cosmic Emperor! สงครามจักรวาลสะท้านภพ

ข้ารู้ว่าท่านหมายถึงใคร

หลังจากที่ไป๋ฉีมาถึง ต้าไห่ผู้เป็นรองผู้จัดการก็พาชายหนุ่มไปพูดคุยกับแขกในงานทันที โดยเริ่มจากตำหนักสวรรค์และตำหนักเทพโอสถ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะในทุกๆงานก็เป็นเช่นนี้

 

"ท่านผู้จัดการขอรับ ท่านนี้คือประมุขของตำหนักเทพโอสถ ตู่กู่เฉิน ส่วนอีกท่านคือประมุขของตำหนักเทพสวรรค์ ตี้หลิน" เมื่อเดินมาถึงต้าไห่ก็กล่าวแนะนำผู้มีอำนาจทั้งสองคนให้ไป๋ฉีได้รู้จักโดยไม่รอช้า

 

"โอ้ ที่แท้ก็ประมุขตู่กู่และประมุขตี้นี่เอง ผู้เยาว์ไป๋ฉียินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน"ชายหนุ่มกล่าวออกไปเช่นนั้น ทว่ากลับมิได้ก้มหัวให้แต่อย่างใด

 

"หึ! ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็นผู้เยาว์ก็อย่าลำพองตนให้มากจนเกินไป แม้มีพรสวรรค์มากมายแต่ก็อาจจะไม่ได้อยู่เพื่อใช้มัน"ประมุขตำหนักสวรรค์กล่าวขึ้น พร้อมกับยังคงท่าทีสูงส่งเอาไว้

 

เหล่าแขกในงานที่ได้ยินก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นี่มันคำขู่ไม่ใช่หรือไง ผู้จัดการศูนย์การค้าคนใหม่ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตำหนักสวรรค์เลยทำไมเขาถึงได้ถูกประมุขตี้หลินข่มขู่กัน

 

ส่วนทางด้านของไป๋ฉีนั้นหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็พลันยิ้มพร้อมกับทำท่าทีเบื่อหน่ายออกมา "ขอบคุณในความหวังดีที่ประมุขตี้มอบให้ ทว่าช่างน่าเสียดายจริงๆที่คำพูดนี้ดูไม่ค่อยเหมาะกับข้าเท่าไรนัก เพราะข้ายังไม่เห็นใครที่มีคุณสมบัติพอจะหยุดการใช้พรสวรรค์ของข้าได้เลยสักคน"

 

ได้ยินคำพูดประโยคนี้ออกจากปากของชายหนุ่ม เหล่าแขกในงานตกตะลึงจนแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตา นี่คือการท้าชนซึ่งหน้า ผู้จัดการศูนย์การค้าคนนี้บ้าไปแล้วอย่างไรกัน ทั้งๆที่ตัวเองมีพลังเพียงแค่ระดับจ้าวพิภพขั้นที่แปดเท่านั้น ชายคนนี้ไม่รู้จักกลัวเลยหรือไง

 

"เหอะ ไม่มีใครมีคุณสมบัติอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขัน เป็นเพียงแค่จ้าวพิภพตัวเล็กๆเท่านั้น ในที่นี้มีคนมากมายที่เหนือกว่าเจ้า"ประมุขตำหนักเทพโอสถตู่กู่เฉินหันไปกล่าวอย่างเย้ยหยัน

 

ไป๋ฉีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย ทว่าก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรตอบกลับไป ต้าไห่ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เดินเข้ามาสะกิดและกระซิบเบาๆว่า "ท่านผู้จัดการเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนเถอะขอรับ พวกเรายังต้องไปพบปะแขกอีกมากมาย"

 

ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกลับและหันไปหาประมุขของทั้งสองตำหนักอีกครั้ง "คำพูดของประมุขตู่กู่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก น่าเสียดายที่เวลาในการสนทนาครั้งนี้นั้นแสนสั้น ตัวข้าขอลาประมุขทั้งสองตรงนี้เลยก็แล้วกัน ขอให้พวกท่านสนุกกับงานเลี้ยงและอาหารที่พวกเราจัดเอาไว้ให้"

 

ว่าแล้วไป๋ฉีก็หันหลังเดินตามต้าไห่ไป การแสดงท่าทียียวนกวนประสาทของเขานั้นกระตุ้นความโกรธของทั้งสองตำหนักได้อย่างดี

 

"อาจารย์ เจ้าเด็กบัดซบนี่หยิ่งผยองเกินไป ให้ข้าจัดการมันเลยดีหรือไม่ขอรับ"ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังประมุขตำหนักสวรรค์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไร

 

"อย่าพึ่งวู่วามไป การที่มันมั่นใจขนาดนี้ ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีไพ่ตายอะไรบางอย่าง เฝ้าสังเกตุการณ์มันดูสักพักแล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย"ตี้หลินกล่าวออกมาเช่นนั้น ตัวมันก็ไม่ชอบใจในกิริยาของไป๋ฉีเช่นเดียวกัน แต่ทว่าก็ต้องอดทนเอาไว้

 

ตัดกลับมาทางด้านไป๋ฉี ตอนนี้ต้าไห่ได้พาเขามาหยุดอยู่ที่โต๊ะของเหล่ายอดหญิงงามแห่งสามตำหนักใหญ่ ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเขาก็เปลี่ยนจากท่าทีในทันใด จากบุคคลิกที่แสนกวนประสาทกลับกลายเป็นอ่อนโยนและสุภาพขึ้นมาทันตา

 

"ท่านผู้จัดการขอรับ นี่คือท่านหญิงเซี่ยหยุนจิงแห่งตำหนักลมหิมะ ท่านหญิงซงอู่จี้จากตำหนักพิพากษา และท่านหญิงจูหนิงเอ่อร์จากตำหนักอัคคี ส่วนท่านหญิงคนนี้คือ................." เมื่อแนะนำมาถึงหญิงงามผมขาวคนที่สี่ต้าไห่ก็กลายเป็นอึ้งงันไป เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้จักหญิงสาวคนนี้เช่นเดียวกัน

 

ส่วนทางด้านหญิงงามเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพอีกฝ่าย "สวัสดีท่านผู้จัดการ ท่านรองผู้จัดการ ข้ามีชื่อว่า เซี่ยอวิ้นเอ่อร์ เป็นศิษย์สืบทอดของท่านหญิงเซี่ยหยุนจิง"

 

เมื่อได้ยินในสิ่งที่เธอกล่าวมา ทั้งไป๋ฉีและต้าไห่ก็พยักหน้าตอบกลับไป จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ "ยินดีที่ได้รู้จักท่านหญิงทุกท่าน ผู้เยาว์มีนามว่าไป๋ฉี"

 

"ไป๋ฉี!!"

 

ยอดหญิงทั้งสามพากันอุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ ในตอนที่ต้าไห่ประกาศชื่อของชายหนุ่มตอนเริ่มงานพวกเธอมัวตัวแต่สนใจหน้าตาของเขาจนไม่ได้ฟัง

 

"หืม บนหน้าของข้ามีอะไรติดอยู่อย่างนั้นหรือ พวกท่านถึงได้จับจ้องกันขนาดนี้" มองเห็นหญิงสาวทั้งสามคนจับจ้องมาที่ตัวเอง ไป๋ฉีอดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอกล้อออกไป

 

"เอ่อ.....ผู้จัดการไป๋ พวกเรารู้ว่ามันอาจจะเป็นการเสียมารยาท แต่ขอถามหน่อยได้หรือเปล่าว่าในตระกูลของท่านยังมีคนที่หน้าตาเหมือนท่านอีกไหม"จูหนิงเอ่อร์ไม่อาจหยุดยั้งความสงสัยของตัวเองได้อีกต่อไปจึงได้กล่าวถามขึ้นมา สายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มด้วยความคาดหวัง

 

"ข้ารู้ว่าท่านกำลังถามถึงใคร" ไป๋ฉีตอบเพียงสั้นๆพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้หญิงสาวทั้งสามคนก็ถึงกับสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้

 

"ท่านรู้อย่างนั้นหรือว่าคนที่พวกเราพูดถึงเป็นใคร แล้วตอนนี้เขาคนนั้นไปอยู่ที่ไหนกัน"เป็นซงอู่จี้ที่กล่าวถามอย่างลนลาน ทางฝั่งเซี่ยหยุนจิงและจูหนิงเอ่อร์เองก็อยากรู้คำตอบของคำถามนี้

 

"หากจะให้ข้าตอบคำถามของพวกท่านเกรงว่าจะใช้เวลานาน เอาไว้พวกเราค่อยมาพูดคุยกันหลังจากงานเลี้ยงจบลงเป็นอย่างไร"ไป๋ฉีกล่าวออกไปเช่นนั้น หากเขาอยู่เล่าเรื่องราวของบิดาให้พวกเธอได้ฟังเกรงว่าคงจะไม่ได้ไปทักทายแขกคนอื่นกันพอดี

 

"เอาอย่างที่ท่านว่ามาก็ได้"ยอดหญิงทั้งสามสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

ไป๋ฉีทำความเคารพอีกฝ่าย จากนั้นเขาและต้าไห่ก็ขอตัวไปทักทายแขกคนอื่นๆในงาน ส่วนหญิงสาวทั้งสามคนนั้นก็เอาแต่จับจ้องไปที่แผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างไม่วางตา

 

ภาพนี้ทำเอาประมุขตำหนักสวรรค์และประมุขตำหนักเทพโอสถที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับเดือดดาลในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา ตั้งแต่ที่พวกมันรู้จักยอดหญิงงามมานี่เป็นครั้งแรกที่เห็นพวกเธอสนใจในเพศตรงข้ามขนาดนี้

 

ตัดกลับมาทางไป๋ฉีตอนนี้เขาได้รู้จักกับผู้คนมากมายภายใต้การแนะนำของต้าไห่ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งผู้มาดีและมาร้าย สำหรับคนที่มาดีไป๋ฉีก็ต้อนรับและพูดคุยด้วยอย่างจริงใจ แต่สำหรับคนมาร้ายนั้นชายหนุ่มก็ตอกหน้าพวกมันกลับไปด้วยคำพูดที่ไร้เยื่อใยและเย็นชา เพื่อแสดงให้พวกมันเห็นว่าตัวเขาไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด