Special Part เรื่องที่ควรรู้ [1]
“เธอยังไม่ได้สติเหรอ”กิลที่ขออนุญาตเดสิตมาที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแอบผิดหวังเมื่อเห็นเนียร์ยังคงหลับไม่รู้เรื่องราว
“วันนี้นายก็จะกลับไปแล้วใช่มั้ย”ทินที่นั่งอยู่ตรงโซฟาถาม
กิลไม่ตอบ แต่ยื่นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งให้ทินแทน“ฝากให้เธอด้วย”
ทินลุกขึ้น ยื่นมือรับมันมาเปิดผ่านๆแล้วขมวดคิ้ว “คิดว่าเขียนสั้นๆ แบบนี้ มันจะเข้าใจรึไง”
“แล้วนายเข้าใจมั้ยล่ะ” กิลถามกลับ แต่หนุ่มผมดำแซมทองไม่ตอบซึ่งกิลพอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้ว “ถ้านายเข้าใจ เธอก็คงเข้าใจเหมือนกัน”
เด็กหนุ่มทำท่าจะกลับ แต่ทินกลับลุกขึ้นขวางซะก่อน
“ถึงจะรีบ แต่แค่ห้านาทีคงพอได้ใช่มั้ยเพราะฉันให้เวลาแค่นั้นแหละ” และโดยที่กิลยังไม่ทันได้ตอบคนที่กำหนดเวลาให้เสร็จสรรพก็เดินออกไปจากห้องซะแล้วทิ้งกิลไว้ในห้องกับเนียร์ที่นอนอยู่บนเตียงเพียงสองคน
กิลไม่จำเป็นต้องอยู่ตามคำบอกก็ได้จะกลับเลยอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรกก็ได้ แต่พอมาถึงขั้นนี้แล้วกิลกลับทำใจหันหลังให้เตียงไม่ลง สุดท้ายแล้วเขาก็ก้าวเท้าไปที่ข้างเตียงก้มลงมองคนที่ยังหลับไม่ได้สติ
แผลตามตัวที่เขาเห็นครั้งสุดท้ายเริ่มจางหายไปเกือบหมดแล้วแต่ข้างในอาจยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหายดี กิลรู้ว่าผู้มีพลังจากธรรมชาติจะรักษาแผลได้เร็วผิดกับเขาที่เป็นคนธรรมดาแผลตรงท้องยังคงเจ็บแปลบ ที่มาถึงนี่ได้ก็เรียกว่าแทบจะลากสังขารตัวเองมาแต่ถึงอย่างนั้น นอกจากโน้ตที่เขาอยากให้แล้วเขายังอยากเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไรจริงๆ
เนียร์หลับตาสนิท หายใจลึกและยาวบ่งบอกว่ากำลังหลับลึกที่ตาและแก้มยังมีรอยแดงจางๆ จากรอยช้ำหลงเหลืออยู่กิลยื่นมือออกไปใช้ปลายนิ้วแตะลงบนข้างหางตาที่มีรอยของเด็กสาวเบาๆก่อนไล้ไปตามวงแก้ม เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยแก้มเธอเหมือนอยากทำให้รอยแดงนั้นหายไป
“...เนียร์”
กิลไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอโน้มตัวลงไปใกล้เด็กสาวมากขึ้นเรื่อยๆเขาแค่อยากมองเธอให้นานที่สุดก่อนที่จะไม่มีโอกาสอีก
อยากที่จะมอง...และอยากจะสัมผัส
กิลชะงักทันทีที่คิดแบบนั้นใบหน้าของเนียร์อยู่ห่างไปอีกเพียงไม่กี่เซนฯ ทำให้เขารีบถอยห่างทันทีและตั้งสติไม่ได้เผลอทำแบบนั้นลงไปอีก
จะต้องไม่แตะต้องเธออีก กิลชักมือกลับมากำแน่นใบหน้าขึงตรึง
ไม่ใช่เพราะเธอยังหลับอยู่แต่เขารู้ดีว่าหากเผลอทำลงไปเมื่อไรเขาคงต้องทรมานกับการเฝ้าคิดถึงสัมผัสนั้นไปตลอดชีวิต
“ให้ตาย เห็นแล้วอึดอัดชะมัด”ทินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่เข้ามาตอนครบเวลาที่ให้ไว้แล้วแน่นอน“ถ้ามันจะทรมานขนาดนั้น ก็ไม่ต้องกลับไปสิ”
กิลมองหน้าคนเสนอไอเดีย สายตาอีกฝ่ายบ่งบอกว่าจริงจังและอยากให้เขาจริงเช่นกัน ทำให้กิลต้องหลบตา “ไม่ได้หรอกฉันยังต้องไปทำพิธีศพของท่านตนัย” หน้าของเด็กหนุ่มหมองลงเมื่อพูดถึงตรงนี้ก่อนจะพูดถึงเหตุผลสำคัญที่สุด “อีกอย่างคือฉันขัดคำสั่งท่านเดสิตไม่ได้”
“ทำไม”
“เพราะฉันเป็นทาสรับใช้ของตระกูลวงศ์วลายุ”กิลตอบเหมือนนั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่ใบหน้านั้นกลับหมองลงกว่าเดิม
