บทที่ 31 กระจกหยินหยางเจ็ดดารา
เมื่อยายหวังเล่าถึงตรงนี้ นางก็หยิบแผ่นทองแดงสีดำออกมาจากแขนเสื้อ วางไว้ตรงหน้าผมขนาดประมาณฝ่ามือ แผ่นนั้นแกะสลักลวดลายอย่างประณีตแต่ก็ผ่านกาลเวลามาเป็นพันปีแล้ว จึงสูญเสียสีสันดั้งเดิมไปหมด
ผมหยิบขึ้นมาพิจารณาอยู่นาน นี่คือส่วนหนึ่งของกระจกทองแดงสินะ เป็นกระจกวิเศษที่บาทหลวงพูดถึง เป็นสมบัติล้ำค่าที่ตระกูลหลี่สืบทอดปกป้องกันมาที่รู้จักกันในชื่อกระจกหยินหยางเจ็ดดารา
“กระจกนี้เป็นของขวัญที่กษัตริย์ทิเบตมอบให้จักรพรรดิถังไท่จง*[1]แห่งราชวงศ์ถัง มันมีพลังในการปราบปีศาจเป็นของที่หลี่จือเฉิงขโมยมาจากสุสานหลวง กระจกหยินหยางเจ็ดดาราแบ่งออกเป็นสองด้าน กระจกด้านหยางถูกฝังไว้ในสุสานใช้เพื่อปราบราชาผี ส่วนกระจกด้านหยินนั้นเป็นของที่ฮงเหนียงจือใช้มาก่อน ต่อมาบรรพบุรุษของฉันได้ส่งคืนให้กับคนในตระกูลหลี่ พวกเขาสามารถมองเห็นสถานการณ์ของราชาผีที่ กระจกหยางปราบไว้ใต้ดินผ่านลวดลายของกระจกหยินได้” ยายหวังพูดมานานก็เริ่มอ่อนล้า
“ยาย ผมยังอยากรู้อีกสองสามเรื่อง” ผมฟังเรื่องราวของท่านมีความขัดแย้งและประหลาดใจอยู่หลายจุดแต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ชัดเจน
“ก่อนหน้านี้ที่ผู้คนฆ่ากันเองเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากพลังของ ราชาผีใช่ไหม”
“ใช่แล้ว” ยายหวังตอบพร้อมพยักหน้า
“ถ้าราชาผีถูกกระจกหยินหยงเจ็ดดาราปราบไว้ใต้ดิน แล้วเขาจะถูกปล่อยออกมาได้ยังไงล่ะ” ผมยังสงสัยอยู นี่เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าอยากหลุดพ้นก็ต้องไม่มีข้อสงสัยเหลืออยู่
“เธอรู้ไหมว่าที่ซ่อนกระจกดั้งเดิมอยู่ที่ไหน” คุณยายหวัง ย้อนถามผม
“รูปปั้นหลี่เหยียน” ผมพูดพลางชี้ไปที่อก ตรงนั้นมีโพรงหินขนาดเท่าอ่างล้างหน้า ผมเพิ่งยืนยันกับตัวว่าเคยมีของซ่อนอยู่ตรงนั้น ยายหวัง พยักหน้าชม
“หลังจากทหารบุกเข้ามาในเมือง ในความวุ่นวาย ไม่รู้ใครยิงปืนทำลายหน้าอกของรูปปั้นหินเผยให้เห็นกระจกหยิน ข้างในอาจจะเสียหายไปบ้าง ถึงแม้ไม่มีใครรู้ว่าข้างในซ่อนกระจกวิเศษไว้ แต่กระจกหยางหยินเจ็ดดาราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่กำเนิด กระจกหยางใต้ดินย่อมมีปฏิกิริยาตอบสนอง พลังของราชาผีฟื้นคืนซึมขึ้นมาจากใต้ดิน ผู้คนที่วุ่นวายอยู่แล้ว พอได้รับพลังอาฆาตนี้ก็บ้าคลั่งไปหมด ฆ่าฟันกันเองจนกว่าจะตาย หวังซีและหลี่หมิ่นก็เคยได้รับผลกระทบ และต่อสู้กัน” ท่านยังไม่ยอมรับว่าตัวเองคือหวังซี ผมเคารพยายหวังมากขึ้นไม่น้อยเลย
“งั้นเส้นทางหนีมีแค่สุสานใต้ดินแห่งเดียวสินะ” ผมถามต่อ ยายหวังคิดสักพักก่อนตอบว่า
“ฉันคิดว่าน่าจะใช่ และต้องรวมสามเป็นหนึ่งต้องทำให้กระจกหยิน สมบูรณ์ เราถึงจะมีโอกาสไปถึงสุสานได้”
“คุณรู้ทางเข้าสุสานไหม” นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีกุญแจแล้ว แต่ไม่รู้ว่ารูกุญแจอยู่ตรงไหนก็ไม่ได้ ยายหวังส่ายหน้า ผมรู้สึกท้อแท้ขณะบีบแก้วในมือ จนต้องพูดคำถามสุดท้ายออกไป
