ด้านบนป้อมปราการทมิฬ ที่สูงเสียดฟ้า สองสตรีงามล่มเมือง มักจะหาเวลาว่าง มาจ้องมอง ทะเลทรายที่ทอดยาวออกไป ไกลสุดลูกหูลูกตา หวังว่าอี้เฉินจะยังมีชีวิตรอด กลับมาหาพวกนางในยามนี้อีกครา
ทว่าความคิดนั้นก็เหมือนว่า จะเริ่มเลือนรางเข้าไปทุกที เมื่อวันเวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปช้าๆ ส่งให้หางตา หลินเฟยแดงน้อยๆ ขึ้นมาในทุกครา ที่นางจับจ้องสายตา ทอดยาวออกไป ยังเขตทะเลทราย ซินเจียง
เยว่ชิงเซียน นางกล่าวปลอบโยน หญิงสาวในกรอบสายตา ของนางด้วยความหวังดี “เจ้าควรจะเป็นอิสระ จากอี้เฉินเสียที นะหลินเฟย แม้มันจะเป็นความจริง ที่จะทำให้เจ้ากับข้า ต้องเจ็บปวดก็ตาม”
หลินเฟย มองค้อน เยว่ชิงเซียน ด้วยความขุ่นเคืองใจ ในกรอบสายตา “อี้เฉิน เขาพึ่งจะหายไปไม่ถึง10วันเองนะ หากข้าไม่เห็นศพของเขากับตา ข้าไม่มีทางเชื่อว่า อี้เฉินจะตายตกไปแล้ว”
เยว่ชิงเซียนส่ายหัวขึ้นมาน้อยๆ “ไม่กลับมา มันก็เท่ากับว่าตายไปแล้ว ไม่ใช่หรอกหรือ เจ้าต้องยอมรับความจริงให้ได้หลินเฟย”
“เจ้า! เหตุใด ถึงพูดเช่นนั้นเล่าเยว่ชิงเซียน เจ้ารู้สึกอย่างไรกับอี้เฉินกันแน่ ข้าเองก็ไม่อยากจะยอมแพ้เจ้าหรอกนะ แต่เหมือนว่าอี้เฉินจะรู้สึกพิเศษ กับเจ้ามากกว่าข้าเสียอีก เหตุใดเจ้าพูดจา เช่นนั้นออกมาเล่า”
เยว่ชิงเซียน ครั้นได้ยินคำพูดของหลินเฟย มันก็ทำให้นาง จุกในอกขึ้นมาทันใด จนฝ่ามือของนาง ต้องยกมากุมหน้าอก ของตนเองเอาไว้แน่น รู้สึกเจ็บแปล๊บ ๆ ขึ้นมา ก่อนนางจะเข้าไปโอบกอดหญิงสาว ไว้ในอ้อมแขน เพื่อเป็นการปลอบโยนหลินเฟย
ด้วยความดื้อรั้น และความยึดมั่นของนาง เยว่ชิงเซียน นางจึงไม่อาจเปิดเผย ด้านที่อ่อนแอ ของนางออกมาได้ ทว่าในใจลึกๆ หัวใจของนาง ก็แตกสลายไม่น้อย ไปกว่าหลินเฟยในยามนี้ ยิ่งข่าวคราวของสงครามมหาทวีป ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในยามนี้ นางยิ่งต้องทำตัวให้เข้มแข็ง จะมาอ่อนแอไม่ได้ “เช่นนั้น ข้าจะรออี้เฉิน เป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน”
หลินเฟยที่ได้ยินน้ำเสียงของ เยว่ชิงเซียน พอที่จะรับรู้ได้ว่า น้ำเสียงของนาง แฝงไว้ด้วยความเสียใจมากถึงเพียงใด คำพูดที่นางกล่าวออกไป ด้วยความเอาแต่ใจ ทำให้นางรู้สึกผิดต่อเยว่ชิงเซียน ขึ้นมาในกรอบสายตา กอดกายหญิงสาวไว้จนแน่น หนักกว่าเก่า ราวกับเป็นพี่สาวของนาง คนหนึ่ง เมื่อรับรู้ถึงความจริงใจ ที่เยว่ชิงเซียนมอบให้ตัวนาง
ภาพสาวงามยืนเคียงคู่ เด่นสง่าบนปราการทมิฬ ที่สูงเสียดฟ้า ต่างก็นำพาให้กลุ่มคนที่รู้จักอี้เฉิน ต่างก็พากันถอนหายใจ ออกมาด้วยความเสียใจ ทว่าคนที่เสียใจที่สุด คงหนีไม่พ้น พวกนางทั้งสองคนในยามนี้ ก่อนซีเผิงจะกล่าวพูด พึมพำออกมา “อี้เฉินเจ้าจะปล่อยให้สตรีทั้งสอง เสียใจเช่นนี้จริงๆ หรือ เหตุใดเจ้ายังไม่กลับมาอีกเล่า นี่มันก็หลายวันแล้วนะ”
****
ด้านอี้เฉินที่นั่งพักรักษาตัวบริเวณเกาะแก่ง ที่มีน้ำทะเลกัดเซาะ จนเป็นช่องให้ตัวเขาได้หลบซ่อนตัว เขาไอ จามออกมาทันใด “หรือว่าจะมีใครพูดถึงข้า ในยามนี้กัน”
ทว่ามันก็ไม่แปลก เนื่องด้วยในยามนี้ เขายังไม่ตายตก เกรงว่า เพื่อนๆ ของเขาคงคิดว่าเขาตายตกไปแล้วแน่ๆ ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดพึมพำออกมา “หลินเฟย เยว่ชิงเซียน พวกเจ้าทั้งสองรอข้าก่อน ไม่ช้า ข้าจะต้องกลับไปหาพวกเจ้า อย่างแน่นอน”
อี้เฉินเขาที่นั่งรักษาบาดแผล ฟื้นฟูปราณพลัง รู้สึกได้ตลอดเวลา ว่าเกาะแห่งนี้ขยับไหว แถมยังมีผู้คนมาเยือน บริเวณเกาะประหลาด แห่งนี้กันไม่น้อย เขาที่ไม่รู้ข้อมูลอะไร จึงได้แต่ส่ายหัว ก่อนจะสืบฝีเท้าออกไปสำรวจ ทางหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แถมสถานที่แห่งนี้ ยังมีกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน ที่รุนแรงไม่น้อย แม้แต่อี้เฉินยังรับรู้ถึงพลังการยับยั้ง กดข่มได้แม้กระทั่งขั้นพลัง
ทว่าระหว่างที่อี้เฉินเดินทางผ่านเกาะแก่ง โขดหินน้อยใหญ่ ออกไปสำรวจรอบๆ เขาไม่ลืมที่จะปกปิดตัวตนของเขาไว้ แต่ที่พอจะเห็น เด่นสะดุดตา เกรงว่าคงจะเป็น บริเวณส่วนลึกที่มีภูเขาสีทองลูกใหญ่ ที่ปลดปล่อยพลัง ที่น่าคร้ามเกรงออกมาไม่ขาด ราวกับมันมาจากยุคสมัยเบิกฟ้า หวนคืนสู่ยุคสมัยบรรพกาลก็มิปาน
แต่เมื่ออี้เฉินขึ้นไปยืนบนชะง่อนผาสูง กวาดสายตา ออกไปสำรวจรอบๆ อย่างถี่ถ้วน มันก็ทำให้อี้เฉินรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าจะมีสถานที่ ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้อยู่ ภายในทะเลมืดแห่งนี้ แม้แต่สมุนไพร ยังมีให้เห็นอยู่ทั่ว ก่อนจอมยุทธ์กลุ่มใหญ่ จะบินทะยานสืบฝีเท้า ผ่านศีรษะอี้เฉินไป ไม่แม้จะสนใจอี้เฉินเสียด้วยซ้ำ มันจึงทำให้อี้เฉิน ครุ่นคิดขึ้นมาอยู่ไม่น้อย
‘หรือว่าสถานที่แห่งนี้จะมี สิ่งล้ำค่าหลับใหลอยู่ ผู้คนถึงแห่กันมา ยังสถานที่แห่งนี้’ อี้เฉินอดจะคิดเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อรับรู้ว่าภายในสถานที่แห่งนี้ มีผู้คนอยู่กันหนาตา เหมือนว่าข่าวคราวของเขาเอง จะยังไม่ถูกแพร่งพรายออกไปเสียด้วย อี้เฉินจึงเบาใจ ไปได้ระดับหนึ่ง
แต่เมื่ออี้เฉินคิดจะ สืบฝีเท้า ไปเยือนยังบริเวณ ภูเขาสีทองลูกใหญ่ ที่ปลดปล่อยพลังน่าคร้ามเกรง ออกมาไม่ขาด เขาหยุดชะงักในทันที เมื่อรับรู้ถึงกลุ่มคน ไปรวมตัวกันบริเวณ ภูเขาทองลูกนั้นกันไม่น้อย หากเขาไปในยามนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
“เช่นนั้นข้าหาของล้ำค่า บริเวณภายนอกก่อนแล้วกัน ไหนๆ ก็สบโอกาสเข้ามาแล้ว ส่วนเรื่องที่จะเข้าไปภายในส่วนลึก ไว้ค่อยคิด ทีหลังแล้วกัน” ครั้นอี้เฉินกล่าวพูดพึมพำออกมาได้
ร่างอี้เฉินก็พุ่งปราดไปยัง ทิศทางทะเลทราย ที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเขามากนัก ก่อนจะเริ่มคุ้ยเขี่ย พื้นทราย เมื่อรับรู้ว่า ด้านล่างมีผลึกหินสีฟ้าอยู่ ดูท่าจะล้ำค่าไม่น้อย จากริ้วคลื่น ที่มันปลดปล่อยออกมา
ไม่นานผลึกน้ำตานางเงือก ก็ปรากฏออกมาสู่สายตาอี้เฉิน ขนาดของมันไม่ใหญ่มากนัก เท่ากำปั้นเด็ก ก่อนอี้เฉินจะหยิบจับมันขึ้นมาดูชม พร้อมกับริมฝีปาก ที่คลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อรับรู้มันคือสิ่งใด