“นั่นเป็นความคิดของนายหรือของคนอื่นล่ะ” ทินถามกลับ“ฉันยังไม่เคยเห็นท่านเดสิตของนายพูดเลยสักครั้ง ว่านายกับน้องสาวเป็นทาสรับใช้ทุกครั้งที่พูดถึง เขาบอกตลอดว่าเป็น ผู้ติดตาม”
กิลหลุบตาลง เรื่องนั้นเขารู้อยู่แล้วแต่เพราะคนในตระกูลของเขามักบอกถึงหน้าที่ของการเป็นทาสรับใช้อยู่เสมออีกทั้งคนในหมู่บ้านก็ปฏิบัติตัวกับเขาแบบนั้นเสมอต่อให้ท่านเดสิตไม่ต้องการก็เปลี่ยนความจริงนี้ไม่ได้
“ถึงงั้น ไม่ว่ายังไง ฉันก็ยังเป็นทาสรับใช้เหมือนเดิม”
“ก็เลยต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดสินะ” ทินทำหน้าเอือม“นายนี่มันน่าสมเพชจริงน้า”
กิลตวัดตามองเขา
“เป็นทาส ไม่ใช่ทาส ต่อให้คนอื่นกำหนดมาแล้วไงล่ะจากที่เห็นก็เหมือนนายจะกดตัวเองให้เป็นทาสเองเลยไม่ใช่เหรองั้นก็ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เป็นของนาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือแม้กระทั่งความคิด ดูอย่างน้องนายสิยังกล้าทำสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างไม่ลังเลเลยแต่นายมัวแต่ปิดกั้นตัวเองเพียงเพราะคิดว่าตัวเองเป็นแค่ทาสถ้าอย่างนั้นนายก็ไม่มีวันครอบครองอะไรได้สักอย่างเดียว”
เด็กหนุ่มจากเอดีวาสได้แต่ยืนอึ้งและรู้ตัวว่าพูดออกไปแล้วว่าขอตัวก่อนจะเดินออกมาจากห้องนั้นโดยที่มีคำพูดของอีกฝ่ายสะท้อนก้องในหัว
‘ไม่มีวันครอบครองอะไรได้’
กิลไม่กล้าอยากได้อะไรทั้งนั้น เพราะทุกครั้งที่ต้องการมักจบลงด้วยความผิดหวังเสมอ ยิ่งครั้งสุดท้ายที่เขาหวัง
มันจบลงด้วยความตาย
พิธีศพวันสุดท้ายบนเกาะเอดีวาสถูกจัดขึ้นในตอนกลางคืนกองไม้จัดวางเป็นแท่นสำหรับวางร่างของตนัย คนในหมู่บ้านรายล้อมเป็นวงกลมจากนั้นเดสิตก็ก้าวออกมาพร้อมคบไฟในมือ
เดสิตแตะมือลงบนหัวของตนัยครู่หนึ่ง เป็นการอำลาครั้งสุดท้าย
“ขอปลดปล่อยเจ้าจากร่างเหล่าธรรมชาติโปรดนำทางและโออุ้มดวงวิญญาณของเจ้าไว้”
คบไฟถูกโยนเข้าไปในกองไม้เชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไม่นานไฟก็ลุกโหมท่วมจนมองไม่เห็นร่างข้างในอีกสะเก็ดไฟลอยขึ้นสู่ฟ้า คล้ายเกล็ดวิญญาณที่ได้รับการปลดปล่อย
กิลได้ยินเสียงสะอื้นจากน้องสาวที่ยืนอยู่ข้างๆจึงรั้งเธอมาโอบไว้
“ท่านได้รับการปลดปล่อยแล้วเกล ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีก”
เกลพยักหน้ากระนั้นหยาดน้ำตาก็ยังคงไหลจากดวงตาสีน้ำเงินเข้ม “ขอแค่วันนี้นะคะพี่กิลเกลขอแค่อีกวันเดียว”
แม้จะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเศร้า แต่กิลกลับรู้สึกถึงสายตาไม่พอใจจากกลุ่มคนในหมู่บ้านแต่เขาทำเป็นไม่สนใจ ไม่ต้องการให้ช่วงเวลานี้ต้องเกิดเรื่องยุ่งขึ้นจนกระทั่งกองไฟมอดดับลง ผู้คนจึงได้ทยอยกลับไปยังที่พักของตนเกลเองก็ขอตัวกลับก่อน กิลรู้ว่าน้องของเขาคงต้องไปร้องไห้ต่อแน่นอน
เด็กหนุ่มหันมองคนเดียวที่ยังไม่ยอมขยับไปไหน
เดสิตยังคงจ้องไปที่เถ้าถ่านเบื้องหน้าสีหน้าของเขาเป็นอย่างไร กิลไม่มีทางรู้ได้เมื่อยืนอยู่ข้างหลัง
กิลสังเกตมาตั้งแต่ตอนที่แจ้งเรื่องการตายของตนัยแล้วผู้นำเผ่าคนนี้ไม่เคยแสดงความเศร้าหรือเสียใจให้เห็นเลยสักครั้งจนน่าแปลกใจว่าเขาไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไร กับการที่ต้องเสียลูกชายเพียงคนเดียวไป
“ท่านเด...”
“ตนัยเคยพูดถึงฉันบ้างมั้ย”เดสิตถามก่อนที่เด็กหนุ่มจะเรียกจบเสียอีก “ตอนที่พวกเธอได้อยู่ด้วยกันน่ะ”
กิลนึกทวนความจำและเกิดอาการอ้ำอึ้งเมื่อพบว่าตอนที่พวกเขาได้อยู่กับตนัย ไม่มีเลยสักครั้งที่ตนัยพูดถึงพ่อและเดสิตคงเดาคำตอบได้จากการเงียบของเขา
“ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำหน้าหน้าที่พ่อได้ดีนักหรอกนะความคิดของพวกเรามักสวนทางกันเสมอ...หาก...ตอนนั้นลองเปิดใจรับฟังมันบ้างสักนิดสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จะเปลี่ยนไปบ้างมั้ยนะ” ประโยคท้ายคล้ายจะสั่นเล็กน้อย
เสียใจภายหลัง...นั่นคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับทุกคนกิลก้มหน้าลง
“ถึงอย่างนั้นท่านตนัยก็ยังเลือกที่จะไปโลกภายนอกอยู่ดีล่ะครับได้พบกับท่านลลัน และ...” กิลไม่พูดต่อไม่จำเป็นต้องพูดต่อว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะยังจบเหมือนเดิมนั่นอาจฟังไม่เหมือนคำปลอบใจ แต่เขาคิดออกแค่นี้
เดสิตไม่เอ่ยต่อ แต่อีกพักหนึ่งถัดมาเขาก็บอกให้เด็กหนุ่มกลับไปพักผ่อนซะ ขณะที่ตัวเองเดินกลับไปยังที่พักตนแต่กิลยังไม่อยากกลับ เขาจึงเดินเข้าไปในป่า
พวกเสียงแมลงกลางคืนเงียบไปครู่เมื่อรับรู้ถึงการมาของเขาแต่กิลไม่ได้ทำอะไรรบกวนพวกมันอีกนอกจากยืนอยู่เฉยๆ พวกมันจึงเริ่มส่งเสียงร้องอีก
กิลวางดาบลงพิงก้อนหินใหญ่ที่เขาใช้นั่งตรงจุดนี้ต้นไม้ไม่ได้ขึ้นทึบนัก จึงมีแสงจันทร์ส่องลงมาให้เห็นสิ่งรอบกายได้เขาใช้เวลานี้นึกถึงเดสิต
อาจเพราะอีกฝ่ายต้องการเปิดใจรับสิ่งที่ครั้งหนึ่งตนัยเคยเชื่อก็ได้ว่าผู้คนภายนอกจะยังมีคนที่เป็นคนดีอยู่บ้างถึงได้ปล่อยผู้ใช้พลังจากธรรมชาติทั้งหมดให้มีชีวิตต่อ แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่รู้ว่าเดสิตจะมีวิธีฆ่าพวกเขาทั้งหมดได้อย่างไร นั่นแทบเป็นไปไม่ได้เลยไม่ใช่แค่เพราะความต่างของพลังเท่านั้นที่พวกเขาเอาชนะไม่ได้
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหลือเห็นดอกไม้ที่ขึ้นตามซอกหินที่เขานั่งอยู่มีอยู่ดอกหนึ่งที่มีกลีบเป็นสีม่วง
ริมฝีปากขยับเรียกชื่อนั้นโดยไร้เสียงปลายนิ้วสัมผัสกลีบดอกไม้นั้นอย่างเบามือ แต่อีกใจก็อยากจับมันไว้ให้แน่น
บางครั้งกิลก็คิดว่าตัวเองเป็นคนงี่เง่ามัวแต่ห้ามไม่ให้ตัวเองสัมผัส แล้วพอไม่ได้ทำก็กลับมาหงุดหงิดทีหลังว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำไปซะ ทั้งที่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วแท้ๆ
กิลห้ามใจตัวเองไม่ให้เผลอจับดอกไม้แรงจนแหลกคามือไปซะก่อน แล้วพึมพำขออนุญาตเด็ดดอกไม้สีม่วงนั่นออกมาแทนเขาตั้งใจเก็บมันไว้ แต่เสียงหนึ่งกลับขัดเสียก่อน
“หนีมาอยู่นี่เองเหรอ เจ้าทาส”
กิลหรี่ตาลง ขณะหันไปทางต้นเสียงเด็กหนุ่มสองคนที่อายุพอๆ กับเขายืนข้างต้นไม้ตรงส่วนที่แสงจันทร์ส่องไปไม่ถึงแต่หลังจากประกาศตัวแล้ว ทั้งคู่ก็เดินออกมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆกิลจำหน้าสองคนนี้ได้เมื่อเป็นคนที่มักมาหาเรื่องเขากับเกลตรงๆในขณะที่คนอื่นทำเป็นไม่สนใจ
กิลถอนหายใจเบาๆคิดว่าอย่างน้อยสองคนนี้ก็ยังยอมรอจนช่วงทำพิธีศพของตนัยเสร็จไปก่อน
“ไหนว่าทาสรับใช้มีหน้าที่ดูแลปกป้องคนตระกูลวงศ์วลายุไงล่ะแล้วทำไมว่าที่ผู้นำเผ่าของพวกเรากลับตายได้”
“หน้าที่แค่นี้ยังทำไม่ได้รึไง”
บางครั้งกิลก็คิดถึงเหตุผลว่าทำไมคนพวกนี้ถึงชอบหาเรื่องเขานักไม่ว่านั่นจะเป็นเรื่องอะไรหรือแม้นั่นจะเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม บางที....เกาะนี้คงน่าเบื่อเกินไปสำหรับพวกเขา
เด็กคนหนึ่งขว้างหินใส่ แม้จะไม่แรงมากแต่ด้านคมของมันก็บาดแก้มเขาจนเลือดไหล
กิลพยายามวางเฉย หยิบดาบขึ้นมาเตรียมจะกลับเพื่อจบวันนี้โดยไม่มีเรื่อง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอม พอเห็นดอกไม้ในมือกิลแล้วก็ตาลุกวาว รีบเข้าไปแย่งจากมือเขาทันที
“อะไรเนี่ย ไปอยู่โลกภายนอกได้ไม่เท่าไหร่ก็ไปติดผู้หญิงเข้าซะแล้วเหรอ” ทั้งสองคนหัวเราะอย่างล้อเลียน
“เอาคืนมา” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเริ่มฉายแววเอาเรื่องอย่างน้อยครั้งจะได้เห็นแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ คิดว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรเหมือนทุกครั้งแต่พวกเขาคิดผิดโดยสิ้นเชิง
คนที่ถือดอกไม้อยู่ถึงกับหัวเราะไม่ออกเมื่อถูกดาบของอีกฝ่ายตรงเข้าพาดคอ แม้ส่วนคมจะถูกเก็บไว้ในฝัก หากยังสร้างความหวาดหวั่นมากพอ
“เอาคืนมา ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”กิลเอ่ยเสียงเรียบแต่ใช้นิ้วโป้งดันด้ามดาบเผยให้เห็นส่วนคมดาบสะท้อนตาเด็กหนุ่มตรงหน้าจนเหงื่อตก
“นายกล้า...”
