อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    166 ยิ่งเร็วยิ่งดี

    มู่เชียนยืนสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องเพียงลำพัง หลายวันมานี้การกระทำของเยว่เทียนหงทำให้นางรู้สึกสับสนอย่างที่สุด แม้จะรู้ว่าตนเองรักเขามาก ทว่าการที่นางพยายามตัดใจมาตลอดก็เป็นความจริงเช่นกัน เขาเองนอกจากคำอธิบายว่าตนไม่ได้แตะต้องสนมเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้อธิบายอะไรอีก  


     

    ไม่กี่วันก่อนยังบอกไม่รักทำตัวเย็นชาใส่ วันนี้มาบอกรักเอาอกเอาใจทุกอย่าง  จะให้นางเชื่อมั่นได้อย่างไร ?!


     

    ยิ่งเมื่อครู่เขายังกล้าเอ่ยวาจาจะรับหญิงสาวอีกนางไว้ต่อหน้านาง ยิ่งทำให้มู่เชียนโมโหหนักจนระเบิดอารมณ์ออกมา


     

    …ต่อหน้าคนอื่น เขากลับทำให้นางกลายเป็นสตรีขี้อิจฉา น่าขายหน้ายิ่งนัก !


     

    “เชียนเชียน  เจ้าเป็นอะไร ?” เสียงทุ้มที่ดังจากเบื้องหลัง พาอารมณ์โกรธ น้อยใจ และขัดเขินให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง…  ตอนนี้นางไม่อยากเห็นหน้าเขาสักนิด !


     

    “หู่ซานสืบข่าวมาได้ว่า บิดาของเจ้ากับมารดาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ …ที่ทวีปตะวันออก”


     

    “จริงหรือ ? ” ข่าวนี้ทำให้หญิงสาวลืมสิ้นทุกอย่าง ร่างเล็กหันขวับมาหาเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย 


     

    เห็นร่างสูงยืนยกยิ้มยั่วเย้า ก็นึกขึ้นได้ตอนนี้ตนเองกำลังโกรธเขาอยู่ก็ทำหน้าตาไม่ถูก รอยยิ้มที่เผยออกครึ่งหนึ่งหุบลงกลายเป็นใบหน้าแข็งเกร็ง “พวกเขาเป็นอย่างไร ?”


     

    หน้าตาประหลาดเช่นนี้ในสายตาเยว่เทียนหงกลับมองว่า ‘น่ารัก’ ชายหนุ่มดึงนางมากอดไว้โดยไม่สนใจการขัดขืนของนาง  รับรู้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนภายในใจที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ให้เขาได้ ก็เผยยิ้มพอใจออกมา


     

    “ข้าถามก็ตอบสิ เหตุใดต้องกอดข้าด้วย ?!” ร่างเล็กพยายามดิ้นหนี แต่ก็ไม่อาจหลุดจากวงแขนของเขาได้ เห็นนางพยายามแข็งขืนอย่างไร้ประโยชน์ทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ เยว่เทียนหงก็หัวเราะเสียงทุ้มก่อนจะช้อนอุ้มนางขึ้นมา กอดไว้บนตักทั้งตัว


     

    “อุตส่าห์นำข่าวดีมาบอก … เชียนเชียนไม่มีรางวัลให้สักหน่อยหรือ ?”


     

    “รางวัลอะไร  คนด้านนอกนั่นไงรางวัลของท่าน” นางยังคงติดใจเรื่องที่เขาคิดจะรับองค์หญิงแคว้นฝูไว้


     

    ท่าทางแง่งอนทำให้ชายหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจ ที่เขาต้องการก็คือปฏิกิริยาหึงหวงจากนาง  เขาอยากเห็นมาก จนกระทั่งจงใจปล่อยให้ราชาผู้นั้นพาคนเข้ามาในเรือนหยกทั้งที่ไม่จำเป็น 


     

    “ไม่อยากให้ข้าทำเช่นนี้กับใคร ใช่หรือไม่ ?”  เยว่เทียนหงก้มลงไปจุมพิตแก้มใส ก่อนจะไล่ลงไปที่ที่ลำคอเล็กอย่างหลงใหล คนในอ้อมแขนย่นคอหนีสัมผัสวาบหวิวนั้นด้วยอารมณ์ไม่พอใจ ทว่าชายหนุ่มกลับยังไม่รู้ตัว


