พลันที่เสียงแหลมเล็กของ เล่าเปียว แห่งกลุ่มพยัคฆ์อัคคีดังขึ้น สรรพสิ่งรอบกายดูจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ สร้างความประหลาดใจแก่ทั้งกลุ่มของเฉินซูเหริน และกลุ่มทหารที่หมายมั่นจะช่วงชิงธงคืน ทว่าความประหลาดใจนั้นมิได้คงอยู่ช้านานนัก
เมื่อร่างผอมสูง นัยน์ตาเรียวคมกริบของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถวของทหารยี่สิบนาย เขาคือ ติงซาน หัวหน้ากลุ่มอสรพิษทมิฬ
“เล่าเปียว! กลุ่มพยัคฆ์อัคคีของเจ้า จักเป็นปรปักษ์กับข้า ติงซาน หัวหน้ากลุ่มอสรพิษทมิฬเช่นนั้นหรือ? ซ้ำยังมีเหล่าพี่น้องทหารคนอื่นในค่าย...เจ้าคิดว่าคุ้มแล้วใช่หรือไม่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยในเรื่องนี้?” ติงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว ดวงตาคมกริบจ้องมองเล่าเปียวดุจจะกลืนกิน
เล่าเปียวกวาดสายตามองเหล่าพี่น้องทหารที่เคยร่วมฝึกฝนเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน ใบหน้าของพวกเขาบ่งบอกถึงความลังเลและกดดัน ก่อนจะเหลียวกลับมามองกลุ่มของคุณหนูเฉินเพียงชั่วครู่ แล้วจึงหันกลับไปตอบติงซานด้วยใบหน้าจริงจัง ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นแน่วแน่
“หากเป็นก่อนหน้านั้นข้าอาจจักปล่อยผ่านได้ ทว่ายามนี้สัญญาณยุติการแข่งขันดังขึ้นแล้ว! ในเมื่อพวกเจ้าจักเล่นนอกกฎ ข้าก็จำต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ!”
เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความห่วงใย “สหายเอ๋ย หากวันหน้าเราต้องรบกับข้าศึก พวกมันมิได้เลือกวิธีในการเอาชนะดอก พวกเจ้าพลาดท่าแก่เล่ห์กล และหลงในความโลภภายในใจ...กลับตัวตอนนี้ยังไม่สายดอก แค่ไม่ได้รับรางวัลในวันนี้ หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายไม่! แต่หากเจ้ายังคงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป อย่างน้อยเจ้ายังสามารถซื้อใจคุณหนูของพวกเราได้!”
เล่าเปียวกวาดสายตามองเหล่าทหารอีกครั้ง พลางกล่าวเสียงหนักแน่น “พี่น้องพวกท่านคิดเยี่ยงไร?”
สิ้นคำกล่าวของเล่าเปียว เหล่าทหารยี่สิบนายประหนึ่งคิดขึ้นมาได้ในบัดดล ภาพของแม่ทัพใหญ่ เฉินเหยาจิน ผู้เป็นปู่ของคุณหนูเฉินซูเหรินผุดขึ้นในห้วงความคิด หากพวกเขาถูกคุณหนูเฉินหมายหัวไปแล้วละก็ ชาตินี้คงเป็นได้แค่ทหารต่ำต้อย ไม่มีโอกาสได้เจริญเติบโตเหมือนคนอื่นเขาเป็นแน่! อนาคตที่เคยฝันไว้คงมลายสิ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ติงซานจึงประสานมือคุกเข่าลงกับพื้น พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ข้าน้อย และเหล่าสหายขออภัยคุณหนูเฉินที่ข้าน้อยได้ล้วงเกินท่านและเหล่าสหายของท่าน!”
เฉินซูเหริน ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ นางไม่คาดคิดเลยว่าเล่าเปียวจะมีวาทศิลป์เป็นเลิศถึงเพียงนี้ สามารถเจรจาให้เหล่าทหารที่โกรธแค้นสงบลงได้เพียงไม่กี่คำ สมแล้วที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพยัคฆ์อัคคี!
