บทที่ 2 ขับไล่
หลังถูกพิธีอัญเชิญมาในตอนแรกเธอยังได้รับการปฏิบัติเป็อย่างดีในฐานะสหายของท่านหญิงมิโกะ
อาซาฮิซึ่งถูกเรียกเป็ท่านหญิงมิโกะนั้นมีความเป็อยู่สุขสบายดังที่พระาาได้สัญญาไว้
ห้องพักกว้างขวาง นางกำนัลส่วนตัวเสื้อผ้าที่งดงามและเครื่องประดับอัญมณีมากมาย ออกปากว่าอยากได้อะไร ก็จะได้รับการจัดหามาให้ทันที
ทั้งหมดนั้นช่างแตกต่างจากสิ่งที่รูริได้รับแต่ในเมื่อมีอาหารครบมื้อ มีห้องส่วนตัวและของใช้ที่จำเป็เธอก็ไม่รู้สึกอิจฉาแต่อย่างใด
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนอื่นปฏิบัติต่ออาซาฮิและเธอไม่เท่าเทียมกัน
อีกอย่างที่ไม่ผิดคาดนักคือแม้แต่ในประเทศบนโลกต่างมิตินี้ก็ยังมีสาวกของอาซาฮิเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุส่วนหนึ่งก็คงเพราะสถานะท่านหญิงมิโกะที่นำพาความรุ่งเรืองมาด้วยนั่นเอง
รูริแอบคาดหวังไว้บ้างเหมือนกันว่าโลกต่างมิติแห่งนี้อาจจะมีใครที่จิตใจเข้มแข็งพอจะเอาชนะเสน่ห์ของอาซาฮิได้บ้างหากก็ต้องผิดหวังไปอย่างรวดเร็ว
ลงแบบนี้เธอควรรีบเรียนรู้สามัญสำนึกของประเทศนี้แล้วออกจากปราสาทไปอยู่ด้วยลำแข้งตัวเอง ดังนั้นเธอจึงเริ่มหัดเรียนภาษาของที่นี่
เธอเข้าใจภาษาพูดของโลกนี้ได้เหมือนเป็เื่ปกติตอนแรกจึงนึกว่าตัวหนังสือก็น่าจะอ่านออก แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายปานนั้น
ซ้ำร้ายั้แ่มาถึงโลกนี้อาซาฮิก็ติดรูริแจยิ่งกว่าเก่า
พอจะเรียนหนังสือก็ต้องโผล่หน้ามากวนทุกครั้งก็ว่าได้
วันนี้ก็เช่นกัน ตอนเธอกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องสมุดในปราสาทอาซาฮิก็เดินนำทีมสาวกมาหา
“รูริจังเอาแต่เรียนอีกแล้วมาถึงโลกอื่นทั้งทีไม่เห็นต้องเรียนหนังสือก็ได้นี่นา ไปเล่นด้วยกันเถอะ”
“ก็นี่มันเื่จำเป็”
(เพราะเป็โลกอื่นเลยต้องยิ่งเรียนต่างหากละเธอก็ควรเรียนสักนิดก็ยังดีนะ ว่าแต่นี่โดนล้างสมองไปเรียบร้อยแล้วสิเป็ถึงเ้าชายแท้ๆ ใช้ไม่ได้เลย!!)
ที่ด้านหลังของอาซาฮิคือองค์ชายที่จ้องมองรูริอย่างเกลียดชังเช่นเดียวกับสาวกอื่นๆที่ผ่านมาในอดีต รวมทั้งเพื่อนร่วมชั้นสี่คนที่ถูกอัญเชิญมาพร้อมกัน
ดูเหมือนว่าองค์ชายเองก็ออกอาการไปเรียบร้อยมาตอนนี้ก็แสดงความรังเกียจอย่างออกนอกหน้าใส่รูริเพราะอาซาฮิขยันมาหาเธอไม่ขาด
อีกฝ่ายเป็องค์ชายผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ถ้าแค่กลั่นแกล้งกันนิดๆ หน่อยๆ เธอยังพอทนได้จะกลัวก็แต่เขาจะใช้อำนาจให้เป็เื่ขึ้นมาหรือเปล่าเท่านั้นเอง
แต่แน่นอนว่าเธอไม่แสดงออกไปหรอก
“ฮะๆๆ ท่านหญิงมิโกะสนิทกับท่านรูริมากสินะ”
“อื้มก็เราเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่เด็กนี่นา”
(ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่)
รูริได้แต่ะโแย้งอยู่ในใจ
อาซาฮิยังคงไม่ทันสังเกตว่าองค์ชายชักสีหน้าอย่างไรเธอก็ได้แต่ถอนใจยาวแล้วอดทนต่อไป
ทว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเท่าที่เธอจะคาดเดาได้ก็กลายเป็จริงในที่สุด
รูริตื่นแต่เช้าแล้วเปลี่ยนเสื้อมาสวมชุดวันพีซแขนยาวกับรองเท้าบูตที่ใส่มาจากโลกเดิม
คนในปราสาทตระเตรียมชุดไว้ให้ก็จริงแต่เสื้อผ้าของโลกนี้ตบแต่งประดับประดากันเต็มที่จนเธอทำใจใส่ไม่ได้
ส่วนอาซาฮิกับเพื่อนร่วมชั้นหญิงอีกคนนั้นชอบใจและใส่โดยไม่นึกขัดเขินอะไร
แต่งตัวเสร็จแล้วก็กำลังจะไปโรงอาหารเพื่อกินมื้อเช้าพลันประตูห้องก็ถูกเปิดโดยไม่มีการเคาะถาม แล้วทหารหลายคนก็กรูกันเข้ามา
“อะไรเนี่ย!?”
