“นั่นใครน่ะ .... เหมือนข้าจะเคยเห็นเขาที่ไหน”
“หือออโอ้ ข้าจำเขาได้ เขาเพิ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ไงอัจฉริยะในรอบหนึ่งร้อยปีด้านการเล่นแร่แปรธาตุไง ชื่ออะไรนะ ... เทียน เอ่อออ ...เทียนคง ใช่ คุณชายเทียนคง จากเมืองประกายเงิน”
“อ้ออใช่ ๆๆ ข้านึกออกแล้ว ว่าแล้วว่าเคยเห็นหน้าเขาที่ไหน ว่าแต่เขามาทำอะไรที่นี่กัน”
“เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใครเล่า ...”
บทสนทนาประมาณนี้เกิดขึ้นในทุกที่ที่เทียนคงเดินทางผ่านไปตามค่ายพักต่าง ๆ ทั่วไปที่ตั้งรวมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นของสังกัดใด
เทียนคงแม้จะได้รับข้อมูลต่าง ๆมาจากบีทูแล้ว รู้สึกประหลาดใจปนกังวลเล็กน้อยเพราะข้อมูลที่ได้มาก่อนหน้านี้คือข้อมูลด้านกายภาพเชิงลึกของพื้นที่และสัตว์อสูรต่าง ๆเป็นส่วนใหญ่แม้บีทูจะรายงานเขาแล้วเรื่องมีผู้คนและผู้ใช้พลังอื่น ๆอยู่ในบริเวณเหล่านี้แต่ก็ไม่คิดว่าจะใหญ่โตและจัดตั้งกองกำลังกันเป็นล่ำเป็นสันแบบนี้ทำเอาเทียนคงต้องกลับมาคิดทบทวนแผนการใหม่อีกครั้ง
เพราะหากทำตามแผนเดิมในการจัดการสัตว์อสูรและครอบครองพื้นที่เลยคงจะเป็นที่ครึกโครมมากเกินไป ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นแค่เรื่องที่เขาออกข่าวในครั้งก่อน ก็ไม่ทราบว่าเซียนอินจะลงโทษอะไรเขาบ้างแล้วนี่แสดงให้เห็นว่า เทียนคงกลัวเซียนอินดุ มากกว่าพวกสัตว์อสูรดุร้ายเสียอีก
และพอเป็นแบบนี้การที่เขาใช้สังกัดตระกูลหลิว ที่เป็นเพียงสังกัดระดับหนึ่งเพื่อใช้เป็นฉากหน้าในการเข้าครอบครองพื้นที่ ก็คงไม่ได้เสียแล้วเพราะจะมีใครเชื่อกันเล่า ว่าสังกัดระดับหนึ่งจะสามารถจัดการอสูรระดับปรจารย์ลงได้
ดังนั้นในตอนนี้สิ่งที่เทียนคงคิดอยู่ในใจ มีอยู่สองทาง หนึ่งคือการครอบครองพื้นที่โดยไม่ให้ใครรู้ และแอบสร้างเหมืองอัญมนีใต้ดินโดยที่ไม่รบกวนการใช้ชีวิตของสัตว์อสูรเพื่อให้พวกมันทำหน้าที่ในการออกหน้ารับมือกับผู้ต้องการครอบครองพื้นที่อื่น ๆ
หรือสองหาสังกัดใหม่ เพื่อให้ตัวเองอยู่ในคุณสมบัติที่มากพอ ที่จะจัดการเรื่องพวกนี้ได้
ซึ่งทางที่เทียนคงตัดสินใจเดินไปในตอนนี้คือทางเลือกที่หนึ่ง เขาจะทำการสร้างเหมืองลับ ๆใต้ดิน เพื่อเก็บเกี่ยวอัญมนีแม้จะไม่สามารถนำอัญมนีที่ได้มา ไปขายได้ตามตลาดทั่วไปเพราะที่มาของอัญมนีไม่ชัดเจน แต่ในตลาดมืดเขาก็สามารถนำออกขายได้ และที่สำคัญคือเทียนคงไม่ได้ต้องการทำเหมืองเพื่อทำกำไรเรื่องเงินทองตั้งแต่แรกอยู่แล้วแต่เพื่อเสริมสร้างกองกำลังของตัวเองต่างหาก
เมื่อตัดสินใจได้แบบนี้แล้วเทียนคงก็ร่างแผนการขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว และส่งต่อไปให้เอวันและลูกทีมจัดการต่อโดยเขาจะสร้างอุโมงค์ใต้ดินมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมเหมืองอัญมนีทั้งสิบนี้ไว้ด้วยกัน และกินพื้นที่หลายแสนตารางกิโลเมตรจนเป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ ที่เทียนคงลงมือทำแล้ว