“กล้าแน่ ถ้านายยังไม่คืน” กิลตอบ น้ำเสียงไร้ความลังเลสายตากดดันจนอีกฝ่ายยอมคืนดอกไม้ให้ ทันทีที่กิลลดดาบลงทั้งสองคนนั้นก็วิ่งหนีไปทันที
ไม่แน่ใจว่าที่เขาทำไปครั้งนี้จะก่อให้เกิดอะไรตามมาหรือไม่เพราะปกติเขามักเป็นฝ่ายยอมเสมอ หากคราวนี้เขากลับอยู่เฉยไม่ได้...ถ้าลองมองย้อนไปไม่ได้มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เขาเคยหลุดจากการควบคุมตัวเองมาก่อน เมื่อตอนที่ถูกฟิวส์กล่าวหาว่าเขาต้องการฆ่าเนียร์
เขาชกฟิวส์...และเมื่อกี้เขาขู่เด็กในหมู่บ้านเพียงเพราะถูกแย่งดอกไม้ไป
ถ้าเป็นเรื่องของเธอแล้ว เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลย
กิลเอนตัวพิงหลังกับต้นไม้พลางถอนหายใจยาวยกดอกไม้ขึ้นมอง ก่อนจะนำมันมาสัมผัสริมฝีปากตนอย่างแผ่วเบา และเจ็บปวด
...อยากเจอ...
“คิดถึงเนอะ”
เนียร์เงยหน้าจากรายงานที่กำลังเขียนขึ้นมองเพื่อนที่เปรยลอยๆ
ตอนนี้พวกเธออยู่ในห้องสมุดโรงเรียนเพราะคุณครูให้มานั่งทำรายงานส่งและเพื่อป้องกันการทำแบบลอกจากในอินเทอร์เน็ตมาวางพริ้นส่งอย่างทุกครั้ง จึงสั่งให้มาหาข้อมูลจากหนังสือและให้เขียนรายงานด้วยลายมือตัวเองเพื่อให้ข้อมูลพวกนั้นได้ผ่านตาผ่านมือบ้าง
“ใครเหรอ” เนียร์ถามกลับ
“พวกเล็ทไง” เพียวว่า ไม่รู้ว่าทำไมเนียร์รู้สึกผิดหวังแปลกๆ เหมือนนั่นไม่ใช่คนที่เธอคาดหวังว่าจะได้ยิน“ไม่ได้เจอกันตั้งกะเปิดเทอมมาแล้วนี่นา”
“งั้นวันหยุดนี้นัดเจอกันสิ ไปเที่ยวสวนสนุกกัน”โมรีบเสนอด้วยตาเป็นประกาย แต่แล้วก็ถูกเนียร์ที่นั่งข้างกันจับกดหัวในหายซ่า
“สำเนียกตัวเองบ้างว่าเพิ่งออกจากโรง’บาล”
“นิดเดียวเองอะเนียร์” โมร้องโห่ เนียร์ขยี้ผมที่ยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งขึ้นไปอีกอย่างหมั่นไส้
“นัดเจอกันได้ แต่ทำอะไรกันเบาๆ ดีกว่านะ” เอลพูดก่อนจะยกหนังสือที่ไม่ใช้แล้วไปเก็บเข้าชั้น พอโต๊ะโล่งแล้วโมก็เหยียดตัวแผ่ฟุบลงกับโต๊ะด้วยความล้าทันที
“ค่อยกลับไปทำที่เหลือต่อที่บ้านละกันนา” โมประกาศแล้วจัดการเก็บข้าวของใส่กระเป๋า เพราะนี่เป็นคาบสุดท้ายพอดีก่อนจะเหล่ตาไปทางเพียว “แต่แปลกนา ที่แกบ่นคิดถึงพวกเล็ทเนี่ย”
“แปลกรึไง ยัยปากมาก ก็เพื่อนกันนี่ไม่เจอกันนานก็คิดถึงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” เพียวตอบอย่างไว้ตัวแต่โมกลับเข้าไปจิ้มแก้มอีกฝ่ายอย่างต้องการยั่ว
“คิดถึงสินะๆ”
เนียร์เสมองไปทางอื่น ไม่ทันสนใจโมที่ตอนนี้ถูกเพียวล็อกคอมายีหัวจนร้องโอดโอยเป็นการใหญ่นักเรียนคนอื่นเริ่มหันมามอง เอลที่เพิ่งกลับมาที่โต๊ะแทบไม่ต้องมองก็รู้ว่าเพื่อนตัวเองสร้างความวุ่นวายแก่คนรอบข้างอีกแล้วเธอวางมือลงบนบ่าเพื่อนทั้งสองพร้อมส่งยิ้มหวาน
