ผู้ร่วงหล่น

    บทที่ 81 วิชาหลอมทอง.

    ในพื้นที่ทางเดินมีหมีตัวสูงประมาณ 3 เมตร ดวงตาแดง กรงเล็บหนา 1 เมตรลำตัวสีน้ำตาล สิ่งที่หมีจองอยู่คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) ที่สลบอยู่

    หมีน้ำตาลจ้องมองสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) ด้วยความหิวโหย น้ำลายไหลออกจากปากและหยดลงพื้น

    หมีน้ำตาลไม่รู้ว่ารสชาติของอาหารเป็นอย่างไรตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตตรงหน้าและพวกมันไม่มีอะไรกินนอกจากต่อสู้เพื่อความอยู่รอด มอนสเตอร์ทุกตัวในดันเจี้ยนแห่งนี้เวลาตายจะกลายเป็นดินเพื่อรอกำเนิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    นาน ๆ ทีจะมีพวกแมลงหลุดลอดเข้ามาภายในดันเจี้ยนแต่พวกแมลงที่จับได้ต้องให้กับช้างทั้งหมดไม่งั้นพวกมันจะเจอความโกรธเกรี้ยวของช้างผู้เป็นบอสประจำชั้นที่หนึ่ง

    หมีน้ำตาลยังจำวันนั้นได้ มีหมูดินที่อยากจะลองรสชาติของอาหารได้แอบกินแมลงเข้าไปโดยไม่ใช้ช้างรู้ตัวทว่าช้างยังสามารถรับรู้ว่ามีหมูดินตัวหนึ่งท้าทายอำนาจของมัน

    เสียงคำรามที่โกรธเกรี้ยวของช้างได้ดังไปทั่วชั้นที่หนึ่ง ช้างได้เดินออกจากห้องประจำของมัน ห้องที่ช้างประจำอยู่คือทางเข้าไปชั้นที่ 2

    ทุกทีถ้าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นช้างจะยืนอยู่เฉย ๆ ให้ลูกน้องเอาแมลงมาให้กิน พวกลูกน้องก็ไม่รู้ว่าช้างสามารถเคลื่อนไหวได้ถ้ารู้อย่างนั้นหมูดินจะไม่กล้ากินแมลง

    เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หมูดินตัวนั้นและเพื่อนร่วมเผ่าในชั้นที่หนึ่งถูกฆ่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ครั้งก็จะถูกฆ่าเรื่อย ๆ จนธรรมชาติของดันเจี้ยนเปลี่ยนจากหมูดินเป็นหนอนดินในที่สุด

    พอคิดถึงอย่างนั้นทำให้ดวงตาสีแดงของหมีน้ำตาลสั่นไหวไปด้วยความกลัว จะถามว่าไม่มีอาหารภายในดันเจี้ยนพวกมอนสเตอร์จะอยู่ได้ยังไง

    คำตอบคือมอนสเตอร์ที่ไม่มีร่างกายที่ซับซ้อนไม่ต้องกินอาหารก็ได้แค่พลังธรรมชาติและพลังชีวิตภายในดันเจี้ยนก็สามารถทำให้พวกมันอยู่ได้

    ตอนนี้สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) อยู่ด้านหน้าของหมีน้ำตาลไม่ใช้พวกแมลงทำให้มันไม่ต้องเอาอาหารไปให้ช้าง หมีน้ำตาลลงมือทันทีไม่รอช้า

    กรงเล็บที่แหลมคมที่สามารถเจาะเหล็กกล้าทะลุได้พุ่งเข้าหาหัวสมองของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) อย่างรวดเร็ว

    ทันใดนั้นมนุษย์ที่นอนสลบอยู่ได้หายไปจากสายตาของหมีน้ำตาล จริง ๆ ไม่ได้หายแต่เคลื่อนไหวเร็วจนสายตาของหมีน้ำตาลตอบสนองไม่ทัน