“หลี่หมิ่นอยู่ที่ไหน” ยายหวังพอได้ยินชื่อนี้ ดูเหมือนทั้งตัวจะหดเกร็ง เปลวไฟสีเขียวที่ลอยอยู่เหมือนโคมไฟครอบไว้มืดลงจนผมแทบมองไม่เห็นใบหน้าของนาง หลังจากผ่านไปนาน นางถึงได้ฟื้นพลังกลับมา แล้วค่อย ๆ เล่าความจริงออกมา
“เด็กประหลาดที่อยู่ใต้การควบคุมของเสี่ยวหงคือหลี่หมิ่นเมื่อหลายปีก่อน” ผมได้ยินแล้วตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว เด็กประหลาดผิวซีดนั่นคือหลี่หมิ่นตัวน้อยน่ารักในเรื่องของยายหวัง ไม่มีใครคิดถึงตอนจบแบบนี้ได้เลย คนหนึ่งพูดจาคล่องแคล่วอีกคนมีฟันแหลมพร้อมกินคน
“หลี่หมิ่นน่าจะถูกเสี่ยวหงจับตัวไป แล้วใช้วิชาลับอะไรสักอย่างเปลี่ยนให้เป็นศพเดินได้ กลายเป็นทาสรับใช้ของเสี่ยวหง” ยายหวังพูดเรื่องพวกนี้ด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ
“หมายความว่าวิญญาณของหลี่หมิ่นไม่อยู่แล้วสินะ” ผมนึกถึงต้าเหว่ยขึ้นมาทันที
“อาจจะ” ยายหวังเข้าใจความหมายของผม “ฉันเคยตามหานานมาก พยายามล่อให้ศพเดินได้ของหลี่หมิ่นห่างจากเสี่ยวหง อยากปลุกความทรงจำของเธอขึ้นมาบ้าง แต่เกือบถูกเธอฆ่าตายฉันคิดว่าในร่างของเธอคงไม่มีความทรงจำของหลี่หมิ่นเหลืออยู่แล้ว” พูดจบยายหวังกลับร้องไห้ราวกับเด็ก ๆ แต่เพราะไม่ได้ร้องไห้มานาน เสียงนั้นจึงฟังดูชวนขนลุกยิ่งนัก
ผมรอจนเสียงของเธอค่อย ๆ เบาลง จึงเลื่อนกระจกไปตรงหน้าเธอ ผมต้องรีบกลับไป สถานการณ์ของต้าเหว่ยไม่ค่อยดีเลย
“ยายต้องการให้ฉันช่วยอะไร” คุณยายหวังตั้งใจจะร่วมมือกับผมอยู่แล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าแผนของนางคืออะไร ผมจ้องมองดวงตาไร้ชีวิตของนาง อย่างรอคำตอบ
“พวกเราต้องเอากระจกในมือของเสี่ยวหงมาให้ได้ก่อน” ยายหวังเป็นสุนัขจิ้งจอกตัวจริงสินะ นางจะให้ผมไปขโมยของล้ำค่าของเสี่ยวหงแทนนาง
ที่ซ่อนสมบัติของเสี่ยวหงเป็นความลับมาตลอด ผมเองก็เคยค้นห้องของเธอหลายรอบแต่ไม่ได้อะไรมากนัก ผมเล่าความจริงทั้งหมดออกไป ดูว่ายายหวังมีวิธีอะไรบ้าง ในเมื่อนางมาหาผม ก็น่าจะมีความคิดในการแก้ปัญหาบ้าง
“เธอเคยได้ยินเสี่ยวหงพูดถึงสถานที่เลี้ยงผีไหม” อีกแล้วสถานที่เลี้ยงผี ครั้งก่อนเสี่ยวหงตอบคำถามนี้อ้อมค้อม ผมส่ายหัวยอมรับว่าผมรู้จักเสี่ยวหงแค่ผิวเผิน
ยายหวังลูบเศษกระจกในมือ แล้วเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของเสี่ยวหงและลุงอวี้อีกสักหน่อย
เสี่ยวหงเป็นหมอผีเธอหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงผี อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้เลี้ยงผีทุกตนที่พบแต่เลือกวิญญาณอย่างมีจุดประสงค์ เสี่ยวหงและ ลุงอวี้ล้วนเป็นเศษซากที่เหลือรอดจากสถานการณ์นั้น
เสี่ยวหงเป็นคนสวยอยู่แล้ว หลังจากเลี้ยงผีมาหลายปี จึงได้รับพลังอำมหิตมากขึ้น ยิ่งงดงามเย้ายวนใจในโลกแห่งความตายที่ไม่รู้จักกาลเวลานี้เธอมีวิธีคงความอ่อนเยาว์แม้ผ่านไปนับร้อยปี ใบหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยายหวังศึกษาวิชาคุณไสย ได้รับพิษมากมายมาเนิ่นนาน พิษเหล่านั้นจึงทำลายใบหน้าที่เคยงดงามอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันตัวเอง นางก็ไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ลุงอวี้เข้ามาในเมืองตอนอายุปลายสี่สิบแล้ว เขาใฝ่ฝันความงามของเสี่ยวหงมาโดยตลอด แต่ก็รู้ถึงความอำมหิตของเสี่ยวหง หลายปีมานี้เขาจึงมองได้แค่ไกล ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ทำให้ชายคนนี้มีนิสัยเลวร้ายยิ่งขึ้น เขาเคยรบกวนยายหวังหลายครั้ง แต่ถูกยายหวังใช้หมอกพิษแมลงคุณไสยโจมตีจึงตัดใจไป
ลุงอวี้เป็นนักพรตในยุทธภพชอบควบคุมสิ่งมีชีวิตประหลาดให้ทำตามคำสั่ง งูยักษ์ตัวนั้นก็เป็นสมบัติที่เขาเลี้ยงไว้ แต่นักพรตเหล่านี้ต่างมีวิชาลับเฉพาะตัว ยายหวังไม่ค่อยได้ติดต่อกับเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก
ยายหวังครุ่นคิดถึงเสี่ยวหงมานานแล้ว เพราะเรื่องของหลี่หมิ่น เธอน่าจะเป็นคนจากประตูผีและเป้าหมายของเธอ… ตามการวิเคราะห์ของยายหวัง น่าจะเป็นราชาผีที่ฝังอยู่ใต้ดินลึก ส่วนความลับเบื้องหลัง ยายหวังก็ไม่รู้
ส่วนสถานที่ที่เสี่ยวหงเรียกว่าที่เลี้ยงผีก็คือแท่นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่คล้ายต้นหูกวางผสมต้นหลิวในสวนหลังบ้าน ดินเถ้าข้างในกองสะสมจากกระดูกและเลือดนับไม่ถ้วน โดยปกติผีที่เธอจับมาจะถูกยัดเข้าไปในแท่น คว่ำปากแท่นลงกับดินเถ้าเป็นเวลานานต่อเนื่องกันไป
ที่นั่นจึงเป็นดินชื้นแฉะ เป็นที่สะสมพลังอำมหิตและที่ทำให้ใบหน้าของเสี่ยวหงผ่องใสเปล่งปลั่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นผลของสถานที่เลี้ยงผีรายละเอียดการดำเนินการ เสี่ยวหงเก็บเป็นความลับเสมอและมีเด็กประหลาดเฝ้าอยู่ที่ประตู คนธรรมดาจึงแอบดูไม่ได้
ยังไงก็ตามยายหวัง รู้ว่าต้นไม้ต้นนั้นเป็นชีวิตเป็นลมหายใจของ เสี่ยวหง ดังนั้นนางจึงคาดเดาว่าเศษกระจกต้องซ่อนอยู่ที่นั่นแน่ การใช้พลังกระจกหยิน เพื่อเพิ่มพลังผีนี่เป็นวิชาลับที่หาได้ยากยิ่งของเสี่ยวหง
ยายหวังกำชับผมว่า เมื่อกลับไปแล้วให้สำรวจสวนหลังบ้านเป็นพิเศษ ผมพยักหน้ารับคำจัดการเรื่องที่เหลือกับนางแล้วก็กลับไปตามทางเดิม สวนในบ้านเละเทะไปหมดแล้วผมแอบปีนกำแพงข้ามตรอก รอจนมืดค่ำแล้วกลับไปที่ตึกเล็กของเสี่ยวหงอีกครั้ง
[1] จักรพรรดิถังไท่จง : จักรพรรดิรัชกาลที่สองแห่งราชวงศ์ถังของประเทศจีน (ราว 1,600 ปี) ได้ยึดถือหลักคำสอนของขงจื๊อในการปกครองประเทศ และทำให้ประเทศจีนในยุคที่พระองค์ปกครองรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกในยุคสมัยของพระองค์ราชวงศ์ถังนั้นยิ่งใหญ่มากมายเลยก็ว่าได้