     

    “พูดหน่อยสิ”


     

    “พูดอะไร”


     

    “พูดว่าไม่อยากให้ข้ามีใคร ไม่อยากให้ใครใกล้ข้า” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบแนบใบหูเล็ก ระหว่างที่ยังคงชิมรสชาติของผิวนุ่มอย่างรักใคร่ “ข้าอยากได้ยินเจ้าบอกว่าเจ้ารักข้า หวงข้า .. ต้องการครอบครองข้าไว้เพียงผู้เดียว” 


     

    “ปล่อยข้า…” 


     

    “หากไม่พูดข้าก็ไม่ปล่อย” 


     

    หญิงสาวในอ้อมกอดยังคงแข็งขืนไม่เต็มใจ ทว่าร่างสูงยังคงกระทำการเอาแต่ใจต่อไป ทำให้มู่เชียนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างทนไม่ไหว “เยว่เทียนหง ท่านเห็นข้าเป็นอะไรกันแน่ !”


     

    น้ำเสียงที่นางใช้นั้นเจือด้วยแรงสะอื้นจนรู้สึกได้ ทำให้ร่างสูงชะงักนิ่งไป ยิ่งเห็นน้ำตาที่ร่วงกราวลงมาเป็นสายก็ยิ่งตกใจจนไม่อาจเอ่ยวาจาได้ 


     

    “ไม่กี่วันก่อน ! ท่านยังบอกไม่รักข้า ! ไม่อาจตอบสนองความรู้สึกของข้าได้ …ข้าก็พยายามตัดใจ ทรมานแค่ไหน ก็ไม่เคยรบกวนท่าน ข้ารับผิดชอบความรู้สึกของข้าและความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดี !”


     

    “แต่วันนี้จู่ๆ ท่านมาบอกว่ารักข้า อยากให้ข้าหึงหวง อยากให้ข้ารักท่าน…  ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านทำให้ข้าสับสนเพียงใด ข้ายังจะเชื่อท่านได้หรือ  ท่านจะเป็นเช่นนี้ไปอีกกี่วันก่อนที่จะเปลี่ยนไปและทิ้งให้ข้าเจ็บอีกครั้ง  ท่านเห็นความรู้สึกของข้าเป็นอะไร ถึงคิดจะทำอะไรกับข้าก็ได้เช่นนี้ !  ท่านละอายใจต่อคำว่ารักที่ท่านเอ่ยกับข้าบ้างหรือไม่ ?!” 
     

    เยว่เทียนหงเฝ้ามองร่างเล็กในอ้อมกอดที่ทั้งส่งเสียงอาละวาดทั้งหลั่งน้ำตาด้วยความตกใจ 
     

    ชั่วชีวิตของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกต่อว่าด้วยน้ำเสียงรุนแรงเช่นนี้ แต่กลับไม่รู้สึกโกรธสักนิด  น้ำตาของนางกำลังทำให้เขาร้อนใจอย่างมาก  ความในใจของนางทำให้เขาได้คิดว่าตนเองหลงลืมอะไรไปมากมาย

    ที่แท้หลังจากที่ได้รับโอสถเม็ดนั้นจากลวี่ซานถง ชายหนุ่มก็ปล่อยวางความกังวลเรื่องที่ตนเองอาจทำร้ายนางลงไปได้ เขาหลงระเริงอยู่กับความสุขที่ได้อยู่ใกล้นาง จนละเลยความรู้สึกของนางไป
     

    เขาไม่ใส่ใจความสับสนที่ตนเองสร้างให้ เมื่อครู่ยังเจตนายั่วยุให้หึงหวง…  ทั้งยังเอ่ยวาจาเอาแต่ใจทำให้นางอัดอั้นจนทนไม่ไหวต้องร้องไห้ออกมา! คิดเช่นนี้ความรู้สึกผิดก็ไหลบ่าเข้ามาบีบคั้นหัวใจของเขาจนเจ็บแปลบ…..
     

