(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า

    บทที่ 35 ไม่แพ้บุรุษ

    บทที่ 35 ไม่แพ้บุรุษ


            เรือนซื่ออาน


            ถังซูอี๋กำลังสั่งให้ชุ่ยอวิ๋นนำผ้าห่มและเครื่องนอนไปที่ห้องหนังสือ การที่นางขังเสี่ยวอวี้หมิงไว้ในห้องหนังสือ ก็เพื่อต้องการให้เขาได้ไตร่ตรองชีวิตให้ดี ทว่าไม่ได้ต้องการให้เขาหิวหรือหนาวเหน็บ


            ชุ่ยอวิ๋นได้รับคำสั่งแล้วก็จากไป ถังซูอี๋และเซียวอวี้จูเดินเล่นในสวน พลางเอ่ยขึ้น “เดินร้อยก้าวหลังอาหาร จะมีชีวิตยืนยาวถึงเก้าสิบเก้าปี”


            เซียวอวี้จูได้ยินก็หัวเราะ จากนั้นก็เงยหน้าถามมารดา “ท่านแม่ลงโทษพี่รอง เป็นเพราะเขาช่วยเหยียนอู่หนีออกจากบ้านใช่หรือไม่?”


            “ก็มีส่วนหนึ่ง” ถังซูอี๋กล่าวกับนางเบา ๆ “การหนีออกจากจวนเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอยางที่สุด เจ้าดูเหยียนอู่เถิด เพียงเขาหนีออกจากจวน ก็ทำให้ทั้งจวนหนานหลิงไม่สงบ คราวนี้ยังโชคดีที่เขาฉลาด ถึงได้ไปซ่อนตัวอยู่ในตรอกเหมยฮวา ถ้าเขาหนีออกไปนอกเมืองหลวงแล้วเจอโจรหรือศัตรูของจวนหนานหลิง ชีวิตของเขาอาจจะต้องจบลง ถ้าเขาตายไปหนานหลิงป๋อและภรรยาคงเสียใจจนตายแน่ ๆ”


            เซียวอวี้จูได้ฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ถังซูอี๋ก็กล่าวกับนางอีก “หากมีเรื่องใดก็บอกคนในจวน ทุกคนย่อมมีวิธีแก้ไขอยู่แล้ว การหนีออกจากบ้านเป็นวิธีที่แย่ที่สุด โดยเฉพาะผู้สตรี”


            เซียวอวี้จูพยักหน้าอีกครั้ง นางไม่มีทางหนีออกจากจวนเป็นอันขาด ภายนอกไม่มีสาวใช้และแม่บ้านคอยรับใช้ กินนอนไม่สะดวก คนที่หนีออกจากจวนล้วนแต่เป็นคนโง่ทั้งสิ้น


            แม่ลูกเดินเล่นในสวนอยู่สักพักก็เตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟันเพื่อเข้านอน ห้องด้านข้างทิศตะวันออกยังจัดเก็บไม่เรียบร้อย เซียวอวี้จูยังคงนอนกับถังซูอี๋เช่นเดิม หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว แม่ลูกก็พากันเข้านอน เซียวอวี้จูขอให้ถังซูอี๋เล่านิทานให้ฟัง


            หลังจากคิดอยู่นาน ถังซูอี๋ก็เล่าเรื่องของ ‘หลี่ชิงจ้าว’ กวีหญิงชื่อดังในประวัติศาสตร์ชาติก่อนให้เซียวอวี้จูฟัง นางฟังจนดวงตาเป็นประกาย ในตอนท้าย ถังซูอี๋ยังได้อ่านบทกวีที่มีชื่อเสียงของหลี่ชิงจ้าวให้ฟังอีกด้วย “มีชีวิตอยู่ควรทำตัวเป็นวีรบุรุษ แม้ตายไปก็ยังเป็นผีกล้า จวบจนวันนี้ข้าพเจ้ายังนึกถึงเสี่ยงอวี่ ไม่อยากข้ามแม่น้ำแยงซี”


            เซียวอวี้จูไม่ค่อยเข้าใจบทกวีนี้สักเท่าไหร่ ทว่านางรู้สึกได้ถึงพลังของบทกวีทั้งบท นางจึงกล่าวขึ้น “นางเป็นสตรีที่เก่งกาจนัก”


            “ถูกแล้ว” ถังซูอี๋ห่มผ้าห่มให้เซียวอวี้จู “นางเป็นสตรีที่ไม่แพ้บุรุษ”


            เซียวอวี้จูคิดแล้วก็กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ท่านแม่ก็ไม่แพ้บุรุษใด”


            ถังซูอี๋ยิ้มแล้วบีบแก้มนุ่ม ๆ ของนางแล้วหัวเราะ “ลูกรักขี้ประจบ”


            “ข้ากล่าวจริง ๆ นะ” เซียวอวี้จูกล่าวอย่างจริงจัง


            “ได้ ข้ารับรู้แล้ว เจ้านอนเถิด”


            เซียวอวี้จูหลับตาลงก่อนจะหลับไปในเวลาไม่นานนัก ส่วนถังซูอี๋ยังอ่านหนังสือต่ออีกสักพักก่อนจะเข้านอน ในสมัยโบราณไม่ค่อยมีความบันเทิง ยามค่ำคืนก็มีเพียงหนังสือเท่านั้นที่นำมาอ่านฆ่าเวลา


            วันรุ่งขึ้น ถังซูอี๋ตื่นแต่เช้าตรู่อีกครั้ง ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินเล่นในอยู่เรือนอีกสักพักก่อนจะปลุกเซียวอวี้จูให้ตื่น เมื่อเซียวอวี้จูเก็บของเสร็จ เซียวอวี้เฉินก็มาถึงพอดี วันนี้เสื้อผ้าของเขาดูสะดุดตา เสื้อคลุมสีเงินปักลายจันทร์เสี้ยวสีขาว บนศีรษะสวมกวานหยกสีเขียว ช่างเจิดจ้าจนแสบตา


            “วันนี้ท่านพี่หล่อจริง ๆ” เซียวอวี้จูอดไม่ได้ที่จะกล่าว 


            เซียวอวี้เฉินถูกชมตรง ๆ เช่นนี้ก็ทำเอาเขินอายไปหมด ถังซูอี๋ยืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ พลางกล่าวกับเซียวอวี้จู “ไม่ควรชื่นชมบุรุษว่าหล่อ ควรจะบอกว่าหล่อเหลา”


            เซียวอวี้จูได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวขึ้น “วันนี้ท่านพี่หล่อเหลาจริง ๆ”


            เซียวอวี้เฉินเขินจนต้องกระแอมแก้เก้อ “จัดโต๊ะอาหารเสร็จหรือยัง?”


            ถังซูอี๋จึงหยุดล้อเลียน ทั้งสามนั่งทานอาหารด้วยกัน หลังจากทานเสร็จ เซียวอวี้เฉินก็ไปร่วมงานสังสรรค์ของเขา ส่วนเซียวอวี้จูไปสำนักศึกษาที่อยู่ในจวน ทว่าก่อนจะออกไป นางแอบหยิบขนมไปเป็นจำนวนมาก ถังซูอี๋เองก็ทำเป็นไม่เห็น


            หลังจากเซียวอวี้จูออกจากเรือนซื่ออาน นางไม่ได้ตรงไปยังสำนักศึกษาในจวน ทว่านางกลับเดินไปยังห้องหนังสือที่เรือนหน้าก่อน


            ประตูห้องหนังสือยังคงถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา เซียวอวี้จูเดินไปยังหน้าประตูแล้วแอบมองผ่านช่องประตู ทว่านางกลับไม่เห็นสิ่งใดเลย นางจึงเรียกเบา ๆ “ท่านพี่รอง ท่านพี่รองอยู่หรือไม่?”


            เซียวอวี้หมิงเพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จ บัดนี้เขากำลังนอนคิดเรื่องชีวิตอยู่บนเตียงเล็ก เมื่อได้ยินเสียงนางก็เดินไปพิงกรอบประตูแล้วกล่าวขึ้น “หากข้าไม่อยู่แล้วจะไปที่ใดเล่า?”


            “ไม่ใช่ว่าท่านพี่ไขกุญแจเป็นหรอกหรือ บางทีอาจจะไขกุญแจออกไปได้นะ” เซียวอวี้จูคิดว่าพี่รองของนางเป็นผู้มีฝีมือ แม้แต่การไขกุญแจก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย


            เซียวอวี้หมิงอึ้งไปครู่หนึ่ง “กุญแจอยู่ภายนอก ส่วนข้าอยู่ภายในจะไปไขได้เช่นไรเล่า?”


            เซียวอวี้จูตาโต “ท่านอยากจะไขกุญแจจริง ๆ หรือ?”


            “...หากไม่มีเหตุอันใดก็ไปทำงานของเจ้าเถิด”


            เซียวอวี้จูไม่สนใจน้ำเสียงที่ไม่ใยดีของเขา ก่อนจะหยิบขนมที่แอบเอามาออกมา แต่เมื่อมองช่องประตูที่แคบ ๆ นี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจลอดผ่านไปได้ คิดแล้วคิดอีก นางจึงหยิบขนมออกมาหนึ่งชิ้นแล้วสอดเข้าไปตามช่องปรตู “ท่านกล่าวสิ เหตุใดท่านจึงไม่ทำในสิ่งที่ดีกว่านี้ เหตุใดถึงช่วยพี่ห้าหนีออกจากจวน มันช่างโง่เขลาจริง ๆ!”


