บนถนนสายหลักที่เงียบเหงา หลี่ซีเหวินวิ่งเหยาะ ๆ ไปจนถึงโรงพยาบาลพร้อมกับผักสดมากมาย มีลมเย็น ๆ ปะทะใบหน้า แต่นั่นไม่สามารถพัดพาเอาแสงสว่างที่สดใสจากแววตาของเขาออกไปได้เลย
ส่วนเรื่องการวางกับดักหนี้สินในหนังสือสัญญาและเงินกู้จดจำนองเหล่านั้น หลี่ซีเหวินไม่เพียงแต่พิจารณาในสิ่งที่หยางเป่ากั๋วและจ้าวเจี้ยนกำลังพูดถึงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงดอกเบี้ยในการทำธุรกรรมต่าง ๆ อีกด้วย
พูดกันตามตรง วิธีการของหยางเป่ากั๋วนั้นเป็นเพียงวิธีการขั้นพื้นฐานในการทำธุรกิจเท่านั้น เขาแค่ใช้ประโยชน์จากความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายในปัจจุบัน การทำธุรกรรมประเภทนี้ไม่ได้ยุ่งยากเท่ากับการซื้อบ้านในอีก 30 ปีต่อมาเลย
ดังนั้นสำหรับนักธุรกิจใหญ่อย่างหลี่ซีเหวินแล้ว พฤติกรรมของหยางเป่ากั๋วก็เป็นเหมือนการแกว่งดาบต่อหน้ากวนอูเท่านั้น
ส่วนเหตุผลที่เขาเต็มใจกระโดดลงไปในบ่อนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เขาได้นำอาหารไปให้โจวเหวินจิ้งและพูดคุยกับเธอสองสามคำ จากนั้นก็กลับไปที่บ้านคนเดียวเพราะเสี่ยวหนี่มักจะฉี่รดที่นอนในเวลากลางดึก ดังนั้นโจวเหวินจิ้งจึงเสนอตัวที่จะค้างที่โรงพยาบาลกับหนูน้อย
จริง ๆ แล้วหลี่ซีเหวินไม่เห็นด้วยเท่าไรกับการที่โจวเหวินจิ้งต้องไปนอนค้างที่โรงพยาบาล เพราะมันจะทำให้เธอเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากเนื่องจากวันรุ่งขึ้นเธอยังต้องไปทำงานต่ออีก ซึ่งนั่นจะทำให้ร่างกายของเธอทรุดโทรม แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของที่บ้านทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ
ระหว่างทางกลับบ้าน หลี่ซีเหวินตัดสินใจที่จะดูแลแม่และลูกสาวให้มากขึ้น
ในเช้าวันต่อมา หลังจากที่ตื่นขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายอย่างหนัก เขาก็ไปอาบน้ำและออกจากบ้านไป
ตามข้อตกลงกับหยางเป่ากั๋วเมื่อวานนี้ ตอนเที่ยงของวันนี้เขาต้องไปโรงงานแปรรูปเพื่อรับมอบกุญแจสำนักงานและนับจากนี้ไปโรงงานแห่งนี้ก็จะเป็นของเขาแล้ว
แต่ก่อนอื่นเขาต้องไปหาสหายของตัวเองเสียก่อน
ฉางไห่ สหายข้างบ้านในวัยเด็กของหลี่ซีเหวินและยังเป็นสหายเพียงคนเดียวของเขาในเมืองเฉาโจวด้วย พ่อของฉางไห่เป็นนักบัญชีที่โรงงานแปรรูปไม้ ส่วนแม่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมต้น ดังนั้นผลการเรียนของฉางไห่จึงจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีตั้งแต่ชั้นประถม
ในเวลานั้นเนื่องจากหลี่ซีเหวินไม่ได้เรียนหนังสือและมักจะไปเล่นกับฉางไห่อยู่เป็นประจำ จึงทำให้พ่อแม่ของฉางไห่กลัวว่าหลี่ซีเหวินจะทำให้ลูกชายของพวกเขาเรียนเสียการเรียน ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจย้ายออกจากอาคารแห่งนี้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลี่ซีเหวินเศร้าโศกอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามโชคชะตาของฉางไห่กลับพลิกผันอย่างน่าเสียดาย พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตในระหว่างการเดินทาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตของฉางไห่ก็ตกต่ำจนถึงขั้นล้มเลิกการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเลย
ด้วยเหตุนี้ฉางไห่ จึงใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา แต่สิ่งที่อีกฝ่ายดีกว่าหลี่ซีเหวินก็คือ อย่างน้อยฉางไห่ก็ยังมีงานรักษาความปลอดภัยที่มั่นคงทำอยู่
ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลี่ซีเหวินจึงมักหยิบยืมเงินจากฉางไห่อยู่เสมอ แต่เขาไม่เคยจ่ายเงินคืนเลย
หลังจากผ่านตรอกซอกซอยหลายแห่ง หลี่ซีเหวินก็มาถึงตรอกที่ฉางไห่อาศัยอยู่ เมื่อมองจากระยะไกลเขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ที่หน้าบ้านของฉางไห่และยังมีชายหนุ่มที่ดูน่ากลัวอีกคนยืนอยู่ที่หน้าประตู
“คุณ...คนของคุณรังแกกันเกินไปแล้ว” ชายหนุ่มคนที่นอนอยู่ตรงนั้นตะโกนเสียงสั่นและชี้ไปที่อีกคน
“นี่ไม่ใช่ฉางไห่หรอกเหรอ” หลี่ซีเหวินหยุดเดินและขมวดคิ้ว
“ผมจะสู้กับคุณ” ฉางไห่เซจนแทบจะยืนไม่อยู่ เขาพุ่งเข้าไปข้างหน้าและถูกชายหนุ่มคนนั้นชกจนล้มลงไปกองกับพื้นทันที แล้วชายคนนั้นก็ถ่มน้ำลายใส่ฉางไห่
“ไอ้สารเลว แกโชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังได้นอนกับเมียอยู่ แล้วยังจะกล้ามาท้าทายฉันอีกเหรอ แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” ชายหนุ่มคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “จำเอาไว้ ว่าฉันคือเหอกวง”
“เหอกวงงั้นเหรอ ชื่อนี้คุ้นมาก!”
แต่หลี่ซีเหวินคิดไม่ออกว่าเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาจากไหน เมื่อเห็นท่าทีที่หยิ่งยโสของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกอยากจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือฉางไห่ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เหอกวงพูดมา เขาจึงลังเล
มันน่าโมโหจริง ๆ ที่ภรรยาของฉางไห่ไปหลับนอนกับชายคนนั้น แต่ก็ไม่ดีหากหลี่ซีเหวินจะออกหน้าไปในเวลานี้ ในความทรงจำของเขา ฉางไห่เป็นคนที่ห่วงหน้าตาอย่างมาก
“เหอกวง...” เสียงของฉางไห่สั่นเทาเล็กน้อย
“อะไร แกไม่รู้จักฉันเหรอ ถ้าไม่รู้จัก วันนี้ฉันจะบอกให้รู้เอง” ขณะที่เหอกวงกำลังพูด เขาก็เตะไปที่ท้องของฉางไห่อย่างรุนแรง จากนั้นก็เตะอีกหลายครั้งพร้อมกับสาปแช่งไปด้วย “คราวนี้รู้จักหรือยัง ไอ้สารเลว”
ฉางไห่กรีดร้องหลังจากถูกเตะและตอบซ้ำ ๆ ว่า “ผมรู้ ผมรู้แล้ว”
แม้ว่าจะร้องขอความเมตตา แต่เหอกวงก็ไม่คิดจะปล่อยเขาไป
เมื่อเห็นฉากนี้หลี่ซีเหวินก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเหอกวงคนนี้จะเป็นใคร เขาก็วิ่งไปเตะอีกฝ่ายทันที
“ไอ้สารเลว!” หลี่ซีเหวินส่งเสียงตะโกนจากลำคอและเตะเหอกวงไปกองที่พื้นอีกสองครั้งจนกระทั่งอีกฝ่ายกลิ้งไปไกลหลายเมตรก่อนจะหยุด
“แก...แกเป็นใคร” เหอกวงรู้สึกว่าตอนนี้เป้าของเขาถูกเตะจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปหมดแล้ว เขาดิ้นรนอย่างหนักอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้เลย จากนั้นก็มองไปที่หลี่ซีเหวินด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องสนใจว่าฉันเป็นใคร แต่แกจะรังแกน้องชายของฉันไม่ได้” หลี่ซีเหวินกำหมัดแน่นและพุ่งตัวไปข้างหน้า เหอกวงรีบถอยหลังหนีด้วยความตกใจ แต่ในขณะนั้นเอง อยู่ ๆ ก็มีร่างหนึ่งเข้ามายืนขวางอยู่ตรงหน้า