    “เชียนเชียน.. ข้าขอโทษ..” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงแผ่วโหยด้วยความรู้สึกผิด “ข้าผิดเอง อย่าร้องไห้ได้หรือไม่ ?”


     

    “ปล่อยข้า !”หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง พลางดิ้นรนด้วยความโกรธปะปนกับความน้อยใจ แต่นั่นกลับทำให้เยว่เทียนหงกอดนางไว้แน่นขึ้นไปอีก…  คำพูดที่นางขอให้ปล่อยตัวเองไป เขาจะไม่มีนางในอ้อมแขน.. เพียงแค่คิดชายหนุ่มก็รู้สึกแทบทนไม่ไหวแล้ว


     

    “ขอโทษ ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้”


     

    มู่เชียนรู้สึกโกรธมาก ในเมื่อเขาทั้งดื้อด้านทั้งเอาแต่ใจเพียงนี้ นางก็ไม่คิดจะทนแล้ว ! หญิงสาวหลับตาลงคิดจะหลบหนีเข้าไปในกำไล ทว่ากลับได้ยินเขาเอ่ยเล่าเรื่องในอดีตด้วยน้ำเสียงอ้างว้างอย่างแปลกประหลาด

    “อดีตราชาแห่งต้าเยว่ทุกพระองค์ยามบ้าคลั่ง ปราณเฮือกสุดท้ายของชีวิตจะใช้ไปกับการทำลายล้างสิ่งที่ตนเองรัก  บ้างก็เป็นอาวุธ บ้างก็เป็นบุตรหลาน บ้างก็เป็นทรัพย์สินเงินทอง บ้างก็เป็นโถงสุราชั้นดี  … สำหรับพระบิดาของข้า … คืออิสตรี” 

    …….  ร่างเล็กที่กำลังดิ้นรนอยู่สงบลงทันใด  เมื่อรับรู้ได้ถึงอ้อมแขนที่สั่นเทาขึ้น เขากำลังนึกความทรงจำอันน่าหวาดกลัวบางอย่าง ภาพติดตาที่เขาไม่มีวันลืมได้ไปชั่วชีวิต
     

    “วันนั้น … วันที่ข้าพบเขาเขาเป็นครั้งสุดท้าย  พระบิดาของข้าถูกความมืดกลืนกินจิตใจ เขาบ้าคลั่งอาละวาดอย่างหนัก สนมกำนัลนับพันถูกสังหาร ทั้งพระราชวังนองไปด้วยเลือด… ร่างของเขาที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเหล่าสตรีที่โปรดปราน เดินยิ้มพลางหัวเราะพลางมาตามทาง จนถึงห้องพระมารดาของข้า ทรงเอ่ยปากขอให้นางไปกับเขา..  มารดาของข้าเกือบถูกเขาฆ่าตายต่อหน้าข้า …โดยที่ข้าไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย !” 

    เยว่เทียนหงซบใบหน้าลงกับไหล่เล็กของนาง แล้วนิ่งอยู่ชั่วครู่….


     

    “สำหรับข้า ….สิ่งสำคัญที่ข้าอยากทำลายนั้นก็คือเจ้า !” 


     

    “ที่จริงข้ารักเจ้ามาตลอด ไม่เคยมีสักวันที่ไม่รัก  นับแต่วันแรกที่พบกันในป่าพันอสูร ข้าก็ถูกรอยยิ้มของเจ้าทำให้หวั่นไหวแล้ว”  


     

    “เดิมทีคิดว่าที่สนใจเจ้าเป็นเพราะเจ้าทำให้ปราณในร่างข้าสงบลงได้  ข้าจึงอยากเก็บเจ้าไว้ข้างกาย คิดปฏิบัติกับเจ้าคล้ายสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง  ทว่าไม่ใช่เท่านั้น…”


     

    “ยามที่สตรีอื่นมองข้า สายตาเหล่านั้นทำให้ข้ารังเกียจจนนึกอยากทำลาย  แต่กับเจ้ากลับต่างออกไป… สายตาของเจ้าไม่เพียงทำให้ข้ากลับรู้สึกอบอุ่นใจ หัวใจของข้าเต้นแรงทุกครั้งเพียงได้ยินเสียง  ยามได้กอดเจ้าไว้ข้าทั้งรู้สึกสงบสุขและร้อนรุ่มในเวลาเดียวกัน”


     

    “ยิ่งนานวันความปรารถนาที่จะครอบครองเจ้าไว้เพียงผู้เดียวก็ยิ่งรุนแรงขึ้น… เพียงผู้อื่นเข้าใกล้เจ้า ข้าก็ร้อนรนแทบบ้า  ยิ่งคิดว่าเจ้าจะมองผู้อื่นด้วยสายตาเช่นเดียวกัน ข้าก็ทนไม่ได้  ในที่สุดข้าจึงเข้าใจว่า แท้จริงข้าหลงรักเจ้ามานานแล้ว”


     

    “แต่ชีวิตที่ถูกสาปของข้า ไม่รู้วันใดจะบ้าคลั่งจนลงมือทำร้ายเจ้า แคว้นต้าเยว่แห่งนั้นก็มีแต่ผู้คิดร้ายกับธิดาเทพยุทธ์ กระจกรัตติกาลก็คงไม่ถูกทำลายในเร็ววันนี้  จะให้ข้าดึงเจ้ามาอยู่ข้างกายได้อย่างไร”


     

    “ราชสกุลต้าเยว่ไม่อาจไร้รัชทายาท แต่เจ้ากลับเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้าปรารถนาจะแต่งงานด้วย ข้าเคยนึกวาดภาพยามที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เจ้าไม่รู้หรอกว่าความคิดนั้นทำให้ข้ามีความสุขเพียงใด … บุตรของเจ้ากับข้าจะเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ คือผู้ที่ข้าหวังจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าให้  ทว่าเมื่อคิดว่าเขาอาจต้องมีชะตากรรมเช่นเดียวกับข้า ข้าก็ไม่อาจทนรับได้” 


     

    ไหล่ของเขาสั่นเทา เมื่อคิดว่าบุตรชายหรือบุตรสาวของเขาต้องเติบโตมาในสภาพเช่นเดียวกัน ต้องเห็นบิดาไล่สังหารมารดา ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวว่าตนเองจะต้องถูกมารดูดกลืนวิญญาณ กลายเป็นคนบ้าคลั่ง และตายตกลงในสักวัน… 


     

    “เชียนเชียน ข้างกายข้ามีแต่ความมืดดำ ส่วนเจ้าคือแสงสว่างของปวงประชาใต้หล้า  ข้าจะทำลายเจ้าได้อย่างไร ?  แม้จะเป็นเช่นนี้ข้ากลับไม่อาจปล่อยวางความรู้สึกที่มีต่อเจ้าลงได้ … ดังนั้นข้าจึงเกิดความคิดชั่วร้ายที่อยากจะล่อลวงความรู้สึกของเจ้าเอาไว้…. ข้าไม่อาจให้เจ้าอยู่ข้างกาย  แต่ก็จะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป !” อ้อมกอดแกร่งกระชับขึ้นอีกครั้งเพื่อยืนยันคำพูดนั้น  


     

    “เจ้าคือความเห็นแก่ตัว ความยึดติด และความรักครั้งเดียวในชีวิตของข้า ! ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้ ไม่มีวัน !” 


     

    ขณะที่กล่าวประโยคนี้ เยว่เทียนหงก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจถูกนางรังเกียจ แม้เป็นเช่นนี้ก็ดีกว่าการที่นางไม่เชื่อในตัวเขา    เขาอยากให้นางรู้ว่าเขารักนางเพียงใด จากนั้นนางจะรู้สึกเช่นไรเขาก็ไม่บังคับอีกแล้ว


     

    ร่างเล็กในอ้อมแขนนิ่งไปตั้งแต่เขาเอ่ยวาจาประโยคแรกๆแล้ว  ยิ่งฟังเขาเล่าเรื่องก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘ชายผู้นี้ช่าง… โง่เง่าจนน่าสงสาร !’ และเมื่อฟังจนจบ นางก็พร้อมจะเอ่ยปากด่าทันที


     

    “ท่านโง่หรือไร ?!…. เรื่องราวมากมายเพียงนี้กลับคิดเองเออเองอยู่ได้ เหตุใดไม่รีบบอกข้า ?!”