            เซียวอวี้หมิงยื่นมือรับขนมที่ส่งมาจากช่องประตู แล้วยัดเข้าปากก่อนจะกล่าวขึ้น “เจ้าเป็นเพียงเด็กน้อย จะไปรู้เรื่องราวใดกัน?”


            เซียวอวี้จูส่งเสียงฮึดฮัดดอยู่ในลำคอ “ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร? หลังจากเหยียนอู่หนีออกจากจวน จะมีสาวใช้และคนรับใช้คอยปรนนิบัติหรือ จะกินสิ่งใดที่อยากกินได้หรือ?”


            เซียวหยูหมิงนิ่งเงียบ


            เซียวอวี้จูไม่ได้คาดหวังคำตอบจากเขา นางสอดขนมเข้าไปอีกชิ้น “แน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดใช่หรือไม่? เช่นนั้นท่านคิดว่าเขาไม่โง่หรอกหรือ?”


            เซียวอวี้หมิงรับขนมที่ส่งมา “เจ้าจะไปรู้สิ่งใด ท่านพ่อของเหยียนอู่อยากจะให้เขาไปสอบจอหงวน”


            “อ่านหนังสืออยู่ในจวนย่างสบายใจ หรือออกไปทนทุกข์ทรมานอยู่ภายนอก สิ่งใดเล่าที่สบายกว่ากัน?”


            เซียวอวี้หมิงนิ่งเงียบ


    เซียวอวี้จูส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออีกครั้ง “ข้าบอกว่าพวกเจ้าเป็นพวกโง่ เจ้ายังไม่ยอมรับอีก”


    เซียวอวี้หมิงนิ่งเงียบ


    เซียวอวี้จูต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา จึงอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก นางยัดขนมอีกไม่กี่ชิ้นแล้วก็จากไป ทว่าไม่ลืมที่จะถามขึ้นอีกครั้ง “ตอนบ่ายท่านอยากกินขนมใด?"


    “ขนมกุหลาบ เซียวอวี้หมิงกล่าวอย่างครุ่นคิด


    “รู้แล้ว”


    หลังจากเซียวอวี้จูจากไป เซียวอวี้หมิงก็นึกถึงสิ่งที่นางกล่าวก่อนหน้านี้ พลันสบถออกมา “เรื่องมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”


    ...


    ถังซูอี๋รู้ดีว่าเซียวอวี้จูนำขนมออกไปเพื่อทำสิ่งใด ที่ไม่ได้ห้ามเพราะต้องการให้พี่น้องทั้งสองสานสัมพันธ์กัน นางยังสั่งให้ห้องครัวทำขนมเพิ่มอีก โดยเฉพาะขนมกุหลาบ ซึ่งเป็นขนมที่เซียวอวี้หมิงชอบทาน


    “เขามีนิสัยลุ่ม ๆ ดอน ๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงชอบทานของหวานนักนะ?” ถังซูอี๋นึกถึงรสชาติขนมสุดโปรดของเซียวอวี้หมิง นางจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นกับชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋น


    ชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นต่างพากันหัวเราะ ทั้งนี้ชุ่ยอวิ๋นยังได้กล่าวเสริมขึ้นอีก 

    “ข้าได้ยินคนเขาว่ากัน ผู้ที่ชอบทานของหวานนั้นมักจะมีจิตใจอ่อนโยน แม้คุณชายรองของพวกเราจะดูลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่จริง ๆ แล้ว เขามีจิตใจที่อ่อนโยนที่สุด”


    ถังซูอี๋หัวเราะพลางยกมือชี้ไปที่ชุ่ยอวิ๋น “เจ้าช่างเจรจาเป็นที่สุด”


    “สิ่งที่ข้ากล่าวนั้นเป็นความจริงนะเจ้าคะ” ชุ่ยอวิ๋นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


    ...


    ทั้งสามนายบ่าวต่างพูดคุยหัวเราะกันสักพัก ถังซูอี๋มองดูเวลาก็พบว่าใกล้ถึงเวลาที่คนจากจวนตระกูลอู๋จะมาถึงแล้ว จึงได้หันมากล่าวกับชุ่ยจู้ “เจ้าไปรอที่หน้าประตูใหญ่เถิด พวกเราไม่อาจปฏิบัติต่อแขกอย่างเชื่องช้าได้”


    “เจ้าค่ะ”


    ชุ่ยจู้ขานรับแล้วหมุนกายเดินออกไป จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้ นางคาดเดาคร่าว ๆ ได้ว่า การแต่งงานระหว่างท่านบุตรชายคนโตของนางกับคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ คงไม่อาจสำเร็จได้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องมารยาทให้มาก เพื่อไม่ให้ผู้ใดมาจับผิดได้

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า ที่คุณอ่าน