มู่เชียนยืนสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องเพียงลำพัง หลายวันมานี้การกระทำของเยว่เทียนหงทำให้นางรู้สึกสับสนอย่างที่สุด แม้จะรู้ว่าตนเองรักเขามาก ทว่าการที่นางพยายามตัดใจมาตลอดก็เป็นความจริงเช่นกัน เขาเองนอกจากคำอธิบายว่าตนไม่ได้แตะต้องสนมเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้อธิบายอะไรอีก
ไม่กี่วันก่อนยังบอกไม่รักทำตัวเย็นชาใส่ วันนี้มาบอกรักเอาอกเอาใจทุกอย่าง จะให้นางเชื่อมั่นได้อย่างไร ?!
ยิ่งเมื่อครู่เขายังกล้าเอ่ยวาจาจะรับหญิงสาวอีกนางไว้ต่อหน้านาง ยิ่งทำให้มู่เชียนโมโหหนักจนระเบิดอารมณ์ออกมา
…ต่อหน้าคนอื่น เขากลับทำให้นางกลายเป็นสตรีขี้อิจฉา น่าขายหน้ายิ่งนัก !
“เชียนเชียน เจ้าเป็นอะไร ?” เสียงทุ้มที่ดังจากเบื้องหลัง พาอารมณ์โกรธ น้อยใจ และขัดเขินให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง… ตอนนี้นางไม่อยากเห็นหน้าเขาสักนิด !
“หู่ซานสืบข่าวมาได้ว่า บิดาของเจ้ากับมารดาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ …ที่ทวีปตะวันออก”
“จริงหรือ ? ” ข่าวนี้ทำให้หญิงสาวลืมสิ้นทุกอย่าง ร่างเล็กหันขวับมาหาเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
เห็นร่างสูงยืนยกยิ้มยั่วเย้า ก็นึกขึ้นได้ตอนนี้ตนเองกำลังโกรธเขาอยู่ก็ทำหน้าตาไม่ถูก รอยยิ้มที่เผยออกครึ่งหนึ่งหุบลงกลายเป็นใบหน้าแข็งเกร็ง “พวกเขาเป็นอย่างไร ?”
หน้าตาประหลาดเช่นนี้ในสายตาเยว่เทียนหงกลับมองว่า ‘น่ารัก’ ชายหนุ่มดึงนางมากอดไว้โดยไม่สนใจการขัดขืนของนาง รับรู้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนภายในใจที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ให้เขาได้ ก็เผยยิ้มพอใจออกมา
“ข้าถามก็ตอบสิ เหตุใดต้องกอดข้าด้วย ?!” ร่างเล็กพยายามดิ้นหนี แต่ก็ไม่อาจหลุดจากวงแขนของเขาได้ เห็นนางพยายามแข็งขืนอย่างไร้ประโยชน์ทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ เยว่เทียนหงก็หัวเราะเสียงทุ้มก่อนจะช้อนอุ้มนางขึ้นมา กอดไว้บนตักทั้งตัว
“อุตส่าห์นำข่าวดีมาบอก … เชียนเชียนไม่มีรางวัลให้สักหน่อยหรือ ?”