     

    ดวงตาสีเทาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความแปลกใจ ปฏิกิริยานี้ของนางไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาสักนิด หากนางไม่เกลียดก็ควรจะซาบซึ้งใจ เหตุใดจึงกลายเป็นด่าเขาเล่า..?!


     

    “กลัวจะบ้าคลั่งจนทำร้ายข้า เฮอะ..ขอบคุณมาก แต่ท่านคิดว่าท่านทำได้หรือ ?! ข้าไม่มีมือหรือไร ?! ถึงสู้ไม่ได้ก็ยังมีเท้าวิ่งหนีได้ !! อีกอย่างข้าเคยบอกท่านเมื่อใดว่าอยากให้ท่านปล่อยข้าไป … ก็แค่อยากขอไปสงบใจเงียบๆสักหน่อยเท่านั้น !” 

    “ยังจะเรื่องล่อลวงอะไรนั่น แสงสว่างอะไรนั่น.. เหตุใดจึงไม่ถามข้าสักคำว่าข้าคิดเช่นไร ? ต้องการอะไร ? ท่านทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ตัวเองเสียใจ  ยังทำให้ข้าเจ็บปวดใจแทบตาย ….. แล้ววันนี้ท่านจะบอกข้าว่าน้ำตาทั้งหมดที่ข้าเสียไปเป็นเรื่องไม่จำเป็น ?! ท่านทำให้ข้าโมโหแทบตายแล้ว รู้หรือไม่ ?!”   
     

    หญิงสาวกล่าวพลางก็ทุบฝ่ามือลงไปบนหลังของเขาครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ไหว ความรู้สึกนั้นไม่ต่างจากการชกลงบนเหล็กเนื้อแข็ง   โชคดีที่นางไม่ได้ใช้แรงมากมายนักหาไม่มือคงหักแล้ว ?!

    นอกจากความเจ็บที่มือ การต่อว่าเขาด้วยข้อความยาวเหยียดยังทำให้มู่เชียนรู้สึกเปลืองพลังงานอย่างมากจนต้องพักสูดหายใจ … ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าด่าคนต้องใช้พลังงาน…. ยิ่งคิดก็ยิ่งนับถือความสามารถของเสี่ยวจิ้งนัก เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยังชะงักค้าง เพราะตกตะลึงกับคำพูดของนาง   หญิงสาวก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ มือบางเอื้อมไปจับใบหน้าของเขาไว้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง

     

    “ข้าเคยสัญญาแล้วจะอยู่กับท่าน ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น ….ข้าไม่เพียงจะไม่จากไปไหนทั้งยังจะเกาะติดท่าน ! ช่วยเหลือท่าน !  พวกเราจะช่วยกันทำลายกระจกนั่น ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องต่อสู้เพียงลำพัง และจะไม่ปล่อยให้ท่านตายด้วย ! เข้าใจหรือไม่ ?!”
     

    “แต่เทพอสูรธาตุมืดอยู่ในกระจกนั่น….”  นี่เป็นสิ่งที่เขากังวลใจมาตลอด ทว่ามู่เชียนยังคงเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ


     

    “พวกเราจะหาทางด้วยกัน ข้ามั่นใจว่าทุกปัญหามีทางแก้ได้”


     

    “แล้ว...”


     

    วาจาโต้แย้งนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกมาจนจบ… ทั้งยังหลงลืมไปแล้วว่าตนเองอยากพูดอะไร … เมื่อเขาถูกหญิงสาวในอ้อมแขนดึงใบหน้าเขาลงมา และประทับจูบแผ่วเบาลงไปด้วยตนเองเป็นครั้งแรก สัมผัสของนางทำให้สติของเขาลอยคว้าง สมองขาวโพลนไม่อาจคิดสิ่งใดได้จนกระทั่งได้ยินประโยคที่เขารอคอยมาตลอดจากนาง…


     

    “ข้ารักท่าน..”


     

    จิตใจของเขาดั่งน้ำแข็งที่ถูกไฟเผาจนกลายเป็นน้ำมัน ความกังวลใจต่างๆถูกการกระทำของนางฉีกกระชากจนขาดสะบั้น  มือของเขาประคองยึดกุมหลังคอของนางไว้แล้วก้มลงไปมอบจุมพิตลึกซึ้งให้นางอย่างเร่าร้อน   จากนั้นร่างบนตักถูกเขาระดมจุมพิตใส่จนสมองมึนงงไปหมด

     

    ‘ข้าแค่บอกรักเท่านั้นมิใช่หรือ ?’

     

    กว่าที่มู่เชียนจะเรียนรู้ว่าไม่ควรประมาทเขาเกินไป หญิงสาวก็ถูกเขาซุกไซ้จนเข่าอ่อนไร้เรี่ยวแรง ร่างสูงช้อนร่างนางขึ้นมาอุ้มไว้ด้วยแขนข้างเดียวโดยไม่ยอมปล่อยริมฝีปากนุ่มของนางไป   แม้ยามที่วางร่างเล็กลงบนเตียง ก่อนจะโถมทับลงไป ซับจุมพิตลงไปบนร่างเล็กอย่างต่อเนื่อง 

     

    มู่เชียนเริ่มรู้สึกว่าการกระทำของเขาต่างออกไปจากทุกครั้ง ดวงตาสีเทาแฝงประกายลึกล้ำคล้ายจะสูบนางเข้าไปทั้งตัว ขณะที่จุมพิตของเขาประพรมไปทั่ว มือแกร่งก็ลูบไล้ไปทั่วร่างบางอย่างถือสิทธิ์ สติของทั้งคู่เบาบางลงเรื่อยๆ ..จนกระทั่งความร้อนนั้นสัมผัสไปถึงผิวเนื้อด้านใน มู่เชียนก็สะดุ้งเฮือก ..รีบรั้งกายขึ้นด้วยความตกใจ มือบางยึดมือของเขาไว้เพื่อไม่ให้ไปไกลกว่านี้..
     

    เยว่เทียนหงหอบหายใจแรง ดวงตาคมเร่าร้อนเหลือบขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังหายใจถี่เร็วแรงไม่ต่างกัน ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ ริมฝีปากอิ่มบวมช้ำ เสื้อผ้าเส้นผมก็ยุ่งเหยิง  รูปลักษณ์ของนางเย้ายวนจนเขาแทบทนไม่ไหว ทว่าอะไรบางอย่างทำให้เขายังคงยั้งตัวเองได้ ร่างสูงถอยออกไปนั่งหันหลังให้นางอยู่ที่ข้างเตียง


     

    “………”


     

    “พวกเรา…จะออกเดินทางเมื่อไหร่ ?” มู่เชียนเอ่ยคำถามหมายจะคลายความอึดอัดของสถานการณ์ลง


     

    “รอเรื่องทางแคว้นฝูเรียบร้อยดีแล้วก็ออกเดินทางได้  ..เจ้าอยากไปเมื่อไหร่ ?” 


     

    “ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”


     

    “อืมม … ยิ่งเร็วยิ่งดี”


     

    ……….  กว่าที่มู่เชียนจะรู้สึกว่าคำว่ายิ่งเร็วยิ่งดีนี้มีปัญหา เยว่เทียนหงก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้ว


     

    “คืนนี้ข้าจะไปนอนอีกห้องดีกว่า…” 


     

    “ทำไมล่ะ ?” หลายวันที่นอนร่วมห้องกันมา ทำให้นางเริ่มชินกับการมีเขาอยู่เคียงข้าง  อีกทั้งนางก็มั่นใจว่าหากไม่เต็มใจ เขาย่อมไม่หักหาญ ดังนั้นจึงอดถามไม่ได้


     

    “เจ้าน่ารักเพียงนี้  ข้ากลัวอดใจไม่ไหว…” หากไม่ใช่คิดถึงว่ากระจกรัตติกาลยังไม่ถูกทำลาย...  ไม่ว่านางจะห้ามอย่างไรเขาก็ไม่มีทางหยุดเท่านี้แน่ 


     

    “ขอข้าทำใจสักคืนนะ” ร่างสูงก้มมาจุมพิตศีรษะนางเร็วๆครั้งหนึ่งเร็ว ก่อนจะลุกออกจากห้องไป 


     

    ‘ลูกของเราต้องเกิดมาในโลกอันสงบสุขเท่านั้น !’