ในขณะที่รูริใยืนตัวแข็ง ทหารเ่าั้ก็ใช้เชือกมัดแขนเธอไพล่หลังก่อนจะลากตัวไปยังท้องพระโรง
เธอบิดตัวเพราะเชือกมัดแน่นเหลือเกิน แต่ก็ถูกกดหัวบังคับให้คุกเข่าลงเชือกก็ยิ่งรัดข้อมือจนเจ็บไปหมด
“โอ๊ย...”
ที่ท้องพระโรงนั้นนอกจากพระาากับองค์ชายแล้ว ยังมีอดีตเพื่อนร่วมชั้นกับทหารอีกหลายคน แต่อาซาฮิไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย
เหล่าทหารนั้นจ้องด้วยสายตาโกรธแค้นแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวบนใบหน้าขององค์ชายกับเหล่าอดีตเพื่อนร่วมชั้นเธอก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
“เ้าได้รับความปรานีจากท่านหญิงมิโกะให้มีกินมีใช้สุขสบาย แต่กลับคิดปองร้ายหมายชีวิตเธอผู้นั้นช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลย!!”
“หา!? ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น....”
คำพูดขององค์ชายเหมือนสาดน้ำโครมใหญ่ลงมารูริอ้าปากจะเถียง แต่ก็ถูกทหารถีบจากข้างหลังจนจุกไป
(---ทำไมอยู่ๆ ถึงพูดอย่างนั้นฉันเนี่ยนะจะฆ่าอาซาฮิ!? ใครจะไปทำแบบนั้นได้!)
“เรามีพยาน”
คนที่ก้าวออกมาพร้อมกับคำพูดนั้นคืออดีตเพื่อนร่วมชั้นหญิง
“ถูกแล้วเพคะผู้หญิงคนนี้อิจฉาคุณอาซาฮิบอกว่าอยากจะฆ่าเธอ แล้วมาขอให้ฉันร่วมมือด้วย”
แวบหนึ่งที่อีกฝ่ายหันมามองรูริด้วยรอยยิ้มเหยียดหยันเพียงเท่านั้นก็ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่าง
(อ้อ อย่างนี้นี่เอง นี่ร่วมมือกับองค์ชายเพื่อกำจัดฉันสินะ)
ทั้งที่ตกอยู่ในที่คับขันสมองของรูริกลับเยือกเย็นลง
“การวางแผนปองร้ายท่านหญิงมิโกะสมควรแก่การลงโทษสูงสุดกระหม่อมขอเสนอให้ขับไล่นางไปยังป่าปีศาจไม่ทราบว่าทรงเห็นเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา”
“อืม ย่อมได้”
ทันทีที่ได้ยินชื่อป่าปีศาจจากปากขององค์ชายบรรดาทหารก็พากันกลืนลมหายใจ บอกเป็นัยว่าสถานที่นั้นมีอันตรายแค่ไหนและทำให้รูริเกิดกังวลขึ้นมาในอึดใจเดียว
มีเพียงปากเท่านั้นที่ยังเป็อิสระอยู่เธอจึงเปิดปากแย้งราวกับเป็การขัดขืนครั้งสุดท้าย
“...อาซาฮิรู้เื่นี้หรือเปล่าเด็กคนนั้นไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะคิดร้ายกับเขา ต่อให้ที่พวกคุณพูดเป็เื่จริงเธอก็จะขอให้ไว้ชีวิตฉันแน่ๆ”
แขนที่ถูกมัดและหลังที่ถูกถีบยังคงเจ็บไม่หายหากเธอก็กัดฟันทนพูดออกไป ฝ่ายเพื่อนร่วมชั้นพากันย่นหน้าอย่างเจ็บใจ
ซึ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าคำพูดของรูรินั้นถูกต้อง
องค์ชายเป็คนเอ่ยปากพูดแทน
“ท่านหญิงมิโกะจิตใจอ่อนโยนเราบอกกับนางไม่ได้หรอกว่าเพื่อนรักหมายชีวิตนางอยู่ข้าจะบอกนางเองว่าเ้าแอบหนีไปจากปราสาท”
“หวังว่าเขาจะเชื่อนะ...”
รูริมั่นใจว่าอาซาฮิไม่ทางเชื่อแน่
คนพวกนี้อยากกำจัดรูริทิ้งใจจะขาดจึงไม่้าให้อาซาฮิมามีส่วนร่วมซึ่งเธออยากจะบอกเหลือเกินว่าพวกเขายังรู้จักอาซาฮิน้อยไป
ความยึดติดของอาซาฮิน่ะเหนียวหนืดยิ่งกว่ากาวดักนกเสียอีก
ต่อให้เธอหนีออกจากบ้าน อาซาฮินั่นแหละจะบอกว่าฉันก็จะไปด้วย
(ฉันต้องมาพลอยซวยเพราะอาซาฮิอีกแล้วหัดดูแลสาวกตัวเองให้ดีๆ หน่อยสิ!!)
อาซาฮิที่เอาเื่เดือดร้อนมาให้รูริประจำแต่ไม่เคยรับรู้หรือพยายามจะรับรู้ความลำบากของรูริเลย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei