนางไว้ในตำหนักไม่ให้นางหลุดมือไปได้อีก
“คุณชายซ่งเจ้ากล่าวผิดแล้ว ข้าไม่ใช่บุรุษเห็นแก่ตัว ขี้ขลาดตาขาวปล่อยคู่หมั้นรับหน้า แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวเสียหน่อย” เสียงนุ่มทุ้มอีกเสียงดังมาพร้อมกับร่างบุรุษในชุดดำเหินขึ้นมาบนหลังคา ที่แท้ผู้มาเป็นอู๋ฮวนและเซินสี่ และผู้พูดก็คืออู๋ฮวน
“ข้าบอกให้ท่านหนีไป”นางหันไปตำหนิ
“อาหลิน ข้าไม่อาจเห็นแก่ตัว ปล่อยให้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูได้”เขากล่าวพลางส่งสายตาห่วงใยให้นาง ไห่เถิงและเป่าซานเห็นอู๋ฮวนมาแล้วก็เบาใจ
“อู๋อ๋องเล่า?”
“อย่าห่วงเลย อู๋อ๋อง อู๋สี่ปลอดภัยแล้ว ทุกคนก็ปลอดภัย ข้าให้พวกเขาล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เหลือแค่เจ้าที่ยังไม่ออกไป ข้าก็เลยตามมาดู”ชายหนุ่มก้มกระซิบบอกเพื่อให้นางหายกังวล เป็นเช่นนั้นจริงๆเพราะแผนปั่นป่วนวังหลวงของนาง ทำให้ทุกคนกลับออกไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว เขาจึงกลับมาหานางได้อย่างหมดห่วง
ทว่าท่าทางสนิทสนมของสองหนุ่มสาว ทำให้เจิ้งจื่ออี้ต้องรีบหันหน้าหนี เขาเสียใจที่ไม่อาจรักษานางไว้ได้ ในขณะที่ซ่งตงหยางขบเม้มริมฝีปากจนซีดด้วยความไม่พอใจ สงสัยว่าเหตุใดนางถึงไม่เกลียดชังอู๋ฮวนเช่นที่นางเกลียดชังเขา
“เป็นบุรุษทำผิดก็ต้องรับผิด ดียิ่งนัก ทหาร ยิง!”ซ่งตงหยางสั่งยิงฟ้าผ่า เขาคว้าธนูจากองครักษ์ที่ยืนใกล้ตัวมาเล็งที่จางหลินถง
เจิ้งจื่ออี้ตื่นตระหนกจนหน้าซีดขาว หากยิงจริงจางหลิงต้องถูกลูกหลงตายแน่ แต่ซ่งตงหยางคิดอีกอย่างทันทีที่เขายิง อู๋ฮวนย่อมไม่ปล่อยให้จางหลินถงบาดเจ็บ เขาจะรีบเอาตัวมาขวาง คนที่โดนยิงไม่ใช่จางหลินถงแต่เป็นอู๋ฮวน แค่เด็ดปีกอู๋ฮวนได้ เขาก็จะสามารถจับจางหลินถงได้
นอกจากนั้นเขายังสามารถจับอู๋ฮวนไปลงโทษ รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ ในขณะที่นางจะพ้นผิด เขาจะขังนางเก็บนางไว้ใกล้ตัว แต่งนางอย่างออกหน้าให้นางคลอดลูกเลี้ยงลูกให้เขา
ฟิ้ว! ฟิ้ว!ฟิ้ว!
ลูกธนูพุ่งขึ้นมา จางหลินถงเร่งลมปราณแผ่ไอสีแดงให้เข้มข้นขึ้น ดวงตาของนางแดงจัดยิ่งกว่าเก่า อู๋ฮวนโถมตัวไปขวางลูกธนูปกป้องสตรีตัวเล็ก สองแขนโอบกอดเอาตัวเป็นกำแพงบดบังนางจนมิดชิด ยามนั้นเซินสี่ ไห่เถิง เป่าซานกระชากกระบี่ออกมาเตรียมปัดฝนธนูไม่ให้โดนใคร ไม่ว่าจะเป็นจางหลินถงหรืออู๋ฮวน แต่ช่วงที่จางหลินถงเร่งลมปราณ ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมาปักที่หลังของอู๋ฮวนเต็มแรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลูกธนูดอกนั้นเป็นของซ่งตงหยาง
อึ๊ก! อู๋ฮวนสะดุ้งเมื่อหัวลูกศรเย็บเฉียบปักลงมาบนผิวเนื้อ เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดย่อเข่าอุ้มจางหลินถงพาดบ่า ในเมื่อนางไม่ยอมไป เขาจะพานางไปด้วยวิธีนี้ก็แล้วกัน
“ท่านหมอ โยนระเบิดควันพิษที่เหลือใส่พวกมัน” นางตะโกนบอก ขณะดึงลูกธนูออกมาจากกระบอกด้านหลัง พลางเล็งไปทางกลุ่มซ่งตงหยาง ฝั่งนั้นกล้าลงมือเหตุใดนางจะไม่กล้าลงมือ ซ่งตงหยางโหดเหี้ยมเท่าใด นางจะโหดเหี้ยมยิ่งกว่า ทำให้พวกเขารู้ว่านางไม่ใช่เหยื่อที่เขาจะหยิบใช้จับใครได้ง่ายๆ
หากคิดเด็ดปีกนางพยัคฆ์ รอให้นางตายไปก่อนก็แล้ว!
ปราณโลหิตอัคคีทำให้หัวลูกธนูที่ทำมาจากเหล็กร้อนจนแดงเถือกราวกับถูกเผาในเตาไฟ ซ่งตงหยางเบิกตาค้าง หลิงฉีคว้าเจ้านายหลบออก จังหวะนั้นจางหลินถงปล่อยลูกธนูที่น้าวจนสุดสายออกไป ประจวบเหมาะกับที่ไห่เถิงโยนระเบิดควันพิษ ลูกธนูพุ่งเข้าไปปักที่ลูกระเบิดนำพามันลงพุ่งไปหากลุ่มคนและระเบิดขึ้น
ตูม!
เศษเนื้อคน เศษดินกระจัดกระจายเต็มอากาศ ละอองโลหิตฟุ้ง ทั้งตัวคน ชิ้นส่วนอาวุธกระเด็นไปคนละทิศละทาง อาคารที่อยู่ใกล้เคียงถูกแรงระเบิดอัดกระแทกใส่จนพัง แม้เจิ้งจื่ออี้ที่อยู่บนหลังคายังถูกแรงกระแทกของระเบิดจนตัวปลิว ทว่าไห่เถิง เป่าซาน อู๋ฮวน เซินสี่ ที่อยู่ใกล้จางหลินถงยังปลอดภัยดี พวกเขารอดเพราะได้รับความคุ้มครองจากปราณโลหิตอัคคีนั่นเอง
“นายท่าน นายท่านถูกยิงบาดเจ็บ!”
“ไม่ต้องสนใจ รีบไปเร็วเข้า เร็ว”อู๋ฮวนบอก เขาเร่งลมปราณใช้วิชาตัวเบา พาจางหลินถงเหินจากหลังคาหลังหนึ่ง ไปอีกหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไห่เถิง เป่าซาน และเซินสี่จึงตามประกบด้านหลังอารักขาไม่ห่าง
เจิ้งจื่ออี้ลุกขึ้นยืน แล้วมองความเสียหายอย่างตกตะลึง กลุ่มอู๋ฮวนจากไปแล้ว โดยทิ้งร่องรอยความเสียหายมหาศาลไว้ให้ซ่งตงหยางรับผิดชอบ ต่อมาเจิ้งจื่ออี้ก็ยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ สะใจยิ่งนัก!
************************************************************