จู่ๆ ในเสี้ยววินาที เสียงฟึบ!! ก็ดังขึ้นมาก้อง พร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ พุ่งปราดมายืนบนท้องฟ้าหลายสิบชีวิต ปรายตามองสิ่งของ ที่อี้เฉินถือด้วยสายตาคมกล้า ก่อนพวกเขาจะอ้างกรรมสิทธิ์ ว่าเขตบริเวณแห่งนี้ เผ่าพันธุ์ของพวกเขา ได้ครอบครองมันไว้แล้ว “เจ้าส่งของล้ำค่านั้นมาเสีย หากไม่อยากตายตก บริเวณแห่งนี้ เผ่าสุนัขโลกันตร์ จับจองไว้แล้ว”
อี้เฉินครั้นหันปรายตาขึ้นไปเห็น เฉินหมิง คนของเผ่าสุนัขโลกันตร์ ศัตรูที่เขาเคยต่อสู้ในยามก่อน เขารีบเอื้อมฝ่ามือ ดึงผ้าคลุมใบหน้าลงมาเล็กน้อยในฉับพลัน มองผลึกน้ำตานางเงือก อยู่ชั่วครู่ ทว่าในใจก็มีความไม่ยินยอม ที่จะส่งของล้ำค่าออกไป
ก่อนเฉินหมิง จะแค่นเสียงดุดัน แข็งกร้าวออกมา พร้อมกับกลุ่มของพวกเขา ที่คลี่ยิ้มกันออกมากว้าง ปลดปล่อยอายสังหาร ออกมาไม่ขาด
“ส่งผลึกน้ำตานางเงือก ออกมาเสีย อย่าให้ข้า ต้องพูดซ้ำ”
อี้เฉินถอนหายใจออกมายาว ด้วยความเสียดาย ก่อนจะโยน ผลึกน้ำตานางเงือก ออกไปให้ เฉินหมิง พร้อมกับริมฝีปากของพวกเขา ที่คลี่ยิ้มกันออกมากว้าง มองอี้เฉินว่า มันเป็นคนของตระกูลใด ในทวีปมืดกันแน่
“ช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน แม้กระทั่ง แรงจะขัดขืนยังไม่มี”
“ฮ่าๆ ดี..ดี พูดง่ายเช่นนี้ พวกเราจะได้ไม่ต้อง เปลืองแรงลงมือ”
อี้เฉินที่เตรียมจะสืบฝีเท้า คิดจะจากไป จากบริเวณนั้น จู่ๆ กลุ่มคนกลุ่มใหญ่หลาย10ชีวิต พวกเขาก็มาเยือนยังบริเวณที่อี้เฉินอยู่ อย่างกะทันหัน ก่อนหญิงสาวในกลุ่มจะสืบฝีเท้า ออกมาจาก กลุ่มคน กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงใสกังวาน “บริเวณแห่งนี้ เป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด เฉินหมิง หากข้าหลินจี ต้องการสำรวจ จะมีปัญหาหรือไม่”
อี้เฉินหดดวงตาจนเล็กแคบในทันที ไม่คิดหลินจี นางก็จะมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเขาไม่ใช่เป้าหมาย ของพวกต่างดินแดน อีกต่อไปเมื่อกลุ่มของพวกเขาสบสายตากัน อี้เฉินจึงเร่งสืบฝีเท้า ออกไปจากบริเวณนั้นในทันที ไม่คิดจะทำให้เกิดความยุ่งยาก วุ่นวาย
หลินจี ที่เห็นชายปกปิดตัวตน บินทะยานผ่านนางไป นางกวาดสายตาไปมอง อี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาจากอี้เฉิน ไม่คิดเก็บ คนไม่เปิดเผยตัวตนมาใส่ใจ
ระหว่างทางที่อี้เฉินผ่าน เขาได้สมุนไพร ระดับ เทพมาอีก 3ถึง4ต้น ทว่าทิศทางที่เขาผ่าน เต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวาย เสียงต่อสู้แย่งชิงของล้ำค่า ดังออกมาไม่ขาด พวกศัตรูต่างดินแดน ต่างก็แย่งชิงของล้ำค่า ไม่ต่างอะไรไปจาก จอมยุทธ์ภายในที่อื่นๆ ทำให้อี้เฉินที่เห็นภาพ ได้แต่ส่ายหัวออกมา น้อยๆ
แต่ก็ยังดีที่พอจะให้อี้เฉิน รับรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ ถูกเรียกขานว่าอะไร จากปากผู้คนต่างดินแดน ไม่คิดเกาะฉลามวาฬแห่งนี้ จะปรากฏขึ้นมา ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ช่วงเวลาคับขันของเขาเช่นนี้ “ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริงๆ”