ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 เรื่องใหญ่ ท่าไม่ดีแล้ว

            มู่จื่อหลิงถูกหลงเซี่ยวอวี่มาเยี่ยมเยือนอย่างกะทันหันคิดเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่เข้าใจเดิมนางคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะใช้เรื่องรังนกมาซักไซ้นางทว่าเพิ่งจะถามเพียงไม่กี่ประโยคก็ไปเสียแล้ว เป็นคนประหลาดพิลึกจริงๆ

            สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังเป็นประโยคท้ายสุดของเขา‘ถ้าไม่จำเป็นอย่าได้เข้าวังหลวง’

            คิดว่านางอยากเข้าวังมากนักหรือไงหากไม่เพราะมีราชโองการรับสั่งมิอาจขัดขืน ต่อให้มีกองทองกองเงินมาวางตรงหน้านางนางก็ไม่ไปสถานที่ภูตผีปีศาจเช่นนั้นอย่างแน่นอน

            แต่ว่าการมาของหลงเซี่ยวอวี่ประกอบกับนางล้มไปยกหนึ่งเมื่อครู่ อารมณ์หดหู่แต่เดิมก็ผ่อนคลายขึ้นมาท้องจึงหิวจนส่งเสียงร้องโครกคราก

            สนใจอันใดอันหย่าองค์หญิงอันใดนั่น คนในโลกนี้ไหนเลยจะไม่เคยเสียเปรียบยามนี้ท้องนภากว้างแผ่นดินใหญ่ เรื่องกินข้าวใหญ่ที่สุด มู่จื่อหลิงคิดได้ขึ้นมาก้าวยาวไปยังโต๊ะค่อยๆ จัดการอาหารให้หายไป

            หลงเซี่ยวอวี่เดินออกไปไม่นานเสี่ยวหานก็เข้ามา

            “นายน้อยท่านอ๋องไม่ได้ทำอันใดท่านใช่หรือไม่” เสี่ยวหานมองมู่จื่อหลิงที่กินข้าวโดยไม่รักษาภาพลักษณ์ถามอย่างมีความนัย

            นี่นายน้อยไปถูกแรงกระตุ้นอันใดเข้าเมื่อครู่ยังกินข้าวไม่ลง คนทั้งคนราวกับมะเขือม่วงแช่แข็ง เฉื่อยชาไม่อยากแม้แต่ขยับตัว

            เหตุใดแค่ท่านอ๋องมานายน้อยกำลังวังชาเต็มเปี่ยม เริ่มกินอย่างมูมมามขึ้นมา เป็นเพราะท่านอ๋องทำหรือพูดอันใดกับนายน้อยใช่หรือไม่ทำให้นายน้อยเปลี่ยนความขุ่นเคืองมาเป็นเรี่ยวแรงเช่นนี้

            มู่จื่อหลิงยัดอาหารจนเต็มปากพูดอย่างคลุมเครือ “เสี่ยวหานท่าทางเช่นนี้ของเจ้าเหมือนอยากให้ท่านอ๋องทำอะไรข้าอย่างไรอย่างนั้น”

            การแสดงออกของเสี่ยวหานในยามนี้เหตุใดจึงได้เหมือนว่ากำลังขบขันนางอยู่นางแทบทนรอให้หลงเซี่ยวอวี่ทำอะไรเธอไม่ไหว แต่ต้องทำให้นางผิดหวังแล้วหลงเซี่ยวอวี่จะทำอะไรเธอได้อย่างไรเล่า

            “บ่าวมิได้มีความหมายเช่นนั้น”เสี่ยวหานพูดด้วยสีหน้าระมัดระวัง

            ทว่าในใจนางกลับกำลังแอบขบขันระยะนี้คล้ายว่าท่านอ๋องจะมาหานายน้อยบ่อยๆ แล้ว ทั้งยังอยู่กับนายน้อยเพียงลำพังดูท่าข่าวลือที่ท่านอ๋องไม่เข้าใกล้สตรีเพศคงจะจางหายไปเองโดยมิต้องลงมือทำสิ่งใด

            มู่จื่อหลิงเหลือบมองนางอย่างอารมณ์เสีย“ยังจะมิได้มีความหมายเช่นนั้น ข้าเห็นว่าช่วงนี้เจ้าขวัญกล้าเสียเหลือเกิน ยามนี้ยังกล้าหัวเราะเยาะข้าแล้ว”

            “บ่าวมิกล้า” เสี่ยวหานก้มศีรษะเล็กน้อยกล่าวด้วยความเกรงกลัว

            “เอาเถิดไม่ล้อเจ้าเล่นแล้ว ข้ากินอิ่มแล้ว เอาของพวกนี้ออกไปเถิด เช้าวันพรุ่งนี้พวกเราจะไปเยี่ยมท่านแม่ข้าที่สวนจิ้งซิน”มู่จื่อหลิงวางตะเกียบ ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนพลางพูดบอกใบ้ให้เสี่ยวหานยกอาหารที่เหลือออกไป

            เมื่อมู่จื่อหลิงคิดถึงระยะเวลาที่ส่งยาไปสวนจิ้งซินก็พบว่าผ่านไปราวหนึ่งเดือนแล้วแม้จะทิ้งหรูอี้ไว้ที่นั่นเพื่อช่วยเหลือดูแล หากมีเรื่องใดนางก็จะถ่ายทอด

            แต่ว่ามู่จื่อหลิงก็ยังต้องไปจะอย่างไรช่วงนี้นางก็ว่างเสียจนไม่มีอะไรทำและไม่รู้ว่ามารดานางที่แช่สมุนไพรมาจะหนึ่งเดือน ร่างกายจะดีขึ้นหรือยัง

            “เจ้าค่ะ” เสี่ยวหานเดินเข้ามายกอาหารออกไป

            -

            เช้าวันต่อมามู่จื่อหลิงอาบน้ำแต่งตัวอย่างง่ายๆทานมื้อเช้าเรียบร้อยจึงพาเสี่ยวหานเตรียมตัวไปสวนจิ้งซินเพียงแต่พวกนางเพิ่งจะขึ้นรถม้า ก็มีเงาร่างสายหนึ่งรีบร้อนกระโดดขึ้นมา

            “หลงเซี่ยวเจ๋อ เจ้า” มู่จื่อหลิงเห็นผู้มาใหม่ก็ไม่พอใจขึ้นมาโดยพลัน

            หมอนี่มาร่วมวงเรื่องสนุกอันใดอีกแล้วนางจ้องเขาอย่างขุ่นเคือง เตรียมจะระเบิดอารมณ์ ก็ถูกน้ำเสียงรีบร้อนของหลงเซี่ยวเจ๋อตัดบท

            “พี่สะใภ้สามไม่ว่าตอนนี้ท่านจะไปที่ใดพวกเราต้องเข้าวังก่อน ฝูหลินเลี้ยวไปทางวังหลวง เร็วเข้า”

            หลงเซี่ยวเจ๋อยังไม่ทันหยุดพักหายใจเอ่ยปากบอกมู่จื่อหลิงอย่างจริงจังแล้วสั่งสารถีที่อยู่นอกรถม้าด้วยน้ำเสียงร้อนรนและกระวนกระวาย

            มู่จื่อหลิงถึงรู้สึกว่าหลงเซี่ยวเจ๋อไม่ปกตินางไม่เคยเห็นสีหน้าท่าทางเยี่ยงนี้ของหลงเซี่ยวเจ๋อมาก่อน จริงจังเข้มงวดเป็นกังวลยิ่งนัก เขาในยามนี้กับพ่อพวงมาลัยหน้าทะเล้น เป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง

            คิ้วของมู่จื่อหลิงขมวดน้อยๆถามอย่างงุนงง “หลงเซี่ยวเจ๋อ ไปวังหลวงทำอันใดกัน?”

            “พี่สะใภ้สามเกิดเรื่องใหญ่ท่าไม่ดีแล้ว” หลงเซี่ยวเจ๋อถอนลมหายใจเสียงดัง พูดอย่างร้อนรน

            ดวงตามู่จื่อหลิงเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีลางสังหรณ์ไม่ดีก็เกิดขึ้นอย่างเลือนราง ถามต่อไป “เกิดเรื่องใดขึ้น?”

            “เป็นพี่ห้า โรคทางสมองพี่ห้ากลับมากำเริบอีกแล้วทั้งดูเหมือนว่าจะสาหัสยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีกยามนี้ผู้ใดก็เข้าใกล้ตัวเขาไม่ได้” หลงเซี่ยวเจ๋อพูดต่อด้วยจิตใจที่ร้อนรนเป็นไฟ

            ขณะนี้ในใจเขากระวนกระวายครั้งที่แล้วพี่สะใภ้สามมิได้บอกว่าโรคทางสมองของพี่ห้าหายเป็นปกติแล้วหรือเหตุใดตอนนี้จึงได้กำเริบขึ้นมาแล้วเล่า

            แต่ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อก็มิทันได้คิดพิจารณาเขาต้องอาศัยตอนนี้ที่เรื่องยังไปไม่ถึงหูไทเฮา รีบตามพี่สะใภ้สามไปดูอาการ

            มิเช่นนั้นถ้าไทเฮารู้เรื่องนี้ต้องนำเรื่องนี้มาหาเรื่องพี่สะใภ้สามอีกเป็นแน่ และเขาก็ยังเป็นห่วงพี่ห้านัก

            ได้ยินเช่นนี้มู่จื่อหลิงก็เต็มไปด้วยความน่าเหลือเชื่อปฏิเสธอย่างไม่คิดแม้แต่น้อย “เป็นไปไม่ได้”

            ครั้งที่แล้วนางจัดการเนื้องอกจนหมดแล้วจะกลับมากำเริบได้อย่างไร ต่อให้มีก้อนเนื้อเล็กๆ เหลืออยู่ก็ไม่มีทางกลับมาสาหัสกว่าเมื่อก่อน

            ไม่พูดถึงที่ว่านางไม่เคยละเลยคนไข้มาก่อนยิ่งไปกว่านั้นระบบซิงเฉินก็ไม่มีทางผิดพลาดเป็นแน่ ต่อให้นางวินิจฉัยผิดระบบซิงเฉินก็ไม่มีทางวินิจฉัยผิด

            “จริงๆยามนี้พี่ห้าปวดจนเกือบจะทำลายตำหนักหนานเหออยู่แล้ว” หลงเซี่ยวเจ๋อคิดว่ามู่จื่อหลิงไม่เชื่อคำที่เขาพูดเอ่ยปากอีกครั้ง คำพูดนี้ของเขามิได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

            สวรรค์รับรู้เมื่อเช้าเขาไปหาพี่ห้า ตอนเห็นพี่ห้ากุมศีรษะอย่างเจ็บจนไม่อยากมีชีวิตกลิ้งอยู่บนพื้นเขาหวาดกลัวมากเพียงใด ก่อนหน้านี้ยามพี่ห้าโรคกำเริบก็ยังพอมีสติอยู่บ้างแต่ว่าตอนเช้าเขาเรียกอย่างไรพี่ห้าก็ไม่สนใจ มีเพียงเสียงร้องคำราม

            มู่จื่อหลิงไม่สงสัยคำพูดหลงเซี่ยวเจ๋อนางเพียงไม่เชื่อว่าการผ่าตัดครั้งที่แล้วจะเกิดปัญหาไม่เชื่อว่าระบบซิงเฉินจะวินิจฉัยผิด นอกจากนี้หลงเซี่ยวเจ๋อไม่นำเรื่องนี้มาล้อนางเล่น

            หัวคิ้วนางขมวดแน่นอย่างไตร่ตรองเกรงว่าเรื่องจะมิง่ายดายแล้ว

            มู่จื่อหลิงไม่คิดมากกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างฉับไว พูดอย่างเย็นเยียบ “หยุดรถ”

            “พี่สะใภ้สามเป็นอันใดไป” หลงเซี่ยวเจ๋อถามอย่างไม่เข้าใจ หรือว่าพี่สะใภ้สามไม่อยากไปแล้ว?

            มู่จื่อหลิงไม่ได้ตอบคำถามหลงเซี่ยวเจ๋อและพูดกับเสี่ยวหานด้วยใบหน้าระมัดระวังรอบคอบ “เสี่ยวหาน เจ้าลงไปจากรถกลับจวนไปเอง”

            มู่จื่อหลิงรู้ว่าเรื่องครั้งนี้ตึงเครียดยิ่งนักแต่ว่านางก็ยังไม่ลืมว่ามิอาจพาเสี่ยวหานไปด้วยได้ ไปครั้งนี้เกรงว่าจะไม่อาจถอนตัวได้โดยง่ายนางมิอาจดึงเสี่ยวหานเข้ามาพัวพันได้

            “นายน้อยบ่าวอยากไปกับท่าน” เสี่ยวหานเข้าใจความหมายในคำพูดเมื่อครู่ของหลงเซี่ยวเจ๋อดูเหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ แล้วยังเกี่ยวข้องกับนายน้อย ยามนี้นางไม่อยากละไปจากข้างกายนายน้อย

            ครั้งที่แล้วฮองเฮาใส่หนอนกู่อันใดนั่นลงไปในรังนกต้องการทำร้ายนายน้อย ครั้งนี้นายน้อยก็ต้องการเข้าวังไปเพียงลำพังอีกทั้งยังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น นางจะปล่อยให้นายน้อยเข้าไปลำพังอย่างสบายใจได้อย่างไร

            “ไม่ได้ ลงไป” มู่จื่อหลิงไม่พูดพล่ามตอบปฏิเสธอย่างเย็นชา

            น้ำในวังหลวงไม่สมควรแตะต้องรับรองไม่ได้ว่าจะถูกคนกำจัดจุดอ่อนไว้หรือไม่ นางกระทำการครอบคลุมไว้ทั้งหมดรักษาโรคของหลงเซี่ยวหนานหายตั้งแต่แรกแล้วครั้งนี้ไม่แน่ว่าหลงเซี่ยวหนานจะอาการกำเริบขึ้นมาจริงๆ หรือมีคนเจตนาทำขึ้นนางจำต้องระมัดระวังไว้ก่อน

            “นายน้อย” แม้เสี่ยวหานจะตกใจกับน้ำเสียงเย็นของมู่จื่อหลิงแต่นางก็ยังคงไม่ยอมแพ้

            “อยากไปก็ได้ครั้งนี้ไปแล้ว ภายหน้าก็อย่าได้ติดตามข้าอีก” มู่จื่อหลิงตัดบทวาจาของเสี่ยวหานอย่างเคร่งขรึมด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

            มู่จื่อหลิงก็รู้ว่าเสี่ยวหานเป็นห่วงนางแต่ว่านางมิอาจใจอ่อนพาเสี่ยวหานเข้าวัง เสี่ยวหานเข้าวังไม่เพียงช่วยอะไรไม่ได้แล้วยังจะได้รับการพัวพันไปด้วย

            “บ่ะ...บ่าวจะลงไปเดี๋ยวนี้นายน้อยต้องระวังตนเองนะเจ้าคะ” เสี่ยวหานมองสีหน้าเคร่งขรึมของมู่จื่อหลิงราวกับจะไม่ต้องการนางจริง ท้ายที่สุดนางจึงยอมอ่อนข้อ ลงจากรถไปอย่างน่าเห็นใจ

            หลังจากมู่จื่อหลิงเห็นเสี่ยวหานลงไปจึงวางใจนางนึกถึงคำพูดเมื่อวานของหลงเซี่ยวอวี่ขึ้นมา ไม่จำเป็นมิต้องเข้าวัง นางยิ้มขื่นอย่างหมดทางเลือกเพิ่งพูดไปเมื่อวาน วันนี้นางก็เข้าวังเสียแล้ว ทั้งยังมิอาจไม่เข้าช่างกลัวสิ่งใดสิ่งนั้นก็มาจริงๆ

            หลังจากเสี่ยวหานลงจากรถรถม้าก็แล่นต่อไปอย่างรวดเร็ว

            “พี่สะใภ้สามยามนี้เรื่องยังไปไม่ถึงไทเฮา พวกเราต้องไปดูอาการพี่ห้าก่อนหนึ่งก้าว” หลงเซี่ยวเจ๋อพูดเตือนด้วยใบหน้าจริงจัง

            มู่จื่อหลิงย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของหลงเซี่ยวเจ๋อนางมิได้สนใจมาก หลงเซี่ยวหนานมีการเคลื่อนไหวครึกโครมเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วต้องลอยไปถึงไทเฮาทางนั้นแน่

            ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ไม่ง่ายดายอาจจะมีคนเจตนาทำออกมาผู้ที่สร้างเรื่องจะทนรอแทบไม่ไหวโวยวายให้คนรู้โดยทั่วกันน่ะสิ

            “ดูก่อนหลังล้วนไม่สำคัญแล้ว”มู่จื่อหลิงบีบมืออย่างจนปัญญา หัวเราะเสียงขื่น

            ครั้งที่แล้วต่อหน้าคนทั้งหมดนางให้คำมั่นต่อไทเฮาว่าเปิดศีรษะของหลงเซี่ยวหนาน เป็นเพราะต้องรักษาเขาให้หายไม่มีโทษฐานใดทั้งนั้น แล้วยังปฏิเสธไทเฮาไปเช่นนั้น ทำไทเฮาเสียหน้าสุดท้ายพระนางจึงข่มโทสะแล้วจากไป

            ครั้งนี้อาการเจ็บป่วยของหลงเซี่ยวหนานกลับมากำเริบอีกไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วคนทั้งหมดคงคิดว่าวันนั้นนางหลอกลวงเบื้องสูงแล้ว

            และครั้งที่แล้วหลังจากให้คำมั่นต่อไทเฮาไทเฮาชิงชังนางเพียงนี้มานานแล้ว ครั้งนี้จะไม่ใช้โอกาสอันดีเช่นนี้ล้างแค้นกัดนางนานไม่ปล่อย

            เรื่องที่จะเกิดย่อมต้องเกิดไร้วิธีจะหลีกหนี!

            วันนั้นหลงเซี่ยวอวี่พูดว่าจะคุ้มครองนางให้นางปลอดภัยทว่านั่นก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่หลงเซี่ยวหนานปลอดภัยหากหลงเซี่ยวอวี่รู้ว่าโรคของหลงเซี่ยวหนานกำเริบจะคิดอย่างไร จะคิดว่านางหลอกเขาแล้วจะช่วยนางหรือไม่?

            มิหนำซ้ำต้องเป็นเพราะเหตุผลนี้ไทเฮาคงโหมเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ลากโยงไปถึงหลงเซี่ยวอวี่หลงเซี่ยวอวี่จะผลักความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่นาง?

            “พี่สะใภ้สามท่านมิได้บอกว่าอาการป่วยของพี่ห้าดีขึ้นแล้วหรือ? ยังกลับมากำเริบได้อย่างไร” หลงเซี่ยวเจ๋ออดถามด้วยความสงสัยมิได้

            แม้ยามนี้มู่จื่อหลิงจะไม่มีอารมณ์อะไรมาพูดแต่หลงเซี่ยวเจ๋อก็ห่วงใยนาง นางยังตอบคำถามของหลงเซี่ยวเจ๋ออย่างใจดี

            “หายแล้วข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดยังกำเริบขึ้นมาใหม่ได้ยามนี้ต้องไปตรวจดูก่อนจึงจะรู้”

            “อืม ต้องไปดูก่อน” หลงเซี่ยวเจ๋อผงกศีรษะอย่างใช้ความคิดและถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “ยามนี้พี่สามก็ไม่อยู่ในเมืองหลวงแล้วมิอาจช่วยพวกเราได้ หวังว่าไทเฮาจะไม่มาจับผิด”

            เมื่อวานกุ่ยหยิ่งไปหาเขาบอกว่าพวกพี่สามต้องการออกจากเมืองหลวงไปสืบเรื่องราวบางอย่างเขาถามกุ่ยหยิ่งว่าไปสืบที่ใด สืบเรื่องอันใด

            กุ่ยหยิ่งก็ไม่พูดกับเขาราวกับคนหัวแข็ง คำพูดไร้สาระก็ล้วนไม่ยอมพูดกับเขา เพียงให้เขารับรู้ไว้เสียหน่อยยามนี้ที่นี่เกิดเรื่อง คิดไปพบพี่สามก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหนแล้ว

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่อยู่ในวังหลวง? ได้ยินคำนี้หัวใจมู่จื่อหลิงก็เต้นรัวขึ้นมาทันทีเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าที่พึ่งของนางไม่มีแล้ว ตนเองกำลังจะโชคร้ายความรู้สึกเช่นนี้ไม่ดีนัก นางไม่ชอบ

            รถม้าของพวกมู่จื่อหลิงเพิ่งวิ่งเข้ามาในวังก็ถูกคนดักเอาไว้เสียก่อน......

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405