นางยกนิ้วโป้งขึ้นสรรเสริญเล่าเปียวต่อหน้าเหล่าทหาร ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งคำนับให้แก่เหล่าทหารที่คุกเข่าอยู่ด้วยท่าทีสง่างาม
“ข้าก็ต้องขออภัยทุก ๆ ท่าน ที่ใช้อุบายในการแย่งชิงผืนธงมา ด้วยข้านั้นมีกำลังอยู่น้อยนิด จึงจำต้องรบด้วยปัญญาแทนการปะทะซึ่งหน้า!”
เล่าเปียว และติงซานมองหน้าคุณหนูเฉินอย่างชื่นชมจากใจจริง นางเป็นถึงหลานสาวของแม่ทัพใหญ่ แต่กลับไม่ถือตน ทั้งยังมีสติปัญญาเป็นเลิศ การได้ติดตามนาง อาจเป็นหนทางที่ดีในภายภาคหน้าก็เป็นได้ ทั้งสองจึงกล่าวออกมาพร้อมกันอย่างไม่ตั้งใจ
“ข้าน้อยพร้อมติดตามรับใช้คุณหนูตั้งแต่วันนี้ขอรับ!”
เล่าเปียว และติงซานหันหน้ามาสบตากัน พลางระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” เป็นเสียงหัวเราะที่บ่งบอกว่าทั้งคู่คิดเหมือนกัน และได้พบเส้นทางใหม่ในการก้าวเดินแล้ว
ท่ามกลางแสงตะวันยามอัสดงที่ทาบทาเป็นสีทองแดง กลุ่มทหารจากทั้งสองฝ่ายต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งความเข้าใจที่ก่อเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ใบหน้าของ ติงซาน และเหล่าทหารที่เคยขุ่นเคืองบัดนี้คลายลงกลายเป็นความสำนึกผิด และชื่นชม เล่าเปียวผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศก็มองคุณหนูเฉินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
เล่าเปียวตัดสินใจในทันที เขาปลดผืนธงทั้งหมดที่ตนมีติดตัวออกมาอย่างไม่ลังเล ยื่นส่งให้แก่เฉินซูเหรินด้วยท่าทางหนักแน่น “เพื่อแสดงความจริงใจ ทั้งต่อคุณหนู และต่อสหายติงซาน...ข้าน้อยขอมอบผืนธงทั้งหมดที่ข้าน้อยมีให้แก่คุณหนู!”
เฉินซูเหริน ยืนนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ ดวงตาเรียวคมมองไปยังผืนธงในมือเล่าเปียวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นางไม่คาดคิดว่าบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้จะกระทำถึงเพียงนี้ ทว่าความอึ้งงันของนางก็พลันถูกปลุกด้วยเสียงยินดีปรีดาที่กระโดดโลดเต้นของ จ้าวมู่เฉิน จากด้านข้าง
“พี่ใหญ่เฉิน! พี่ใหญ่เฉิน! ดูสิขอรับธงเยอะแยะเลย! หากร่วมกับของเราต้องได้ที่หนึ่งแน่นอน!” จ้าวมู่เฉินร้องอย่างร่าเริง ใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนรอยยิ้มกว้างดุจเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ
สิ้นคำของจ้าวมู่เฉิน แรงยินดีก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสี่คน เหล่าหยวน ยิ้มจนแก้มปริ อาไค่ ถึงกับกระทุ้งหมัดเบาๆ ในอากาศด้วยความปิติ และเฉินซูเหรินเองก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส นางรับผืนธงจากเล่าเปียวมานับรวมกับของตนได้ทั้งหมด สิบสองผืน! พลางคิดในใจ “อันดับหนึ่งในสามคงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วกระมัง!”
หลังจากเก็บผืนธงเข้าที่อย่างเรียบร้อย เฉินซูเหรินก็ก้าวเข้าไปประคองเล่าเปียวและติงซานอย่างนอบน้อม ซึ่งสร้างความประหลาดใจระคนปลื้มปีติให้ทั้งสองยิ่งนัก นางเดินนำหน้าเหล่าทหารร่วมสามสิบชีวิตลงจากเขา มุ่งหน้ากลับสู่ค่ายฝึก
…..