    เปรี้ยง

    กรงเล็บหมีน้ำตาลทำลายพื้นดินจนแตกกระจายเกิดฝุ่นควัน หมีน้ำตาลตกใจเพราะว่าอยู่ ๆ สิ่งมีชีวิตตรงหน้าหายไปมันพยายามจะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิ่งมีชีวิตนั้นแต่รอบด้านมีแต่ฝุ่นควันเต็มไปหมด

    ทำให้ทิวทัศน์การมองไม่ถูกปิดบัง ทันใดนั้นในขณะที่หมีน้ำตาลพยายามจะหันซ้ายหันขวามีหมัดสีทองภายในฝุ่นควันต่อยด้านหลังหมีน้ำตาลเต็ม ๆ

    ปัง

    ด้วยแรงหมัดทำให้หมีน้ำตาลกระเด็นไป 3 เมตรกำแพงที่หมีน้ำตาลกระแทกไปเกิดหลุดขนาดใหญ่ ร่างกายหมีน้ำตาลการรอยแตกนั้นไม่ถ้วน หมีน้ำตาลโกรธมากพยายามจะลุกขึ้นไปขยี้คนที่โจมตีมัน

    ฝุ่นควันกระจายด้วยแรงหมัดทำให้เห็นคนโจมตีมันคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) ที่สลบอยู่นั้นเอง หมีน้ำตาลพุ่งเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) ตรงหน้าของมันราวกับการโจมตีเมื่อกี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากกับหมีน้ำตาล

    หมีน้ำตาลยกแขนซ้ายขึ้นและกำลังจะตบสิ่งมีชีวิตตรงหน้าในกลายเป็นเนื้อบดทันทีแต่ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามันหันหลังเดินจากไปโดยที่ไม่ได้สนใจมันเลย

    หมีน้ำตาลโกรธมากก่อนที่ตีนหมีจะถึงหัวสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก (มนุษย์) ตรงหน้าร่างกายของมันเริ่มที่จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนขยับตัวไม่ได้ มันจึงมองลงไปที่ขาของตนเอง

    ส่วนล่างของร่างกายหมีน้ำตาลเริ่มเป็นทองและทองเริ่มที่จะกัดกินขึ้นเรื่อย ๆ หมีน้ำตาลเริ่มตระหนักถึงความอันตรายแต่ว่าไม่ทันเสียแล้วไม่กี่วินาทีต่อมาร่างกายจากสีน้ำตาลกลายเป็นสีทองทั้งหมดทั้งภายในและภายนอก

    ต่อมาหมีสีทองได้แตกกระจายกลายเป็นละอองสีทอง มนุษย์ที่หมีสีน้ำตาลเจอคืออโรนที่สลบหลังจากเข้ามา

    เพราะจิตสังหารของหมีน้ำตาลได้ปลุกอโรนขึ้น ทำให้อโรนสวนกลับหมีน้ำตาลกลับได้ทันที

    หมีสีน้ำตาลมีระดับพลังอสูรระดับสูงเท่านั้น แต่อโรนมีระดับพลังจอมนักรบขั้นกลางอย่าดูถูกว่าระดับพลังห่างกันแค่หนึ่งระดับเองทำไมหมีน้ำตาลอ่อนจัง

    ห่างกันแค่หนึ่งระดับก็ต่างกันราวกับสวรรค์และโลก อโรนมองรอบ ๆ และปล่อยลมปราณเพื่อสัมผัสสิ่งของรอบตัว

    “บริเวณ 30 เมตรไม่เจอสิ่งมีชีวิตใด”

    อโรนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะตั้งแต่เข้ามาเขาเสียพลังลมปราณและธาตุเยอะมาก ๆ ทั้งการคลายผนึกทางเข้าและประตูทางเข้าดันเจี้ยน

    ส่วนหมัดเมื่อกี้ที่ทำให้หมีน้ำตาลกลายเป็นหมีทองคือวิชาหลอมทอง แม้ชื่อมันจะดูเหมือนกระจอกแต่คือวิชาเทพ

    อโรนเป็นลูกของผู้อาวุโสของสมาคมนักผจญภัย แน่นอนละว่าสิ่งของจากยุคแรกผู้นำการเดินทางต้องเป็นคนที่สมาคมนักผจญภัยเชื่อถือได้

    วิชาหลอมทอง ปู่ของอโรนได้เจอวิชาหลอมทองตอนที่ระหว่างกำลังสำรวจซากโบราณกับหัวหน้าสมาคมนักผจญภัยยุคแรก พื้นที่นั้นคือภูเขาสูง 5000 เมตร ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของสมาคมนักผจญภัย

    ใครจะคิดว่าภายในภูเขาสูง 5000เมตรด้านในกลับเป็นซากโบราณขนาดใหญ่ของสมาคมเซียนทำลายสวรรค์ ทำให้ปู่ของอโรนและหัวหน้าสมาคมนักผจญภัยยุคแรกก้าวกระโดดจากขอทานกลายมาเป็นราชา

    เหมือนกับที่แจ๊คเจอซากโบราณของสมาคมต้นไม้ 3 ยอด ด้วยความโชคดีก็ต้องมีโชคร้าย ตอนแรกมีคนเข้ามาด้วยกัน 20 คน พอออกไปมีแค่ 3 คนเท่านั้น ปู่ของอโรนเป็นหนึ่งในสามผู้โชคดี อโรนไม่รู้รายละเอียดการสำรวจซากโบราณมากนักเพราะปู่ของอโรนเสียไปตั้งแต่ 1000ปีที่แล้วเหลือแต่พ่อที่เป็นผู้อาวุโสของสมาคมนักผจญเล่าให้ฟังอีกทีว่าข้างในซากโบราณตอนนั้นอันตรายมาก

    แต่ด้วยวิชาหลอมทองทำให้ปู่ของอโรนกลายเป็นจอมนักรบระดับสุดยอดได้ แต่น่าเสียดายวิชาหลอมทองได้เนื้อหาการฝึกฝนแค่ 1ส่วน3เท่านั้น

    ถ้าได้ทั้งหมดจะทำให้ปู่ของอโรนสามารถกลายเป็นเทพหรือมากกว่านั้น ในสมุดวิชาหลอมทองบอกว่าถ้าสามารถฝึกฝนวิชาหลอมทองถึงขั้นแค่ความคิดได้

    จะสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนดวงดาวขนาดเล็กกลายเป็นทองเพียงแค่สัมผัส ไม่เพียงแค่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเท่านั้น ดิน ต้นไม้ อากาศ แม็กม่าหรือแก่นโลก ก็สามารถทำให้กลายเป็นทองได้

    ปู่ของอโรน พ่อของอโรนและอโรนพยายามจะตามหาเนื้อหาอีก 2 ส่วนที่ขาดหาย น่าเสียดายหลังจากตามหามานานถึง 1000ปีก็ไม่เจอจนในที่สุดก็ได้ยอมแพ้

    ถ้าสามารถนำแก่นแท้วิญญาณธาตุดินกลับไปได้ อโรนจะได้ทองคำแท้บริสุทธิ์ 100% 2 ตันทำให้วิชาหลอมทองจากขั้นทองเปลี่ยนเป็นขั้นทองคำ

    ขั้นทองและขั้นทองคำแตกต่างกันอย่างไร ขั้นทองกว่าศัตรูจะกลายเป็นทองใช้เวลา 10-15วินาที ถ้าศัตรูมีพละกำลังที่สูงมากจนสามารถทำลายทองที่ติดตามด้วยได้อย่างหัวหน้าหมีขนสีฟ้าวิชานี้จะกลายเป็นง่อยทันที หลังจากศัตรูกลายเป็นทองจะแตกสลายเป็นละอองในอากาศ ถ้าเป็นขั้นทองคำศัตรูจะไม่สามารถทำลายทองคำที่ติดตามตัวได้ ต้องตัดแขนหรือขาอย่างเดียวหลังจากกลายเป็นทองคำอโรนยังสามารถทำเงินจากศพที่ตนเองฆ่าได้เพราะมันไม่ได้แตกสลายหายไปเหมือนขั้นทอง

    แต่มีโอกาสเดียวเท่านั้น ขั้นทองคำมีแค่ปู่ของอโรนเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนพ่อของอโรนล้มเหลวต้องพักรักษาตัวถึง 3 ปีหลังจากล้มเหลว

    เหมืองแร่ทองคำ หนึ่งเหมืองจะมีทองคำบริสุทธิ์100% แค่ 10-20กิโลกรัมเท่านั้นหลังจากเอาทองคำบริสุทธิ์ไปเหมืองจะพังทลาย ทำให้ทองคำบริสุทธิ์หายากมาก

    แต่สมาคมนักผจญภัยยอมแลกเหมืองทองคำ 100 เหมืองแลกกับแก่นแท้วิญญาณธาตุดินยังไงก็คุ้มค่า

    เพราะฉะนั้นอโรนจึงทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อให้ได้แก่นแท้วิญญาณธาตุดินมาจงได้ อโรนเดินทางค้นหาทางเข้าชั้นที่ 2 ของดันเจี้ยนในระหว่างทางเกิดเสียงระเบิดขึ้น

    ตูม ตูม

    เกิดประกายไฟ ทำให้อโรนรู้ว่ามีคนอยู่จึงวิ่งเข้าไปหาพื้นที่ระเบิดนั้นและเจอกับซากหนอนดินที่ถูกทำลายจากเวทมนตร์ และพอกับสาวน้อยที่ฆ่าหนอนดินคือมิดโฮ

    มิดโฮเห็นอโรนจึงวิ่งมาหาอโรนด้วยความดีใจ

    “หัวหน้า”

    อโรนเห็นมิดโฮจึงวางใจนึกว่ามอนสเตอร์ภายในดันเจี้ยน

    “มิดโฮเห็นคนอื่นบางไหม”

    มิดโฮส่ายหัว

    “ไม่เจอคนอื่นเลย”

    อโรนคิดว่าคนอื่นอาจถูกส่งกระจัดกระจายกันเพื่อง่ายต่อการฆ่าแต่ทุกคนที่เข้ามาเป็นยอดฝีมือของดาวดวงทั้งหมดจึงไม่มีปัญหาอะไรนัก

    “พวกเราออกค้นหาคนอื่นกัน”

    “ค่ะ”

    มิดโฮตอบกลับด้วยความดีใจ ใจจริงเธออยากจะอยู่กับอโรนด้วยกันสองคนเท่านั้นไม่อยากให้คนอื่นมายุ่งวุ่นวายกับพวกเราแต่อโรนพูดอย่างนั้นมิดโฮก็ไม่สามารถทำอะไรได้

    ทันใดนั้นได้เกิดเสียงคำรามของช้างขึ้น

    แปร๋

    พร้อมกับดันเจี้ยนชั้นหนึ่งสั่นสะเทือน อโรนและมิดโฮตกใจและมองหน้ากัน

    “มีคนเจอบอสชั้นที่หนึ่ง”

    มิดโฮพยักหน้า ดันเจี้ยนระดับสูงสุดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะว่าบอสในแต่ละชั้นสามารถฆ่าสมาชิกในทีมได้ถ้าอยู่คนเดียว

    มิดโฮหันถามอโรนว่า

    “หัวหน้าค่ะ ใครเป็นคนโชคร้ายคนนั้น”

    อโรนไม่รู้เหมือนกับว่าใครเป็นผู้โชคร้ายคนนั้นแต่เขาไม่อยากเสียสมาชิกไปแม้แต่คนเดียวเพราะว่าดันเจี้ยนระดับสูงสุดยังมีกับดักและอันตรายอีกมากมายถ้าเสียสมาชิกไปตั้งแต่ชั้นหนึ่งจะทำให้ได้แก่นแท้วิญญาณธาตุดินยากกว่าเดิม

    “พวกเขาตามเสียงนั้นไป”

    มิดโฮพยักหน้าเพราะเห็นด้วย ทั้งคู่วิ่งไปทางเสียงร้องคำรามของช้างเพื่อช่วยสมาชิกผู้โชคร้ายคนนั้น

    สมาชิกคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน พวกเขารู้ว่าเสียงคำรามของช้างเป็นที่รวมตัวกันและช่วยคนที่โชคร้ายเจอกับบอสชั้นที่หนึ่ง

    ...........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................