กองกำลังของเทียนคงในตอนนี้มีหัวหลักคือ เอวันซึ่งเป็นรองบังคับการจากเทียนคง มีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งและลูกทีมบีวันถึงบีไฟว์เป็นนายกองมีพลังระดับสูงขั้น 9ที่มีกองกำลังแต่ละกองเป็นหุ่นยนต์รบอีกกองละ 20 ตน มีพลังระดับกลางขั้นห้า
ตลอดเวลาที่ผ่านมาการสร้างแหล่งพลังงานให้แอนดรอยด์หรือหุ่นยนต์ จะเป็นการสร้างอุปกรณ์กักเก็บพลังงานมืดเพื่อแปลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งมีข้อเสียคือมันใช้เวลาในการฟื้นคืนพลังงานมืดค่อนข้างช้า และที่สำคัญคือมันต้องใช้ทรัพยากรในการสร้างจำนวนมาก ดังนั้นแล้วหากสามารถนำอัญมนีมาใช้เพื่อเสริมข้อบกพร่องนี้ก็จะทำให้การขยายกองกำลังไปได้รวดเร็วและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
เพราะต้องยอมรับว่าแม้เทคโนโลยีที่เทียนคงมีในหัวตอนนี้ จะสามารถสร้างสิ่งเลียนแบบอัญมนีนพเก้าได้แต่มันก็มีคุณภาพได้ไม่เท่ากับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์
อุปกรณ์กักเก็บพลังที่เทียนคงทำได้ในตอนนี้คือรุ่น3.0 มีปริมาณพลังสูงสุดที่ 1,000 หน่วย เอวันมีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่ง นั่นคือเอวันมีอุปกรณ์กักเก็บพลังรุ่น 3.0 ติดตั้งอยู่ในตัว ส่วนบีวันถึงบีไฟว์มีพลังระดับสูงขั้น 9 จะมีอุปกรณ์กักเก็บพลังรุ่น 2.0 ติดตั้งอยู่สองลูกในตัวทำให้มีพลังสูงสุดที่ประมาณ 1,000 หน่วย เช่นเดียวกันกับ เอวัน และหุ่นยนต์รบอื่นๆ มีพลังระดับกลางขั้น 5 จะมีอุปกรณ์กักเก็บพลังรุ่น 1.0 เพียงลูกเดียวซึ่งมีพลังสูงสุดเพียง 100 หน่วย
และแม้หน่วยพลังสูงสุดของเอวันกับแอนดรอยด์รุ่นบีจะเท่ากันที่ 1,000 หน่วย แต่ขุมพลังนั้นต่างกันอยู่มาก ทั้งปริมาณที่สามารถใช้ออกการฟื้นคืนพลัง และรูปแบบการใช้
โครงการขนาดใหญ่ของเทียนคงที่จะขยายกองกำลังของตัวเองนั้นหากดำเนินไปด้วยแผนการสร้างเดิมที่ใช้อุปกรณ์กักเก็บพลังเป็นตัวขับเคลื่อนเทียนคงจะต้องใช้ทรัพยากรที่เคยใช้มากถึง 10 เท่าซึ่งเขาไม่มีเวลามากพอที่จะทำแบบนั้น และการใช้อัญมนีในการปิดช่องโหว่นี้จึงจำเป็นจะต้องพึ่งอัญมนีนพเก้านั่นเอง
การสร้างอุโมงค์ใต้ดินจะต้องใช้เวลาราว2 เดือน ในการสร้างและเชื่อมต่อให้ครบทุกเส้น เทียนคงจึงไม่มีสิ่งใดที่จะต้องทำที่นี่และตั้งใจจะกลับไปยังเมืองประกายเงิน แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินทางกลับนั้นเรื่องที่ไม่ได้คาดหมายก็มาหาอีกจนได้
“ขออภัยคุณชาย ไม่ทราบว่าท่านคือคุณชายเทียนคงใช่หรือไม่” บุรุษร่างใหญ่แต่งตัวเหมือนคุณชายตระกูลใหญ่ทั่วไป และหากสังเกตให้ดีตรงเอวจะมีตราหยกสีขาวที่มีสัญลักษณ์เลข 7 ห้อยไว้อยู่เดินนำบุรุษอีกหลายคนเข้าหาและทักทายเทียนคง