“รางวัลอะไร คนด้านนอกนั่นไงรางวัลของท่าน” นางยังคงติดใจเรื่องที่เขาคิดจะรับองค์หญิงแคว้นฝูไว้
ท่าทางแง่งอนทำให้ชายหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจ ที่เขาต้องการก็คือปฏิกิริยาหึงหวงจากนาง เขาอยากเห็นมาก จนกระทั่งจงใจปล่อยให้ราชาผู้นั้นพาคนเข้ามาในเรือนหยกทั้งที่ไม่จำเป็น
“ไม่อยากให้ข้าทำเช่นนี้กับใคร ใช่หรือไม่ ?” เยว่เทียนหงก้มลงไปจุมพิตแก้มใส ก่อนจะไล่ลงไปที่ที่ลำคอเล็กอย่างหลงใหล คนในอ้อมแขนย่นคอหนีสัมผัสวาบหวิวนั้นด้วยอารมณ์ไม่พอใจ ทว่าชายหนุ่มกลับยังไม่รู้ตัว
“พูดหน่อยสิ”
“พูดอะไร”
“พูดว่าไม่อยากให้ข้ามีใคร ไม่อยากให้ใครใกล้ข้า” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบแนบใบหูเล็ก ระหว่างที่ยังคงชิมรสชาติของผิวนุ่มอย่างรักใคร่ “ข้าอยากได้ยินเจ้าบอกว่าเจ้ารักข้า หวงข้า .. ต้องการครอบครองข้าไว้เพียงผู้เดียว”
“ปล่อยข้า…”
“หากไม่พูดข้าก็ไม่ปล่อย”
หญิงสาวในอ้อมกอดยังคงแข็งขืนไม่เต็มใจ ทว่าร่างสูงยังคงกระทำการเอาแต่ใจต่อไป ทำให้มู่เชียนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างทนไม่ไหว “เยว่เทียนหง ท่านเห็นข้าเป็นอะไรกันแน่ !”
น้ำเสียงที่นางใช้นั้นเจือด้วยแรงสะอื้นจนรู้สึกได้ ทำให้ร่างสูงชะงักนิ่งไป ยิ่งเห็นน้ำตาที่ร่วงกราวลงมาเป็นสายก็ยิ่งตกใจจนไม่อาจเอ่ยวาจาได้
“ไม่กี่วันก่อน ! ท่านยังบอกไม่รักข้า ! ไม่อาจตอบสนองความรู้สึกของข้าได้ …ข้าก็พยายามตัดใจ ทรมานแค่ไหน ก็ไม่เคยรบกวนท่าน ข้ารับผิดชอบความรู้สึกของข้าและความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดี !”
“แต่วันนี้จู่ๆ ท่านมาบอกว่ารักข้า อยากให้ข้าหึงหวง อยากให้ข้ารักท่าน… ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านทำให้ข้าสับสนเพียงใด ข้ายังจะเชื่อท่านได้หรือ ท่านจะเป็นเช่นนี้ไปอีกกี่วันก่อนที่จะเปลี่ยนไปและทิ้งให้ข้าเจ็บอีกครั้ง ท่านเห็นความรู้สึกของข้าเป็นอะไร ถึงคิดจะทำอะไรกับข้าก็ได้เช่นนี้ ! ท่านละอายใจต่อคำว่ารักที่ท่านเอ่ยกับข้าบ้างหรือไม่ ?!”
เยว่เทียนหงเฝ้ามองร่างเล็กในอ้อมกอดที่ทั้งส่งเสียงอาละวาดทั้งหลั่งน้ำตาด้วยความตกใจ
ชั่วชีวิตของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกต่อว่าด้วยน้ำเสียงรุนแรงเช่นนี้ แต่กลับไม่รู้สึกโกรธสักนิด น้ำตาของนางกำลังทำให้เขาร้อนใจอย่างมาก ความในใจของนางทำให้เขาได้คิดว่าตนเองหลงลืมอะไรไปมากมาย
ที่แท้หลังจากที่ได้รับโอสถเม็ดนั้นจากลวี่ซานถง ชายหนุ่มก็ปล่อยวางความกังวลเรื่องที่ตนเองอาจทำร้ายนางลงไปได้ เขาหลงระเริงอยู่กับความสุขที่ได้อยู่ใกล้นาง จนละเลยความรู้สึกของนางไป
เขาไม่ใส่ใจความสับสนที่ตนเองสร้างให้ เมื่อครู่ยังเจตนายั่วยุให้หึงหวง… ทั้งยังเอ่ยวาจาเอาแต่ใจทำให้นางอัดอั้นจนทนไม่ไหวต้องร้องไห้ออกมา! คิดเช่นนี้ความรู้สึกผิดก็ไหลบ่าเข้ามาบีบคั้นหัวใจของเขาจนเจ็บแปลบ…..
“เชียนเชียน.. ข้าขอโทษ..” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงแผ่วโหยด้วยความรู้สึกผิด “ข้าผิดเอง อย่าร้องไห้ได้หรือไม่ ?”