“ต้องให้เตือนมั้ยว่าห้องสมุดห้ามใช้เสียงดัง”
ทั้งคู่ตัวแข็งทื่อ แล้วหันไปนั่งทำตัวเรียบร้อยทันที
“เป็นไรรึเปล่าเนียร์” เอลถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบผิดปกติเนียร์เพิ่งรู้ตัวรีบบอกว่าไม่มีอะไร แล้วก้มลงทำรายงานต่อถึงเอลจะไม่ปักใจเชื่อแต่ก็ไม่ถามต่อ
จนกระทั่งเลิกเรียนแล้ว พวกเอลเก็บของเตรียมจะกลับแต่เนียร์ยังไม่มีทีท่าจะเก็บของตัวเอง
“พวกเธอกลับไปก่อนเลย ฉันกะอยู่ทำต่อน่ะ”เนียร์โบกมือลาเพื่อน เอลทำท่าอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็บอกลาเนียร์แล้วเดินไปพร้อมกับเพียวและโม
ถึงจะบอกว่าอยู่ทำงานต่อแต่เนียร์กลับทำแค่จับปากกาไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้เขียน เธอนั่งเหม่อคิดถึงบางอย่างแต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนยืนอยู่ข้างหลัง เธอหันไปมองตาตื่นมือเผลอปัดของบนโต๊ะตกพื้น แต่เธอเจอเพียงสายนิ่งเรียบจ้องกลับมา
“ต้องพูดรึเปล่า ว่าฉันไม่ได้จะมาทำร้ายเธอ”วาลเอียงคอเล็กน้อย พอเห็นคนคุ้นเคย เนียร์ก็ถึงกับระบายหายใจโล่งอกระหว่างนั้นวาลตรงเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเธอ
“ยังไม่ชินอีกเหรอ” วาลถามลอยๆเนียร์เห็นอีกฝ่ายถือหนังสือนิยายมาด้วย
“ก็นะ” เนียร์หัวเราะเสียงแห้งไม่มีอะไรจะแก้ตัวขณะก้มลงเก็บของที่ตกพื้น พอเก็บเสร็จก็ถาม “แล้ววาลชินแล้วเหรอ”
“ฉันเป็นแบบนี้มานานแล้ว”วาลตอบเสียงเบาพลางจับข้อมือตัวเองทำให้เนียร์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวาลกลัวกับการโดนคนอื่นถูกตัว เธอตั้งใจจะขอโทษแต่วาลกลับส่งยิ้มบางกลับมา “ส่วนตอนนี้กำลังปรับตัวให้ชินการถูกตัวคนอื่นอยู่น่ะแล้วก็...เรื่องหาเพื่อนด้วย”
ถ้าเนนมาได้ยินเข้า คงร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มแน่เนียร์คิดในใจ
“งั้นเธอก็น่าจะยิ้มแบบเมื่อกี้บ่อยๆ นะ” เนียร์แนะนำวาลเป็นผู้หญิงสวยอยู่แล้ว ถ้าหากยิ้ม จากที่น่ากลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ก็จะดูเป็นมิตรและดึงทุกคนเข้าใกล้ได้แน่นอน
วาลลองคิดตาม ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนถาม “แล้วเธอมาทำอะไรที่ห้องสมุดล่ะ”
...เปลี่ยนเรื่องเลยเหรอ
“รายงานชีวะฯ น่ะ แต่ไม่ค่อยคืบหน้าเพราะเอาแต่นั่งเหม่อ”เนียร์ด่าตัวเองไปด้วย พลางเก็บของเมื่อเห็นว่าต่อให้นั่งนานกว่านี้งานก็คงไม่คืบหน้า
“เหม่อ?ไม่ใช่คิดถึงเรื่องอื่นอยู่เหรอ...หรือใครบางคน”
เนียร์ชะงักมื่อเล็กน้อย แต่ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะปิดสมุดรายงานพร้อมกับถามกลับ “เธอเคยคิดถึงใครสักคนมั้ย”
“พี่เธอไง”
แควก...
ปกสมุดรายงานกับตัวกระดาษข้างในถูกฉีกออกจากกันขณะเจ้าตัวทำหน้าเหวอสุดขีดกับคำตอบที่ได้รับ
“พี่ใครนะ”
“พี่ชายเธอ” วาลตอบอย่างใจเย็น
“...ฉันมีพี่ชายสองคนรึเปล่า”
“ฉันคิดถึงทิน” คราวนี้วาลตอบตรงๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าไม่ยอมรับความจริงง่ายๆ
คราวนี้เนียร์ลุกพรวด “เดี๋ยว! อะไร ยังไง ตอนไหน”
“เธอไม่รู้เหรอ” วาลถาม แต่เนียร์ส่ายหน้าเต็มพิกัดซึ่งวาลไม่แปลกใจนัก เพราะรู้ว่าเรื่องนี้ทินคงไม่คิดบอกน้อง
“เธอชอบทินเหรอ” ถึงไม่บอกตรงๆแต่คนอย่างวาลคงไม่มีทางพูดว่าคิดถึงใครเรื่อยเปื่อยแน่“ทำไมต้องเป็นหมอนั่นด้วยล่ะ มันมีอะไรดีตรงไหนเนี่ย” เนียร์กุมขมับแทบอยากเอาหัวพุ่งชนฝา แค่เอลคนเดียว เธอก็กลุ้มใจแทนจะตายอยู่แล้วแล้วนี่วาลที่ไม่น่าจะชอบใครได้ง่ายๆ กลับมาชอบทินเนี่ยนะ
วาลเอานิ้วทาบปากเป็นเชิงให้อีกฝ่ายลดเสียงลง ก่อนตอบ“เขามีดี ฉันรู้ เธอเองก็รู้ แต่แค่ทำเป็นไม่รู้” วาลคลี่ยิ้มบางอย่างรู้ทันแล้วเนียร์ก็ทำเป็นไม่มอง ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด
“แล้วเธอล่ะ คิดถึงใครอยู่เหรอ”
“...เพื่อนน่ะ” เนียร์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องใช้เวลาคิดก่อนค่อยตอบด้วยทั้งที่มันชัดเจนอยู่แล้ว และวาลเหมือนสัมผัสได้ถึงความแปลกนั้น จึงถามต่อ
“รู้มั้ยว่าการคิดถึงก็มีหลายแบบนะ”
“ยังต้องแยกประเภทอีกเหรอ” เนียร์ทำหน้าเหวอไม่เคยได้ยินมาก่อน และวันนี้เธอได้เห็นวาลยิ้มบ่อยมากกว่าทุกครั้งมากกว่าตั้งแต่รู้จักกันมารวมกันซะอีก วาลยิ้มให้อย่างมีเลศนัย
“จะได้รู้ว่าใครสำคัญกับเราขนาดไหนไงล่ะ”เด็กสาวร่างสูงลุกขึ้น ทำท่าจะไปไหนต่อแต่กลับวางมือลงบนโต๊ะตอนถอยหลังกลับมาเพื่อพูดกับเนียร์อีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้“รู้มั้ย พวกเธอสองคนมีปัญหากันคนละแบบนะ พี่เธอเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจส่วนเธอ...ก็เป็นพวกไม่รู้ใจตัวเอง”
เนียร์นั่งอ้าปากค้างกว่าเดิมขณะมองอีกฝ่ายเดินหายเข้าไปหลังชั้นหนังสือ แปลกใจว่าเธอมันไม่รู้ใจตัวเองตรงไหนอย่างตอนถูกพวกเพียวกวนมากๆ เธอยังรู้ตัวเองเลยว่าอยากถีบเจ้าพวกนั้นมากแค่ไหนแต่ครั้นจะถามวาลตรงๆ เนียร์เดาได้ว่าคงไม่ได้รับคำตอบกลับมาแน่นอน
ช่วงนี้ที่บ้านเนียร์เงียบกว่าแต่ก่อนเมื่อลูกชายคนโตของบ้านออกไปติดต่อเรื่องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทำให้ไม่ได้อยู่บ้านสักพักหนึ่ง เนียร์จึงถือโอกาสนี้เข้าไปถามกุลที่กำลังเตรียมอาหารเย็นในครัวอย่างที่ทุกครั้งไม่เคยทำ เพราะกลัวว่าทินจะได้ยินเข้าแล้วเอาไปล้อ
“แม่คะ” เนียร์เรียกทำให้กุลที่กำลังกดปุ่มหม้อหุงข้าวหันมามอง“วันนี้เพื่อนหนูบอกว่าการคิดถึงมีหลายแบบ มันเป็นยังไงเหรอคะ”
“คิดถึงเหรอ” กุลทวน แอบคิดว่าลูกสาวเธอคงจะคิดถึงพี่ชายซะละมั้งเพราะถึงจำทำเหมือนทะเลาะกันทุกวัน แต่ยังไงก็เป็นพี่น้องกันเมื่อไม่ได้อยู่ด้วยคงจะเหงาเป็นธรรมดาโดยหารู้ไม่ว่าเนียร์ไม่ได้คิดถึงอย่างนั้นเลยสักนิดเดียว
“นั่นสินะ ตอนแม่คิดถึงพวกหนูก็คืออยากเจอแล้วก็เป็นห่วง...มากเลยล่ะ” กุลย้ำให้นึกถึงตอนพวกเธอหายไปเป็นเดือนโดยไม่คิดติดต่อกลับมาเลยสักครั้ง เนียร์ยิ้มแหยอย่างรู้สึกผิดแต่แค่พวกเธอกลับมาอย่างปลอดภัย กุลก็คิดว่ามันเป็นโชคดีที่สุดแล้ว
“ตอนคิดถึงเพื่อน ก็คงอยากมาคุยหรือทำอะไรสนุกๆ ด้วยกัน”
“แปลว่าคิดถึงแต่ละคนก็มีส่วนต่างกันอยู่สินะ” เนียร์เพิ่งสังเกตก่อนสงสัยเมื่อกุลกวักมือให้เธอเข้าไปใกล้ เมื่อไปใกล้มากพอเด็กสาวก็ถูกดึงเข้าไปกอดไว้แน่น “แม่!?”