เทียนคงเห็นคนกลุ่มนี้เดินเข้ามาตัวเองมาแต่ไกลแล้วจึงเตรียมตัวตั้งรับไว้แต่แรกแล้วยิ้มตอบพร้อมโค้งให้เล็กน้อยว่า “ใช่แล้วเป็นข้าเอง พี่ชายมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ”
“หามิได้ๆ ข้าไม่กล้ารบกวนคุณชายอย่างแน่นอน ข้าเพียงได้รับหน้าที่มาเชิญท่านไปพบนายของข้าเพียงเท่านั้นไม่ทราบว่าคุณชายจะสะดวกหรือไม่”
ได้ยินแบบนี้เทียนคงก็ได้แต่คิดในใจว่า “อีกแล้วเรอะ จะเชิญไปไหน ไปพบใครก็หัดบอกกันหน่อยสิ...” แต่ก็ได้แต่คิด ส่วนความเป็นจริงนั้น เทียนคงยังปั้นหน้ายิ้มแล้วตอบไปว่า“ก็ได้ ... เชิญท่านนำทาง” เพราะแม้จะไม่พอใจแต่เทียนคงไม่ต้องการสร้างเรื่องใหญ่โตอีกแล้ว จึงได้แต่ทำตามไปก่อนอย่างไรตอนนี้เขาก็มีความมั่นใจ ว่าจะสามารถหลบเลี่ยงออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น
บุรุษร่างใหญ่ผายมือเชิญเทียนคงแล้วเดินเคียงข้างกันไป โดยมีคนติดตามต่อเป็นขบวนและตลอดทางที่พวกเขาไป ก็สร้างเสียงพูดคุยกันไม่หยุดหย่อนเพราะจะมีใครบ้างที่ไม่รู้ว่า คนที่พาเทียนคงไปนั้นเป็นคนของใครแต่ก็มีอยู่คนหนึ่งแน่ ๆล่ะที่ไม่รู้ นั่นก็คือเทียนคงนั่นแหละเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจกับตราสัญลักษณ์ที่ห้อยอยู่ที่เอวเลยสักนิดและคิดเพียงแค่ว่าจะเออออให้ผ่าน ๆไปเพียงเท่านั้น
“เจ้าคือเทียนคง?” บุรุษร่างเล็ก อายุราว 30 กลาง ๆ นั่งอยู่ในห้องกระโจมขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ข้างกายมีสตรีรูปงามอยู่สองคนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นคอยปรนิบัติอยู่ทั้งสองข้าง
“ใช่แล้วขอรับข้าน้อยเทียนคง ขอคารวะองค์ชาย 7 ไม่ทราบว่าท่านเชิญข้ามาที่นี่ด้วยสาเหตุใดหรือ”ระหว่างที่เดินมา เทียนคงได้ยินเสียงที่คนรอบข้างพูดคุยกันจากนั้นจึงหันมาสังเกตุสิ่งรอบตัว จึงรับรู้ได้ว่าคนที่เขากำลังจะไปพบนั้นเป็นใครและเมื่อรู้แล้ว จึงเออออตามน้ำไปตามสมควร เพื่อเลี่ยงปัญหา
“ก็ไม่มีอะไรข้าได้ข่าวว่าเจ้าแวะเวียนมาที่นี่ ด้วยความสงสัยจึงอยากจะถามว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ หรือว่าเจ้าต้องการช่วงชิงพื้นที่นี้ด้วย”องค์ชายเจ็ด กัวหงหลิน พูดถามออกไปตามตรงแสดงให้เห็นว่าตัวเขามีนิสัยโผงผางต่างกับพี่ชายอย่างองค์ชายสองขนาดไหน
เมื่อองค์ชายเอ่ยถามออกมาตรงๆแบบนี้ เทียนคงก็เอ่ยตอบไปตามตรงเช่นกันว่า “ท่านเข้าใจถูกแล้วขอรับข้ามีความต้องการครอบครองพื้นที่ตรงนี้จริงแต่ดูเหมือนข้าจะประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว”
“งั้นรึในเมื่อเจ้ารู้แล้ว ว่าตัวเองมีกำลังไม่มากพอ เหตุใดถึงไม่มาเข้าร่วมกับข้าล่ะ”
“....เอ่ออ” แม้จะพอเดาได้ว่าองค์ชายเจ็ดรู้จักเขาและทราบเรื่องที่เขาต้องการครอบครองพื้นที่มาจากไหนแต่เทียนคงก็ไม่คาดคิดว่า องค์ชายเจ็ดจะเอ่ยชวนเขาเร็วแบบนี้จึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรในตอนนี้
“ข้าให้เวลาเจ้าคิดสองวันว่าจะเข้าร่วมกับข้าหรือไม่ เรื่องผลประโยชน์ ข้าว่าเราคุยกันได้ และข้ามั่นใจว่าเจ้าจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าที่เจ้าคิดแน่นอน ไปเถอะ แล้วก็อย่าให้ข้ารอนาน”
พูดจบบุรุษร่างใหญ่ที่พาเทียนคงมา ก็ผายมือเชิญเทียนคงในทันทีเทียนคงจึงโค้งให้องค์ชายเจ็ดก่อนจะเดินออกจากกระโจมไป และระหว่างที่เดินออกจากกระโจมก็มีทหารคนหนึ่งวิ่งสวนเข้าไปในกระโจมด้วยความรีบร้อน ร่างกายชะโลมไปด้วยเลือดจากการบาดเจ็บและมีแผลเหวอะหวะอยู่ตามตัว
บุรุษร่างใหญ่ชะงักทันทีที่เห็นและยืนรออยู่ตรงนั้นว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ และไม่นานก่อนที่จะได้รู้ว่าทหารคนนั้นเข้าไปรายงานเรื่องอะไรความโกลาหลจากที่อื่นก็เกิดขึ้น เสียงกรีดร้องของผู้คนเริ่มดังมาจากที่ไกล ๆจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงโครมคราม และต่อด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูร ที่ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าไม่ได้มีแค่ตัวเดียวแต่หลายตัวจนไม่ทราบว่ามีกี่ตัวกันแน่
และสิ่งที่เห็นหลังจากการได้ยินก็คือฝูงชนที่แตกตื่น พากันวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทางไม่เว้นแม้แต่ผู้ใช้พลังที่มีพลังระดับสูงขั้นต้นและขั้นกลางที่สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับชาวบ้านธรรมดาที่ตื่นตระหนกและกำลังหนีตายอย่างสุดชีวิต ภาพตรงหน้าบุรุษร่างใหญ่และเทียนคงเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนไม่มีเวลาตั้งตัว จากนั้นกระโจมก็ถูกเปิดออกมา นำโดยองค์ชายเจ็ดและองครักษ์ส่วนตัวหลายสิบนาย
“ทหารตั้งขบวนรบเตรียมรับศึก เดี๋ยวนี้” เสียงสั่งการคำรามดังก้องไปทั่วทหารยศน้อยใหญ่ราว 300 นาย ทุกคนตอบรับคำสั่งอย่างรวดเร็วและจัดตั้งขบวนรบเป็นรูปครึ่งวงกลม โดยมีองค์ชายเจ็ดเป็นศูนย์กลางชาวบ้านและผู้ใช้พลังที่มีระดับต่ำกว่าระดับสูงขั้นกลางต่างวิ่งมาหลบหลังขบวนรบนี้
แต่ก็เพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถกะเกียดตะกายข้ามเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายมาได้จากจำนวนประชากรที่อยู่แนวหน้ากว่าพันคน ตอนนี้คงเหลือเกินครึ่งไม่เท่าไหร่และที่รอดมาได้นั้นสภาพก็บาดเจ็บหนักกันถ้วนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่มาทำการค้าบริเวณนี้กันทั้งนั้น