“ปล่อยข้า !”หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง พลางดิ้นรนด้วยความโกรธปะปนกับความน้อยใจ แต่นั่นกลับทำให้เยว่เทียนหงกอดนางไว้แน่นขึ้นไปอีก… คำพูดที่นางขอให้ปล่อยตัวเองไป เขาจะไม่มีนางในอ้อมแขน.. เพียงแค่คิดชายหนุ่มก็รู้สึกแทบทนไม่ไหวแล้ว
“ขอโทษ ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้”
มู่เชียนรู้สึกโกรธมาก ในเมื่อเขาทั้งดื้อด้านทั้งเอาแต่ใจเพียงนี้ นางก็ไม่คิดจะทนแล้ว ! หญิงสาวหลับตาลงคิดจะหลบหนีเข้าไปในกำไล ทว่ากลับได้ยินเขาเอ่ยเล่าเรื่องในอดีตด้วยน้ำเสียงอ้างว้างอย่างแปลกประหลาด
“อดีตราชาแห่งต้าเยว่ทุกพระองค์ยามบ้าคลั่ง ปราณเฮือกสุดท้ายของชีวิตจะใช้ไปกับการทำลายล้างสิ่งที่ตนเองรัก บ้างก็เป็นอาวุธ บ้างก็เป็นบุตรหลาน บ้างก็เป็นทรัพย์สินเงินทอง บ้างก็เป็นโถงสุราชั้นดี … สำหรับพระบิดาของข้า … คืออิสตรี”
……. ร่างเล็กที่กำลังดิ้นรนอยู่สงบลงทันใด เมื่อรับรู้ได้ถึงอ้อมแขนที่สั่นเทาขึ้น เขากำลังนึกความทรงจำอันน่าหวาดกลัวบางอย่าง ภาพติดตาที่เขาไม่มีวันลืมได้ไปชั่วชีวิต
“วันนั้น … วันที่ข้าพบเขาเขาเป็นครั้งสุดท้าย พระบิดาของข้าถูกความมืดกลืนกินจิตใจ เขาบ้าคลั่งอาละวาดอย่างหนัก สนมกำนัลนับพันถูกสังหาร ทั้งพระราชวังนองไปด้วยเลือด… ร่างของเขาที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเหล่าสตรีที่โปรดปราน เดินยิ้มพลางหัวเราะพลางมาตามทาง จนถึงห้องพระมารดาของข้า ทรงเอ่ยปากขอให้นางไปกับเขา.. มารดาของข้าเกือบถูกเขาฆ่าตายต่อหน้าข้า …โดยที่ข้าไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย !”
เยว่เทียนหงซบใบหน้าลงกับไหล่เล็กของนาง แล้วนิ่งอยู่ชั่วครู่….
“สำหรับข้า ….สิ่งสำคัญที่ข้าอยากทำลายนั้นก็คือเจ้า !”