การกลับค่ายและรอยยิ้มของแม่ทัพผู้เฒ่า
ณ ทางเข้าค่ายฝึก แม่ทัพผู้เฒ่า เฉินเหยาจิน ยืนรออยู่พร้อมเหล่าขุนพลและนายกองคู่ใจ ใบหน้าอันเหี่ยวย่นตามกาลเวลาของเขายังคงแฝงไว้ซึ่งความสง่างามและบารมี ดวงตาคมกริบกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างคาดหวัง และแล้ว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้รอยยิ้มอบอุ่นผลิบานบนใบหน้าของแม่ทัพเฒ่าอย่างไม่รู้ตัว
หลานสาวตัวน้อยของเขา เฉินซูเหริน กำลังเดินนำเหล่าทหารกลุ่มใหญ่ลงมาจากเขา ใบหน้าของนางยิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาเป็นประกายระยับ รายล้อมไปด้วยเหล่าทหารหาญที่ต่างก็มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พวกเขากำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังแว่วมาตามสายลม ดุจเสียงเพลงแห่งมิตรภาพและความผูกพันที่เพิ่งถักทอขึ้นใหม่
แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน มองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน ยิ่งมองก็ยิ่งคิดถึงอดีตยามตนยังหนุ่มแน่น ก็เคยถูกรายล้อมด้วยเหล่าสหายร่วมรบเช่นนี้ มิตรภาพที่ก่อเกิดในสนามประลองและสนามรบนั้นช่างมั่นคงนัก
กุนซือข้างกาย เอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบา “คุณหนูยามนี้คล้ายท่านแม่ทัพวัยหนุ่มๆ มากเลยนะขอรับ ที่มีเหล่าพี่น้องทหารร่วมรบรายล้อมเช่นนั้น”
เหล่าขุนพล และนายกองที่ยืนข้างกายแม่ทัพผู้เฒ่าต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาก็พลันคิดถึงยามหนุ่มๆ ของตนเอง ที่เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหายรัก รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้าของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ดวงตาของเขาฉายแววภาคภูมิใจในหลานสาวผู้ไม่ธรรมดาผู้นี้อย่างสุดซึ้ง
…..
ณ ลานประลองกลางค่ายฝึก แสงตะวันยามใกล้ลับฟ้ายังคงสาดส่อง ทอประกายระยับจับต้องผืนธงหลากสีที่ประดับอยู่รอบบริเวณ เมื่อเหล่าผู้เข้าแข่งขันเดินมารวมตัวกันครบหมดแล้ว เสียงกระหึ่มของกลองรบพลันดังขึ้นอย่างกึกก้อง นายกองผู้ทำหน้าที่นับคะแนนให้สัญญาณ ทหารตีกลองบรรเลงเพลงปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความฮึกเหิมให้แก่เหล่าทหารหาญที่ยืนรายล้อมอยู่ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ปรัมพิธีเบื้องหน้าอย่างคาดหวัง
หัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ ทยอยก้าวขึ้นไปบนปรัมพิธีอย่างองอาจ เวลานี้มีหัวหน้าผู้นำกลุ่มของตนอยู่สิบคนพอดี นายกองเริ่มขานนับจำนวนผืนธงแดงของแต่ละคน เสียงเข้มกังวานไปทั่วลาน
“กลุ่มแรก...ห้าผืน!”
“กลุ่มที่สอง...สามผืน!”
“กลุ่มที่สาม...แปดผืน!”
ผ่านไปสามกลุ่ม พลันปรากฏร่างของ หัวหน้ากลุ่มเต่าดำ ที่ก้าวขึ้นมาบนปรัมพิธี ใบหน้าของเขายิ้มระรื่นเมื่อนายกองประกาศ “กลุ่มเต่าดำ...สิบผืน!”
เสียง โห่ร้องยินดี ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง กองเชียร์ของกลุ่มเต่าดำพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ยามนี้พวกเขาเป็นอันดับหนึ่ง! นายกองยังคงขานนับผืนธงต่อไปอย่างต่อเนื่อง เสียงประกาศดังสลับกับเสียงเชียร์ที่ดังเบาลงตามจำนวนผืนธงที่ลดหลั่นกันไป
“กลุ่มถัดไป...เจ็ดผืน!”
“ตามมาด้วย...ห้าผืน!”
“และสามผืน!”
ยามนี้เหลือเพียงแค่สามกลุ่มสุดท้ายที่ยังไม่ได้ประกาศผล ได้แก่ กลุ่มหงส์เพลิง กลุ่มมังกรขนด และ กลุ่มคุณหนูเฉิน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังปรัมพิธีด้วยความตื่นเต้นระคนลุ้นระทึก เสียงกลองยังคงกระหึ่มเร้าใจราวกับกำลังขับเคลื่อนหัวใจของผู้คนให้เต้นระรัว
“กลุ่มหงส์เพลิง...สิบเอ็ดผืน!” นายกองประกาศเสียงกังวาน
เสียง โห่ร้อง ดังกึกก้องยิ่งกว่าครั้งใด ๆ กลุ่มหงส์เพลิงนำมาเป็นที่หนึ่ง! เหล่ากองเชียร์ส่งเสียงเฮลั่นฟ้า คล้ายจะฉลองชัยชนะกันเสียแล้ว
และแล้วก็ถึงคราวของ กลุ่มคุณหนูเฉิน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยัง เฉินซูเหริน ที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนปรัมพิธี ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย ทว่าในแววตานั้นกลับฉายประกายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง
“กลุ่มคุณหนูเฉิน...สิบสองผืน!”
เสียงประกาศของนายกองประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางลานประลอง! ความประหลาดใจ พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหล่าทหาร นายกอง แม้แต่ แม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างเล็กน้อย ผู้คนต่างหันมองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อสายตา กลุ่มที่ประกอบด้วยคุณหนูตัวเล็ก ๆ คนชรา เด็กหนุ่มความจำเสื่อม และชายร่างใหญ่น่าขัน กลับได้ธงมาถึงสิบสองผืน!
ด้านล่างปรัมพิธี เล่าเปียว และ ติงซาน ถึงกับร่วมกันแผดเสียงเชียร์คุณหนูของพวกเขาอย่างสุดเสียง ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความยินดีและภาคภูมิใจ จ้าวมู่เฉิน ผู้ยังคงความไร้เดียงสาถึงขีดสุด กอดคอติงซานกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ จนทั้งสองมองตากัน
ติงซาน ที่เพิ่งจะมีความทรงจำดี ๆ กับจ้าวมู่เฉินได้ไม่นาน พลันนึกถึงเรื่องที่ถูกเจ้าเด็กน้อยคนนี้หลอกเอาได้ในการแข่งขัน จึงรีบผลักจ้าวมู่เฉินออกห่างด้วยใบหน้าที่ยังติดตลก “เจ้าเด็กบ้า! ยังไม่หายแค้นที่เจ้าหลอกข้าได้!”
ผู้คนต่างคิดว่ากลุ่มของคุณหนูเฉินน่าจะชนะแน่นอน ด้วยจำนวนธงสิบสองผืนนั้นช่างน่าประทับใจนัก ทว่าคำประกาศถัดมาของหัวหน้านายกองประหนึ่งสายฟ้าฟาดซ้ำลงมาอีกครั้ง ทำลายความคาดหวังของทุกคนลงอย่างสิ้นเชิง!
“และกลุ่มสุดท้าย...กลุ่มมังกรขนด...สิบห้าผืนธง!”
เสียง โห่ร้อง คราวนี้กลับเต็มไปด้วย ความตกตะลึง ปะปนกับเสียงยินดีของกลุ่มมังกรขนดที่ไม่ได้มีมากนัก ใบหน้าของเหล่าทหารและนายกองต่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม! สิบห้าผืน! มากกว่าของกลุ่มคุณหนูเฉินเพียงแค่สามผืนเท่านั้น!
หากเปรียบเทียบทางกายภาพ หากกลุ่มของคุณหนูเฉินเป็นปกติดั่งกลุ่มอื่น ๆ พวกเขาอาจได้ที่หนึ่งชนะขาดลอย! แต่กระนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงน่าทึ่งและเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วลานประลอง...