“โฮกกกกกรรรรรรร .....” เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังออกมาจากความเงียบงันในภาพตรงหน้าของเส้นแบ่งความตายที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นควันและคาวเลือดกองกำลังมนุษย์ที่เหลือรอดกำลังยืนเผชิญหน้าสิ่งที่กำลังมานี้ด้วยอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวและในที่สุดเมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นมันช่างเหนือความเข้าใจ
ภาพสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์ไม่เว้นแม้แต่พันธุ์กินพืช ค่อย ๆเดินออกมายืนเรียงกันเป็นหน้ากระดาน ด้วยท่าทางดุร้ายกระหายเลือดท่ามกลางซากศพของมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ ไม่เพียงเท่านั้น สัตว์อสูรบางตัวปากกำลังคาบชิ้นส่วนมนุษย์บางตัวกำลังกลืนกินซากศพ บางตัวกำลังหยอกล้อกับมนุษย์บางคนที่ยังมีลมหายใจสภาพตรงหน้านี้ช่างโหดร้ายราวกับนรกบนดินเป็นสิ่งที่มนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์กลุ่มนี้หรือกระทั่งส่วนใหญ่ 9 ใน 10 ส่วน ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต
องค์ชายเจ็ดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนแล้วจากตอนแรกที่มีความคิดฮึกเหิมหวังสร้างชื่อให้ตัวเอง ก็สลัดความคิดชั่วครู่นั้นทิ้งในทันใดแล้วรีบสั่งการอะไรบางอย่างกับองครักษ์คนสนิทแต่ดูเหมือนฝังตรงข้ามจะไม่ปล่อยให้เวลาเดินไปเฉย ๆพวกมันออกตัวกระโจนออกมาด้านหน้า หมายจะล่าสังหารมนุษย์ตรงหน้าให้มลายสิ้นทุกชีวิต
“ฉัวะ..... อ๊ากกกก”
“ตูมมมมม.... โพล๊ะ”
เพียงไม่กี่วินาทีทัพสัตว์อสูรหลายร้อยตัวถาโถมเข้าใส่กองกำลังขององค์ชายเจ็ดและผู้ใช้พลังใต้บังคับบัญชาอย่างบ้าคลั่งพวกมันจู่โจมราวกับว่าชีวิตของพวกมันดำเนินอยู่ได้เพื่อการล่าสังหารมนุษย์เพียงอย่างเดียวโดยไม่กลัวตายกันเลยสักนิด
ตรงกันข้ามกับทางมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่ต่างรักตัวกลัวตายกันหมด และไม่มีใครต้องการทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เพราะต่างมาที่นี่ก็เพื่อผลประโยชน์กันทั้งนั้น
ในช่วงแรกของการปะทะฝ่ายมนุษย์สามารถรับมือสัตว์อสูรได้พอประมาณ ในอัตราส่วน มนุษย์หนึ่งคนต่อสัตว์อสูรสองตัวแต่พอจัดการตัวที่สองได้การจะรับมือตัวที่สี่ ห้า หก และต่อ ๆไป ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
และไม่กี่นาทีต่อจากนั้นกระบวนทัพของฝ่ายมนุษย์ก็แตกพ่าย และถูกสัตว์อสูรเข่นฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว และเมื่อกระบวนทัพแตกแล้วไหนเลยจะมีใครคิดสู้ต่อ จึงพากันหันหลังแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอด มนุษย์ 300กว่าคน ตกตายไปแล้วกว่า 50 อีก 100 กว่า ๆในแนวหลังห่างจากจุดปะทะ หันหลังหนี ปล่อยให้แนวหน้าเผชิญชะตากรรมแห่งความตายเพียงลำพัง ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายเจ็ดที่ไม่รู้หายตัวไปไหนแล้วตั้งแต่การปะทะเริ่มต้นเพียงไม่นาน ....