“ที่จริงข้ารักเจ้ามาตลอด ไม่เคยมีสักวันที่ไม่รัก นับแต่วันแรกที่พบกันในป่าพันอสูร ข้าก็ถูกรอยยิ้มของเจ้าทำให้หวั่นไหวแล้ว”
“เดิมทีคิดว่าที่สนใจเจ้าเป็นเพราะเจ้าทำให้ปราณในร่างข้าสงบลงได้ ข้าจึงอยากเก็บเจ้าไว้ข้างกาย คิดปฏิบัติกับเจ้าคล้ายสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ทว่าไม่ใช่เท่านั้น…”
“ยามที่สตรีอื่นมองข้า สายตาเหล่านั้นทำให้ข้ารังเกียจจนนึกอยากทำลาย แต่กับเจ้ากลับต่างออกไป… สายตาของเจ้าไม่เพียงทำให้ข้ากลับรู้สึกอบอุ่นใจ หัวใจของข้าเต้นแรงทุกครั้งเพียงได้ยินเสียง ยามได้กอดเจ้าไว้ข้าทั้งรู้สึกสงบสุขและร้อนรุ่มในเวลาเดียวกัน”
“ยิ่งนานวันความปรารถนาที่จะครอบครองเจ้าไว้เพียงผู้เดียวก็ยิ่งรุนแรงขึ้น… เพียงผู้อื่นเข้าใกล้เจ้า ข้าก็ร้อนรนแทบบ้า ยิ่งคิดว่าเจ้าจะมองผู้อื่นด้วยสายตาเช่นเดียวกัน ข้าก็ทนไม่ได้ ในที่สุดข้าจึงเข้าใจว่า แท้จริงข้าหลงรักเจ้ามานานแล้ว”
“แต่ชีวิตที่ถูกสาปของข้า ไม่รู้วันใดจะบ้าคลั่งจนลงมือทำร้ายเจ้า แคว้นต้าเยว่แห่งนั้นก็มีแต่ผู้คิดร้ายกับธิดาเทพยุทธ์ กระจกรัตติกาลก็คงไม่ถูกทำลายในเร็ววันนี้ จะให้ข้าดึงเจ้ามาอยู่ข้างกายได้อย่างไร”
“ราชสกุลต้าเยว่ไม่อาจไร้รัชทายาท แต่เจ้ากลับเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้าปรารถนาจะแต่งงานด้วย ข้าเคยนึกวาดภาพยามที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เจ้าไม่รู้หรอกว่าความคิดนั้นทำให้ข้ามีความสุขเพียงใด … บุตรของเจ้ากับข้าจะเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ คือผู้ที่ข้าหวังจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าให้ ทว่าเมื่อคิดว่าเขาอาจต้องมีชะตากรรมเช่นเดียวกับข้า ข้าก็ไม่อาจทนรับได้”
ไหล่ของเขาสั่นเทา เมื่อคิดว่าบุตรชายหรือบุตรสาวของเขาต้องเติบโตมาในสภาพเช่นเดียวกัน ต้องเห็นบิดาไล่สังหารมารดา ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวว่าตนเองจะต้องถูกมารดูดกลืนวิญญาณ กลายเป็นคนบ้าคลั่ง และตายตกลงในสักวัน…
“เชียนเชียน ข้างกายข้ามีแต่ความมืดดำ ส่วนเจ้าคือแสงสว่างของปวงประชาใต้หล้า ข้าจะทำลายเจ้าได้อย่างไร ? แม้จะเป็นเช่นนี้ข้ากลับไม่อาจปล่อยวางความรู้สึกที่มีต่อเจ้าลงได้ … ดังนั้นข้าจึงเกิดความคิดชั่วร้ายที่อยากจะล่อลวงความรู้สึกของเจ้าเอาไว้…. ข้าไม่อาจให้เจ้าอยู่ข้างกาย แต่ก็จะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป !” อ้อมกอดแกร่งกระชับขึ้นอีกครั้งเพื่อยืนยันคำพูดนั้น
“เจ้าคือความเห็นแก่ตัว ความยึดติด และความรักครั้งเดียวในชีวิตของข้า ! ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้ ไม่มีวัน !”
ขณะที่กล่าวประโยคนี้ เยว่เทียนหงก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจถูกนางรังเกียจ แม้เป็นเช่นนี้ก็ดีกว่าการที่นางไม่เชื่อในตัวเขา เขาอยากให้นางรู้ว่าเขารักนางเพียงใด จากนั้นนางจะรู้สึกเช่นไรเขาก็ไม่บังคับอีกแล้ว
ร่างเล็กในอ้อมแขนนิ่งไปตั้งแต่เขาเอ่ยวาจาประโยคแรกๆแล้ว ยิ่งฟังเขาเล่าเรื่องก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘ชายผู้นี้ช่าง… โง่เง่าจนน่าสงสาร !’ และเมื่อฟังจนจบ นางก็พร้อมจะเอ่ยปากด่าทันที
“ท่านโง่หรือไร ?!…. เรื่องราวมากมายเพียงนี้กลับคิดเองเออเองอยู่ได้ เหตุใดไม่รีบบอกข้า ?!”
ดวงตาสีเทาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความแปลกใจ ปฏิกิริยานี้ของนางไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาสักนิด หากนางไม่เกลียดก็ควรจะซาบซึ้งใจ เหตุใดจึงกลายเป็นด่าเขาเล่า..?!
“กลัวจะบ้าคลั่งจนทำร้ายข้า เฮอะ..ขอบคุณมาก แต่ท่านคิดว่าท่านทำได้หรือ ?! ข้าไม่มีมือหรือไร ?! ถึงสู้ไม่ได้ก็ยังมีเท้าวิ่งหนีได้ !! อีกอย่างข้าเคยบอกท่านเมื่อใดว่าอยากให้ท่านปล่อยข้าไป … ก็แค่อยากขอไปสงบใจเงียบๆสักหน่อยเท่านั้น !”
“ยังจะเรื่องล่อลวงอะไรนั่น แสงสว่างอะไรนั่น.. เหตุใดจึงไม่ถามข้าสักคำว่าข้าคิดเช่นไร ? ต้องการอะไร ? ท่านทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ตัวเองเสียใจ ยังทำให้ข้าเจ็บปวดใจแทบตาย ….. แล้ววันนี้ท่านจะบอกข้าว่าน้ำตาทั้งหมดที่ข้าเสียไปเป็นเรื่องไม่จำเป็น ?! ท่านทำให้ข้าโมโหแทบตายแล้ว รู้หรือไม่ ?!”
หญิงสาวกล่าวพลางก็ทุบฝ่ามือลงไปบนหลังของเขาครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ไหว ความรู้สึกนั้นไม่ต่างจากการชกลงบนเหล็กเนื้อแข็ง โชคดีที่นางไม่ได้ใช้แรงมากมายนักหาไม่มือคงหักแล้ว ?!
นอกจากความเจ็บที่มือ การต่อว่าเขาด้วยข้อความยาวเหยียดยังทำให้มู่เชียนรู้สึกเปลืองพลังงานอย่างมากจนต้องพักสูดหายใจ … ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าด่าคนต้องใช้พลังงาน…. ยิ่งคิดก็ยิ่งนับถือความสามารถของเสี่ยวจิ้งนัก เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยังชะงักค้าง เพราะตกตะลึงกับคำพูดของนาง หญิงสาวก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ มือบางเอื้อมไปจับใบหน้าของเขาไว้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง
“ข้าเคยสัญญาแล้วจะอยู่กับท่าน ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น ….ข้าไม่เพียงจะไม่จากไปไหนทั้งยังจะเกาะติดท่าน ! ช่วยเหลือท่าน ! พวกเราจะช่วยกันทำลายกระจกนั่น ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องต่อสู้เพียงลำพัง และจะไม่ปล่อยให้ท่านตายด้วย ! เข้าใจหรือไม่ ?!”
“แต่เทพอสูรธาตุมืดอยู่ในกระจกนั่น….” นี่เป็นสิ่งที่เขากังวลใจมาตลอด ทว่ามู่เชียนยังคงเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ
“พวกเราจะหาทางด้วยกัน ข้ามั่นใจว่าทุกปัญหามีทางแก้ได้”
“แล้ว...”
วาจาโต้แย้งนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกมาจนจบ… ทั้งยังหลงลืมไปแล้วว่าตนเองอยากพูดอะไร … เมื่อเขาถูกหญิงสาวในอ้อมแขนดึงใบหน้าเขาลงมา และประทับจูบแผ่วเบาลงไปด้วยตนเองเป็นครั้งแรก สัมผัสของนางทำให้สติของเขาลอยคว้าง สมองขาวโพลนไม่อาจคิดสิ่งใดได้จนกระทั่งได้ยินประโยคที่เขารอคอยมาตลอดจากนาง…
“ข้ารักท่าน..”
จิตใจของเขาดั่งน้ำแข็งที่ถูกไฟเผาจนกลายเป็นน้ำมัน ความกังวลใจต่างๆถูกการกระทำของนางฉีกกระชากจนขาดสะบั้น มือของเขาประคองยึดกุมหลังคอของนางไว้แล้วก้มลงไปมอบจุมพิตลึกซึ้งให้นางอย่างเร่าร้อน จากนั้นร่างบนตักถูกเขาระดมจุมพิตใส่จนสมองมึนงงไปหมด
‘ข้าแค่บอกรักเท่านั้นมิใช่หรือ ?’
กว่าที่มู่เชียนจะเรียนรู้ว่าไม่ควรประมาทเขาเกินไป หญิงสาวก็ถูกเขาซุกไซ้จนเข่าอ่อนไร้เรี่ยวแรง ร่างสูงช้อนร่างนางขึ้นมาอุ้มไว้ด้วยแขนข้างเดียวโดยไม่ยอมปล่อยริมฝีปากนุ่มของนางไป แม้ยามที่วางร่างเล็กลงบนเตียง ก่อนจะโถมทับลงไป ซับจุมพิตลงไปบนร่างเล็กอย่างต่อเนื่อง
มู่เชียนเริ่มรู้สึกว่าการกระทำของเขาต่างออกไปจากทุกครั้ง ดวงตาสีเทาแฝงประกายลึกล้ำคล้ายจะสูบนางเข้าไปทั้งตัว ขณะที่จุมพิตของเขาประพรมไปทั่ว มือแกร่งก็ลูบไล้ไปทั่วร่างบางอย่างถือสิทธิ์ สติของทั้งคู่เบาบางลงเรื่อยๆ ..จนกระทั่งความร้อนนั้นสัมผัสไปถึงผิวเนื้อด้านใน มู่เชียนก็สะดุ้งเฮือก ..รีบรั้งกายขึ้นด้วยความตกใจ มือบางยึดมือของเขาไว้เพื่อไม่ให้ไปไกลกว่านี้..
เยว่เทียนหงหอบหายใจแรง ดวงตาคมเร่าร้อนเหลือบขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังหายใจถี่เร็วแรงไม่ต่างกัน ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ ริมฝีปากอิ่มบวมช้ำ เสื้อผ้าเส้นผมก็ยุ่งเหยิง รูปลักษณ์ของนางเย้ายวนจนเขาแทบทนไม่ไหว ทว่าอะไรบางอย่างทำให้เขายังคงยั้งตัวเองได้ ร่างสูงถอยออกไปนั่งหันหลังให้นางอยู่ที่ข้างเตียง
“………”
“พวกเรา…จะออกเดินทางเมื่อไหร่ ?” มู่เชียนเอ่ยคำถามหมายจะคลายความอึดอัดของสถานการณ์ลง
“รอเรื่องทางแคว้นฝูเรียบร้อยดีแล้วก็ออกเดินทางได้ ..เจ้าอยากไปเมื่อไหร่ ?”
“ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”
“อืมม … ยิ่งเร็วยิ่งดี”
………. กว่าที่มู่เชียนจะรู้สึกว่าคำว่ายิ่งเร็วยิ่งดีนี้มีปัญหา เยว่เทียนหงก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้ว
“คืนนี้ข้าจะไปนอนอีกห้องดีกว่า…”
“ทำไมล่ะ ?” หลายวันที่นอนร่วมห้องกันมา ทำให้นางเริ่มชินกับการมีเขาอยู่เคียงข้าง อีกทั้งนางก็มั่นใจว่าหากไม่เต็มใจ เขาย่อมไม่หักหาญ ดังนั้นจึงอดถามไม่ได้
“เจ้าน่ารักเพียงนี้ ข้ากลัวอดใจไม่ไหว…” หากไม่ใช่คิดถึงว่ากระจกรัตติกาลยังไม่ถูกทำลาย... ไม่ว่านางจะห้ามอย่างไรเขาก็ไม่มีทางหยุดเท่านี้แน่
“ขอข้าทำใจสักคืนนะ” ร่างสูงก้มมาจุมพิตศีรษะนางเร็วๆครั้งหนึ่งเร็ว ก่อนจะลุกออกจากห้องไป
‘ลูกของเราต้องเกิดมาในโลกอันสงบสุขเท่านั้น !’