“หลี่ซีเหวิน นี่นายเป็นบ้าอะไร อยากตายใช่ไหม” จางลี่รู้สึกกระสับกระส่าย เธอยืนเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่หลี่ซีเหวินด้วยความโกรธ
ถึงแม้ว่าจางลี่จะหน้าตาไม่ดีเท่ากับโจวเหวินจิ้ง แต่เธอก็ยังสวย โดยเฉพาะดวงตาที่กลมโตของเธอ ซึ่งโตกว่าของโจวเหวินจิ้งมากทีเดียว เธอใช้ตาโต ๆ นั่นจ้องมาที่เขาราวกับว่าลูกตาจะหลุดออกมาได้อย่างไรอย่างนั้น
“จางลี่ นี่เธอยังเป็นคนอยู่ไหม เธอไม่เห็นหรือว่าเขากำลังทุบตีสามีของเธออยู่” หลี่ซีเหวินโกรธมาก แม้จะมีชู้ก็ยังไม่เป็นไร แม้จะไม่ช่วยฉางไห่ก็ยังไม่เป็นไร แต่ถึงกับออกหน้ามาช่วยเหอกวงเลยเนี่ยนะ
“หลี่ซีเหวิน เก็บปากของนายเอาไว้เถอะ นายมีสิทธิ์อะไรมาพูดถึงฉันแบบนี้ เช็ดตูดของตัวเองให้สะอาดก่อนเถอะ! ถ้าฉันจำไม่ผิด นายยังเป็นหนี้ฉางไห่อยู่ไม่ใช่เหรอ หมาที่ไม่มีแม้แต่เงินอย่างนาย ยังจะมาเสแสร้งทำเป็นหมาป่าอีกงั้นเหรอ” จางลี่ด่าเสียงดังโดยไม่มีความสุภาพเลย
หลี่ซีเหวินรู้สึกละอายใจเล็กน้อยกับสิ่งที่เธอพูด แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ เขาไม่สามารถพูดถึงเรื่องเงินที่เป็นหนี้ได้ เขากัดฟันกรอดและตอบกลับว่า “ฉันจะชดใช้เงินที่เป็นหนี้ให้แน่นอน แต่ก่อนหน้านั้น ออกไปให้พ้นจากที่นี่ มิฉะนั้นเธอจะไม่ได้เงินคืน แล้วฉันยังจะจัดการกับเธอด้วย”
“นายจะตีฉันเหรอ ลองตีฉันดูสิ” จางลี่แอ่นหน้าอกของตัวเองไปข้างหน้าโดยที่ไม่มีความเกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น
ใบหน้าของหลี่ซีเหวินมืดครึ้ม เขากำหมัดเสียงดังกร๊อบ ที่จริงก็ไม่เป็นไรหรอกหากจะเป็นชู้กับใครซักคน แต่ยังจะมีหน้ามามั่นใจราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบธรรม อีกทั้งยังคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น เขาไม่สามารถแบกรับความคับข้องใจนี้ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องแบบนี้เกิดเรื่องกับน้องชายของเขา
แต่เมื่อกำลังจะเคลื่อนไหว ฉางไห่ก็ดึงเขากลับมา
“พี่เหวิน ลืมมันไปเถอะครับ” เสียงของฉางไห่สั่นเครือและคำว่า “ลืมมันไปเถอะ” ทำให้หัวใจของหลี่ซีเหวินเต้นแรงมากขึ้น
“ลืมมัน? ลืมอีกแล้วเหรอ” หลี่ซีเหวินขมวดคิ้ว เขาเกลียดสองคำนี้จริง ๆ แต่สองคำนี้แสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังของคนที่ด้อยกว่าได้อย่างชัดเจน ดั่งเช่นโจวเหวินจิ้งซึ่งเคยบอกเขาก่อนหน้านี้ และตอนนี้น้องชายของเขาก็ยังพูดแบบเดียวกัน
“พวกเราไม่สามารถยุ่งกับผู้ชายคนนี้ได้ ปล่อยเขาไปเถอะครับ” ฉางไห่เหลือบมองไปที่เหอกวงและพูดด้วยน้ำเสียงที่สับสน
ในเวลานี้จางลี่กำลังช่วยพยุงเหอกวงให้ลุกขึ้นยืนและพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันจะจัดการส่วนที่เหลือเอง”
“ได้ แต่ฉันจะจำมันเอาไว้” หลังจากที่เหอกวงพูดจบ เขาก็ชี้นิ้วไปที่หลี่ซีเหวินแล้วพูดว่า “แกได้ยินไหม ฉันจำแกไว้แล้ว หลี่ซีเหวิน”
“ไอ้สารเลว” หลี่ซีเหวินกระชากแขนอย่างแรง แต่ฉางไห่จับเขาไว้แน่น
“พี่เหวิน ผมขอเถอะครับ”