“ไม่ว่าจะคิดถึงแบบไหนนั่นก็หมายความว่าคนที่เราคิดถึงมีความหมายกับเราไงล่ะ” กุลพูดเสียงเบาหากจับเข้าไปถึงใจเนียร์ เธอกอดแม่ตอบ
ทั้งแม่ ครอบครัวของเธอ และเพื่อนต่างมีความหมายต่อเธอทั้งนั้น
พวกเขาด้วยใช่ไหม คำถามหนึ่งดังขึ้นมา
แน่นอนว่าเธอคิดถึงเกล แก่กับกิลเนียร์ไม่แน่ใจว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอรู้ว่าอยากเจอเหมือนเกลแต่ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมกลับรู้สึกเหมือนมันมีอะไรมากกว่านั้นแต่เนียร์กลับตัดสินใจไม่คิดมากกว่านั้น
‘ส่วนเธอ...ก็เป็นพวกไม่รู้ใจตัวเอง’
ถ้าอย่างนั้น ต้องรู้อะไรไปมากกว่านี้ด้วยหรือ
เพราะเมื่อวานมัวแต่ช็อกที่รู้ความจริงว่าวาลชอบทินเนียร์เลยไม่ทันคิดเรื่องอีกอย่าง จนเมื่อได้เจอเอลวันนี้เธอก็คิดขึ้นมาทันทีว่าเอลรู้หรือยังว่าวาลก็ชอบทินถ้ารู้แล้วเอลจะรู้สึกอย่างไรบ้างนะ
“เอล”เนียร์ตัดสินใจเรียกคนที่กำลังหัวเราะกับเรื่องเล่าของโมเอลหันมาถามทางสายตาว่ามีอะไร “เธอยังชอบทินอยู่รึเปล่า”
เอลมีท่าทีตกใจอย่างเห็นได้ชัดแต่ไม่ได้มีอาการหน้าแดงอย่างทุกครั้งที่ถูกถามเรื่องนี้ “ทะ...ทำไมถึงถามล่ะ”
“แค่อยากรู้น่ะ”
“โอ๊ย คุณกุ้งแห้งน่ะเลิกสนใจพี่ทินไปแล้วล่ะ”เพียวกลับตอบให้ “ก็มีพี่โชลทั้งคนแล้วนี่”
“เพียว!”เอลทำเสียงดุ “ฉันกับโชลยังไม่ได้เป็นอะไรแบบนั้นสักหน่อย”
“ ‘ยัง’ เหรอ แหม แปลว่าในอนาคตจะเป็นสินะ” นักจับผิดคำได้ที ไล่ต้อนเข้าไปอีกโดยมีลูกคู่อย่างโมผสมโรงไปด้วย “เอลจะคบกับพี่โชลสิน้า”
“หยุดเลย ทั้งคู่นั่นแหละ” เอลเริ่มทำเสียงโหดจนสองคนนั้นยอมเงียบ แต่ไม่อาจห้ามรอยยิ้มกริ่มบนหน้าได้แต่เอลเป็นต้องหน้าแดงอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อถูกเนียร์ถามตรงๆ
“เอลชอบโชลเหรอ”
“เนียร์!”เอลร้องเสียงหลง ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับพูดว่า“ยังไงฉันก็ยังรักและนับถือพี่ทินอยู่นะ ส่วนโชล...ก็อย่างที่บอกนั่นแหละฉันกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“ ’ยัง’ ไม่ได้เป็นอะไรกันต่างหาก” คนปากมากเผลอโพล่งออกมาอีกจนถูกสาวหวานหันไปทำตาพิฆาตใส่จึงทำท่ารูดซิปปากทันที แต่แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเนียร์เธอไม่ได้เสียดาย แต่ก็ไม่ได้โล่งใจเพราะรู้ว่าเพื่อนเลิกชอบพี่ตัวเองเสียทีแต่เป็นเพราะเธอดีใจว่าหากเอลรู้เรื่องวาลแล้ว จะได้ไม่อึดอัดใจกันทั้งสองฝ่ายและแม้จะหงุดหงิดเล็กน้อยเรื่องที่เอลชอบโชล เธอก็พยายามทำใจยอมรับหากเอลคิดดีแล้ว
“ว่าแต่พวกฉัน แล้วแกล่ะเนียร์” เพียวเบนเป้าหมายทำเอาคนเป็นเป้าหมายขมวดคิ้ว
“ฉันทำไม”
“แกล่ะ ชอบใครอยู่รึเปล่า”เพียวเห็นเนียร์ทำหน้าประมาณว่า ‘อย่างฉันเนี่ยนะ’ แล้วพูดต่อ “เอลมีพี่โชล”
“ฉันเปล่านะ” เอลร้อง แต่เพียวไม่สนใจ
“ส่วนฉัน...ก็นั่นล่ะ แกรู้อยู่ แล้วตัวแกไม่คิดสนใจใครรึไง”
“เหมือนแกจะข้ามโมไปนะ”
“ปล่อยมันเอ๋อคนเดียวไปเถอะ” เพียวตอบหน้าตายแต่โมทำหน้าช็อกไปแล้ว “ว่าไง ไม่สนใจพี่ฟิวส์บ้างเหรอ”
“นี่แกยังไม่คิดเลิกจับคู่ให้ฉันอีกเหรอ ไอ้ตะเกียบ”เนียร์พอจะเดาความคิดเพื่อนได้ลางๆ แต่เพียวยักไหล่
“ไม่ต้องเป็นพี่ฟิวส์ก็ได้ จะใครก็ได้ ไหนๆแกก็เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วนี่ พวกฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”
“ฉันไม่ได้ชอบใครทั้งนั้นแหละ แกลองดูสิผู้ชายรอบตัวฉันนี่แทบนับหัวได้”
ถึงตรงนี้ ทั้งสามคนก็เริ่มไล่ชื่อ
“พวกเพื่อนในห้อง” “ไม่ล่ะ ขนาดฉันยังไม่อยากเอาเลย”“แล้วจินอะ” “...คนต่อไป”
“ฟิวส์?” “มันบอกแล้วว่าไม่ชอบ”“พี่โชลอะ” “...” “อยากถูกเอลดักฆ่าเหรอ ยัยปากมาก” “ขอโทษ!”
“นี่พวกแกกำลังเล่นอะไรกันอยู่เหรอ”เนียร์มองฉากตรงหน้าด้วยสีหน้าประมาณว่า ‘พวกเอ็งทำอะไรกัน’ กำลังคิดว่าพวกนี้ทำอะไรไร้สาระ แต่มือเธอกลับกระตุกขึ้นมา เมื่อโมพูดชื่ออีกคนที่นึกออก
“แล้วกิลอะ”
เพียวเลิกคิ้ว “ต้องนับด้วยมั้ยเนี่ยได้เจอกันไม่กี่เดือนเอง แถมตอนนี้ก็...นั่นสิ จะยังได้เจอกันอีกมั้ยนะ”
“แต่คิดถึงเกลจัง ถ้าได้เจอกันอีกก็ดีสิ”
“น่าจะยากนะเพราะพวกเขามานี่เพื่อหยุดตนัยเท่านั้นเองนี่นา” เอลให้เหตุผล ก่อนจะถามอีกคน“เธอว่าไงล่ะเนียร์”
ทว่าคนถูกถามยังนิ่งเฉย จนต้องเรียกอีกครั้งจึงจะได้ยิน
“อะไรนะ” เนียร์งงเมื่อเธอมัวแต่คิดเรื่องอื่นจนไม่ทันฟัง
“ฉันถามเธอว่า คิดว่าจะได้เจอพวกเกลอีกมั้ยน่ะ”
เนียร์เผลอกำมือแน่น “ไม่รู้เหมือนกันอาจจะ...ไม่ได้เจออีกก็ได้”
ก่อนหน้านี้เนียร์ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่สิมันรู้สึกนานแล้วแต่ถูกเก็บไว้มากกว่า จนกระทั่งตอนที่ชื่อนั้นถูกเอ่ยขึ้นมาดังๆมันทำให้บางในใจเธอเปิดออก แล้วความรู้สึกข้างในก็เริ่มทะลักออกมา
เหมือนอีกสามคนจะรู้ว่าเนียร์จมไปกับความตัวเองอีกแล้วจึงมองตากัน ก่อนโมจะยกไหล่ส่ายหน้าเป็นเชิงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีเหมือนกันพวกเธอจึงปล่อยให้เนียร์คิดเองต่อไป
ตลอดทั้งวันนั้น เนียร์รู้สึกอึดอัดอย่างไม่มีสาเหตุไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ สิ่งเดียวที่รู้คือมันเริ่มต้นจากที่โมพูดชื่อนั้นออกมาดังๆ
“เป็นอะไรนักหนาวะ” เนียร์บ่นเมื่ออยู่ตัวคนเดียวในห้องตัวเองสิ่งที่เป็นอยู่ทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้องเอาซะเลย
‘ส่วนเธอ...ก็เป็นพวกไม่รู้ใจตัวเอง’
“แล้วฉันไม่รู้อะไรเล่า!” เนียร์ตะโกนพลางชกหมอนไปด้วยตอนนั้นเองที่เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความใหม่เนียร์คลำหาโดยที่ตัวยังนอนบนเตียง พอหาเจอก็หยิบมันมาเปิดดู
โมส่งข้อความมาให้
‘วันนี้พูดถึงเกลแล้วนึกขึ้นได้ส่งมาให้แก้คิดถึงกันน้า’
โมส่งมาพร้อมกับไฟล์วิดีโอหนึ่งมาด้วยเนียร์เปิดดูอย่างไม่คิดอะไร แต่พอเธอได้ยินเสียงเกลเท่านั้นแหละก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นนั่งตั้งใจดูทันที ยิ่งได้เห็นใครอีกคนด้วยเธอก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาจุกที่คอ
คนที่ไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว จะไม่ได้ยินเสียงอีกกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง แม้นั่นจะเป็นเพียงภาพในวิดีโอ
ความรู้สึกก่อนหน้านี้เหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมไม่ว่าจะกดเล่นใหม่สักกี่ครั้ง ความรู้สึกนั้นกลับไม่ลดทอนลงเลย
ทั้งใบหน้า และเสียง
‘เกล นั่นน้องทำอะไรน่ะ’
เนียร์กดหยุดลงตรงที่กล้องจับที่หน้านั้นใกล้ๆได้เห็นดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นอีกครั้ง แม้ภาพจะไม่ชัดมากก็ตาม
ทำไม...เนียร์ลูบหน้านั้นด้วยปลายนิ้ว กับเกลเธอยังไม่รู้สึกได้มากเท่านี้เลย
‘รู้มั้ยว่าการคิดถึงก็มีหลายแบบนะ’
เนียร์ลุกขึ้น ดึงโน้ตที่หนีบไว้ตรงโต๊ะออกมาเปิดดูลายมือบรรจงนั้นยังไม่หายไปไหน และมันไม่เคยหายไปไหนมีแต่คนที่เขียนเท่านั้นที่อยู่ไกลออกไปจนเธอไม่มีทางหาเจอ
เนียร์หยิบปากกาออกมาแล้วเขียนข้อความหนึ่งลงไปบนโน้ตนั้น แทรกไว้ตรงด้านล่างแทนคำในใจที่รู้สึกมากที่สุดตอนนี้
‘จะได้รู้ว่าใครสำคัญกับเราขนาดไหนไงล่ะ’
แน่นอนว่าเนียร์ก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสำคัญต่อเธอมากแค่ไหน แต่ตอนนี้เธอรู้เพียงอย่างเดียว
...อยากเจอ...